International Website

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีแบบไหนบ้าง ?

         การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทควรให้ความสนใจด้วยเช่นกัน

         ซึ่งในปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ และมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังต่อไปนี้:

1. National Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง ไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศที่ต้องการจะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า เป็นการยื่นตรง และจะต้องมีการตั้งตัวแทนในประเทศดังกล่าว เพื่อดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียน

2. Regional Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไปยังกลุ่มประเทศที่รวมตัวกัน เพื่อให้ความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ได้แก่ EUIPO OAPI และ Benelux เป็นต้น

3. Madrid System
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามแบบฟอร์มที่กำหนด ไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย > และ
ทางกรมฯ เอง จะนำส่งคำขอไปที่สำนักเครื่องหมายการค้า องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) > หลังจากนั้น ทาง WIPO จะยื่นคำขอไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าของประเทศปลายทาง ที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครอง
ซึ่งเรียกกันโดยง่ายว่าเป็นการยื่นมาดริด

         เราจะเห็นชัดเลยว่า 3 วิธี ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น IDG จะมาแนะนำทุกคนว่า วิธีไหน ที่จะมีประสิทธิภาพ และ เหมาะสมกับบริษัทของคุณมากที่สุด ! ถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1. เครื่องหมายที่จะขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ มีการดำเนินการภายในประเทศแล้วหรือไม่ ?
ถ้าหากต้องการยื่นคำขอมาดริด ในกรณีสำหรับเครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนในต่างประเทศ ผู้ขอต้องมีการยื่นคำขอ หรือ มีทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศก่อน เพื่อใช้เป็นคำขอหรือทะเบียนพื้นฐาน ในการดำเนินการต่อไป
ดังนั้น หากผู้ขอยังไม่เคยดำเนินการยื่นคำขอรับความคุ้มครองภายในประเทศ หรือไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการ จะต้องพิจารณาการขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ ด้วยวิธีการยื่นคำขอโดยตรงเท่านั้น

2. ประเทศ ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครอง
สำหรับการยื่นคำขอมาดริด จะต้องขอรับความคุ้มครองได้เฉพาะประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) เท่านั้น ตอนนี้มีประเทศที่เข้าร่วมแล้ว 124 ประเทศ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศภาคีสมาชิกได้จากฐานข้อมูล Members of the Madrid Union ของ WIPO ซึ่งหากประเทศที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองยังไม่ได้เข้าร่วมในพิธีสารดังกล่าว จะต้องใช้วิธีการยื่นตรงเท่านั้น เช่น ประเทศฮ่องกง และ ไต้หวัน เป็นต้น

3. ค่าใช้จ่าย
ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น การขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ โดยการยื่นมาดริด เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอในหลาย ๆ ด้าน เลยทีเดียว และ รวมไปถึงเรื่องของค่าใช้จ่าย อีกด้วย !
ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากว่าการยื่นตรง ในกรณีที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครองในหลาย ๆ ประเทศพร้อมกัน เพราะการยื่นมาดริดไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตัวแทนในต่างประเทศเพื่อดำเนินการ ดังนั้น จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้ และผู้ขอยังสามารถประเมินค่าใช้จ่ายเพื่อวางแผนก่อนได้ โดยสามารถคำนวนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้จาก WIPO Madrid Fee Calculator

4. ใบสำคัญ แสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ถ้าหากเป็นเรื่องของการยื่นมาดริด เมื่อเครื่องหมายได้รับการจดทะเบียนในประเทศที่ขอรับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อย โดยหลักแล้ว สำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น ๆ จะออกหนังสือ Statement of Grant of Protection เพื่อแสดงว่าเครื่องหมายของผู้ขอได้รับการจดทะเบียนในประเทศดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากการยื่นตรง
เพราะการยื่นตรงนั้น สำนักเครื่องหมายการค้าจะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน Trademark Registration Certificate ให้กับผู้ขอ เมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนแล้ว  ดังนั้นหากผู้ขอมีความจำเป็นที่จะต้องใช้หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่ออกโดยสำนักเครื่องหมายการค้าโดยตรง จะต้องดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนโดยการยื่นตรงเท่านั้น

5. ระยะเวลา การพิจารณาคำขอจดทะเบียน
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยการยื่นมาดริดนั้น จะมีการกำหนดระยะเวลาการ “พิจารณา” รับจดทะเบียนอยู่ที่ 12-18 เดือน แต่ในบางประเทศแล้ว การยื่นคำขอโดยตรงจะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะการยื่นมาดริดเข้าประเทศดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 18 เดือน แต่การยื่นตรงเข้าประเทศดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 12 เดือน ทั้งนี้ผู้ขอสามารถตรวจสอบระยะเวลาการพิจารณา ของการยื่นมาดริดและการยื่นตรงได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

IDG หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์ในการวางแผน ให้กับผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่าน สำหรับการขอรับคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทางทีมงาน IDG ยินดีที่จะให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะช่วยท่านวางแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com


Click here

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีแบบไหนบ้าง ?

         การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทควรให้ความสนใจด้วยเช่นกัน

         ซึ่งในปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ และมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังต่อไปนี้:

1. National Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง ไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศที่ต้องการจะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า เป็นการยื่นตรง และจะต้องมีการตั้งตัวแทนในประเทศดังกล่าว เพื่อดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียน

2. Regional Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไปยังกลุ่มประเทศที่รวมตัวกัน เพื่อให้ความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ได้แก่ EUIPO OAPI และ Benelux เป็นต้น

3. Madrid System
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามแบบฟอร์มที่กำหนด ไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย > และ
ทางกรมฯ เอง จะนำส่งคำขอไปที่สำนักเครื่องหมายการค้า องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) > หลังจากนั้น ทาง WIPO จะยื่นคำขอไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าของประเทศปลายทาง ที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครอง
ซึ่งเรียกกันโดยง่ายว่าเป็นการยื่นมาดริด

         เราจะเห็นชัดเลยว่า 3 วิธี ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น IDG จะมาแนะนำทุกคนว่า วิธีไหน ที่จะมีประสิทธิภาพ และ เหมาะสมกับบริษัทของคุณมากที่สุด ! ถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1. เครื่องหมายที่จะขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ มีการดำเนินการภายในประเทศแล้วหรือไม่ ?
ถ้าหากต้องการยื่นคำขอมาดริด ในกรณีสำหรับเครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนในต่างประเทศ ผู้ขอต้องมีการยื่นคำขอ หรือ มีทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศก่อน เพื่อใช้เป็นคำขอหรือทะเบียนพื้นฐาน ในการดำเนินการต่อไป
ดังนั้น หากผู้ขอยังไม่เคยดำเนินการยื่นคำขอรับความคุ้มครองภายในประเทศ หรือไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการ จะต้องพิจารณาการขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ ด้วยวิธีการยื่นคำขอโดยตรงเท่านั้น

2. ประเทศ ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครอง
สำหรับการยื่นคำขอมาดริด จะต้องขอรับความคุ้มครองได้เฉพาะประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) เท่านั้น ตอนนี้มีประเทศที่เข้าร่วมแล้ว 124 ประเทศ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศภาคีสมาชิกได้จากฐานข้อมูล Members of the Madrid Union ของ WIPO ซึ่งหากประเทศที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองยังไม่ได้เข้าร่วมในพิธีสารดังกล่าว จะต้องใช้วิธีการยื่นตรงเท่านั้น เช่น ประเทศฮ่องกง และ ไต้หวัน เป็นต้น

3. ค่าใช้จ่าย
ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น การขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ โดยการยื่นมาดริด เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอในหลาย ๆ ด้าน เลยทีเดียว และ รวมไปถึงเรื่องของค่าใช้จ่าย อีกด้วย !
ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากว่าการยื่นตรง ในกรณีที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครองในหลาย ๆ ประเทศพร้อมกัน เพราะการยื่นมาดริดไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตัวแทนในต่างประเทศเพื่อดำเนินการ ดังนั้น จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้ และผู้ขอยังสามารถประเมินค่าใช้จ่ายเพื่อวางแผนก่อนได้ โดยสามารถคำนวนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้จาก WIPO Madrid Fee Calculator

4. ใบสำคัญ แสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ถ้าหากเป็นเรื่องของการยื่นมาดริด เมื่อเครื่องหมายได้รับการจดทะเบียนในประเทศที่ขอรับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อย โดยหลักแล้ว สำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น ๆ จะออกหนังสือ Statement of Grant of Protection เพื่อแสดงว่าเครื่องหมายของผู้ขอได้รับการจดทะเบียนในประเทศดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากการยื่นตรง
เพราะการยื่นตรงนั้น สำนักเครื่องหมายการค้าจะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน Trademark Registration Certificate ให้กับผู้ขอ เมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนแล้ว  ดังนั้นหากผู้ขอมีความจำเป็นที่จะต้องใช้หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่ออกโดยสำนักเครื่องหมายการค้าโดยตรง จะต้องดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนโดยการยื่นตรงเท่านั้น

5. ระยะเวลา การพิจารณาคำขอจดทะเบียน
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยการยื่นมาดริดนั้น จะมีการกำหนดระยะเวลาการ “พิจารณา” รับจดทะเบียนอยู่ที่ 12-18 เดือน แต่ในบางประเทศแล้ว การยื่นคำขอโดยตรงจะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะการยื่นมาดริดเข้าประเทศดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 18 เดือน แต่การยื่นตรงเข้าประเทศดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 12 เดือน ทั้งนี้ผู้ขอสามารถตรวจสอบระยะเวลาการพิจารณา ของการยื่นมาดริดและการยื่นตรงได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

IDG หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์ในการวางแผน ให้กับผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่าน สำหรับการขอรับคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทางทีมงาน IDG ยินดีที่จะให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะช่วยท่านวางแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com


Click here

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy