ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง การส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยทางกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment: BOI) จึงมีบทบาทสำคัญในการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน ทั้งในด้านการลดภาระทางภาษีและการอำนวยความสะดวกในด้านที่มิใช่ภาษี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่
วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมการลงทุน
การส่งเสริมการลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มีวัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเป็นบริษัทข้ามชาติเท่านั้น แต่ในความจริง “นักลงทุนไทย” และ “SMEs” คือกลุ่มที่ BOI ให้ความสำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน
- นิติบุคคลต้องจดทะเบียนในประเทศไทย (บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด)
- ขนาดธุรกิจตั้งแต่ Startups ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- เงื่อนไขสำคัญต้องเป็น “โครงการลงทุนใหม่” หรือ “การขยายการลงทุน” (ไม่ใช่ธุรกิจที่เปิดดำเนินการอยู่ก่อนแล้วโดยไม่มีการปรับปรุง)
ทำไมเราต้องขอรับ BOI ? มีข้อดีอย่างไรบ้าง
- ส่งเสริมทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศทุกขนาดการลงทุนและส่งเสริมเป็นรายโครงการ
- ส่งเสริมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และส่งเสริมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เเต่ให้สิทธิจำแนกตามพื้นที่เป้าหมาย
- ส่งเสริมการลงทุนในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การส่งออก การจ้างงาน การกระจายรายได้เป็นต้น
- เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนตั้งเเต่เเรกเริ่มธุรกิจ เเละสร้างโอกาสการลงทุนจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการขอรับ BOI
- เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนทั้งภายในประเทศเเละต่างประเทศ เกิดความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุน
ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหากขอ BOI สำเร็จ
เจาะลึกการแบ่งกลุ่มสิทธิประโยชน์
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดกลุ่มประเภทกิจการตามเกณฑ์ “ระดับของเทคโนโลยี” และ “ความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)” ของประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ที่เน้นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และ กลุ่ม B ที่เน้นสิทธิประโยชน์ด้านอากรขาเข้าและการอำนวยความสะดวก
กลุ่ม A กลุ่มกิจการที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
กลุ่ม A1+ มุ่งเน้นกิจการที่สร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมเชิงลึก เช่น การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการออกแบบทางวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี
กลุ่ม A1 – A2 ครอบคลุมอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีความซับซ้อนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต
กลุ่ม A3 – A4 อุตสาหกรรมที่ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้สมบูรณ์ แม้ระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีจะน้อยกว่ากลุ่มข้างต้นแต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
กลุ่ม B กลุ่มกิจการสนับสนุนอุตสาหกรรม
เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่มีความจำเป็นในห่วงโซ่การผลิต หรือเป็นกิจการสนับสนุนที่ช่วยให้ภาคการผลิตและการส่งออกดำเนินการได้อย่างราบรื่น โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านเครื่องจักรและวัตถุดิบเป็นสำคัญ
(ที่มา : คู่มือการขอรับการลงทุน)
การจำแนกประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ปัจจุบัน BOI แบ่งหมวดอุตสาหกรรมที่ให้การส่งเสริมออกเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความต้องการเชิงเทคโนโลยีดังนี้:
1.1 กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และการแพทย์ (BCG Model)
มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรฐานชีวภาพครอบคลุมถึง:
- เกษตรอัจฉริยะ : การใช้ระบบเซ็นเซอร์และ AI ในการบริหารจัดการฟาร์ม
- การผลิตอาหารแห่งอนาคต : ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูป
- อุตสาหกรรมการแพทย์ การผลิตเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงและอุตสาหกรรมยามุ่งเน้นการวิจัย
1.2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)
- ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า : ครอบคลุมการผลิตยานยนต์ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า
- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ : การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์หลายชั้นและอุตสาหกรรมต้นน้ำเซมิคอนดักเตอร์
1.3 กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สร้างสรรค์และบริการมูลค่าเพิ่มสูง
มุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์และนวัตกรรมดิจิทัล
- กิจการดิจิทัล : การพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับสูงสำหรับภาคธุรกิจกิจการ Data Center และ Cloud Service
- กิจการสร้างสรรค์ : การผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลและแอนิเมชันที่ใช้เครื่องมือขั้นสูงในการผลิต
สรุปหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน
การพิจารณาอนุมัติโครงการของ BOI มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์เชิงประจักษ์ต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีมาตรฐานการพิจารณา 4 ด้านหลัก
1. การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
- มูลค่าเพิ่ม (Value Added) : ต้องมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของรายได้ (ยกเว้นกลุ่มเกษตร, อิเล็กทรอนิกส์ และการตัดโลหะที่กำหนดขั้นต่ำ 10%)
- นวัตกรรมและเทคโนโลยี : ใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง กรณีใช้เครื่องจักรใช้แล้วจากต่างประเทศต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม : ต้องมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลหรือตามกฎหมายไทย
2. ความมั่นคงทางโครงสร้างการเงิน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) : ต้องไม่เกิน 3 ต่อ 1 สำหรับโครงการที่ขอรับการส่งเสริมใหม่
- เงินลงทุนและทุนจดทะเบียน : ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วตามสัดส่วนที่กำหนดก่อนออกบัตรส่งเสริม
3. คุณสมบัติและความใหม่ของโครงการ
- ลักษณะการลงทุน : ต้องเป็นการลงทุนใหม่หรือขยายกิจการที่มีการแยกหน่วยผลิตชัดเจน (ยกเว้นกรณีเข้ามาตรการยกระดับอุตสาหกรรม)
- เงื่อนไขเฉพาะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดเฉพาะของประเภทกิจการนั้นๆ
4. สัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ
- อุตสาหกรรมการผลิตและทั่วไป : อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุด 100% (เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดเป็นอย่างอื่น)
- กิจการตามบัญชีหนึ่ง : (ตาม พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 51%
สรุปเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติเพื่อการรักษาสิทธิประโยชน์
การได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการได้รับสิทธิประโยชน์ ผู้ได้รับการส่งเสริมมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาพรรณนาสิทธิและป้องกันการถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ในภายหลัง โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
(ที่มา : คู่มือการขอรับการลงทุน)
1. การรายงานสถานะและการติดตามผล (Reporting & Monitoring)
- การรายงานรอบครึ่งปี: จัดส่งรายงานสถานะโครงการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุก 6 เดือน (ภายในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม)
- การรายงานผลประกอบการประจำปี (สพท.) : รายงานสถิติการดำเนินงานและผลประโยชน์ตอบแทนต่อเศรษฐกิจผ่านระบบ e-Investment เพื่อประเมินประสิทธิภาพโครงการ
2. กรอบระยะเวลาการเริ่มดำเนินกิจการ (Project Implementation)
- การเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ : ต้องติดตั้งเครื่องจักรและพร้อมดำเนินกิจการตามโครงการที่อนุมัติภายใน 36 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม
- การขอขยายระยะเวลา: หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด ต้องยื่นคำขอพร้อมระบุเหตุผลความจำเป็นก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว
3. การกำกับดูแลและการบริหารจัดการเครื่องจักร (Machinery Management)
- วัตถุประสงค์การใช้งาน : ต้องใช้เครื่องจักรในกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในกิจการอื่นเว้นแต่ได้รับอนุมัติ
- การควบคุมตามเงื่อนไข: เครื่องจักรที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าจะมีระยะเวลาควบคุม 5 ปี การจำหน่ายหรือโอนก่อนครบกำหนดต้องได้รับอนุมัติและชำระภาษีตามสภาพ (ถ้ามี)
4. การบริหารจัดการบุคลากรและช่างฝีมือต่างชาติ (Foreign Talent Management)
- การนำเข้าบุคลากร: ดำเนินการผ่านระบบ e-Expert ตามจำนวนและตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติ
- การถ่ายทอดองค์ความรู้: ต้องจัดทำและดำเนินการตามแผนการถ่ายทอดทักษะความชำนาญ ให้แก่บุคลากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
5. การขอรับรองมาตรฐานสากล (Certification Compliance)
- เกณฑ์มาตรฐาน : ต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง (เช่น ISO 9001, ISO 14001) ภายใน 2 ปี นับจากวันเปิดดำเนินการ
- เงื่อนไขสิทธิประโยชน์ : หากไม่ดำเนินการตามกำหนด อาจส่งผลให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกระงับเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง
จากข้อมูลเบื้องต้นที่เราได้นำมารวบรวมจะเห็นได้ว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจของคุณให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เเละมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากโครงการของคุณเป็นไปตามเกณฑ์การขอรับการส่งเสริมการลงทุน ก็จะสามารถเพิ่มโอเกาสให้กับภาคธุรกิจของคุณได้ทั้งในและต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการให้ IDG ช่วยดูเเลด้านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน
ติดต่อได้ที่ :
Line: @idgthailand (มี@)
E-Mail: [email protected]
โทร: 02-011-7161 ต่อ 106







