International Website

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development)  VS. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development)

สำหรับคุณ อะไรมาก่อนกัน…..ผลิตภัณฑ์/งานประดิษฐ์ หรือ กลยุทธ์สำหรับการปกป้องผลิตภัณฑ์/งานประดิษฐ์ชิ้นนั้น?

จากหลายๆงานวิจัยหรือโปรเจคพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เราเคยพบเห็น กลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร หรือ Patent Strategy จะถูกนำมาพิจารณาหลังจากที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ในกรณีของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Product Development จะมองในมุมกลับกันคือ การสร้างกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรก่อนที่จะเริ่มการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

รูปแบบ Strategic Product Development นี้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมที่เน้นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยข้อมูลสิทธิบัตร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสูงและมีการยื่นจดสิทธิบัตรอย่างต้องเนื่อง เช่นอุตสาหกรรม IT & Advanced Engineering แต่ในอุตสาหรรมอื่นๆที่ทรัพย์สินทางปัญญาอาจจะยังไม่เป็นส่วนสำคัญต่อธุรกิจ ส่วนใหญ่จะใช้การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม หรือ Traditional Product Development ที่เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าขึ้นมาก่อน และมาตามด้วยกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ตัวอย่างของทั้ง 2 รูปแบบมีดังนี้:

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development)

หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Discovery-Driven Product Development เริ่มจากการกำหนดสิ่งที่ต้องการพัฒนาขึ้นมาก่อน แล้วตามมาด้วยกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรเพื่อปกป้องสิ่งนั้น โดยในช่วงเริ่มต้นหรือช่วงพัฒนาคอนเซปต์ (Concept Development) อาจจะมีการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า (consumer insight) กลยุทธ์ทางธุรกิจ (business strategy) และผลการวิจัยที่มีอยู่ก่อน (research results) มาเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในช่วงต่อๆไป ซึ่งเมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จแล้วเท่านั้น ถึงจะคำนึงถึงเรื่องกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร เช่น การยื่นจดสิทธิบัตร การตรวจสอบสิทธิในการใช้ประโยชน์ด้วย Freedom-to-Operate (FTO) search และการจัดการและควบคุมทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ ดังรูป I:

traditionalR&D

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development)

กลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรหรือ Patent Strategy จะถูกนำมาเป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ช่วงพัฒนาคอนเซปต์ (Concept Development) ข้อมูลสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาแล้ว (published patent art) และข้อมูลงานประดิษฐ์นอกเหนือจากสิทธิบัตร (non-patent literature) จะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และหาช่องทางในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสมที่สุด เช่น โดยการทำ Patent Competitive Landscape เราจะสามารถแบ่งแยกการประดิษฐ์/เทคโนโลยีที่อยู่ในช่องขาว (white space) คือ เทคโนโลยีที่มีข้อมูลสิทธิบัตรน้อย ออกจากเทคโนโลยีที่อยู่ในช่องแดง (red space) คือ เทคโนโลยีที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรเยอะ ซึ่งถ้าหากสิ่งที่เราต้องการพัฒนาอยู่ใน red space อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราไม่ควรเข้าไปเล่น เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกฟ้องละเมิดโดยคู่แข่งหรือไม่ได้รับจดสิทธิบัตร แต่ถ้าสิ่งที่เราต้องการพัฒนาไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลสิทธิบัตรหรือ Prior Art อื่นๆเลย หรือเรียกได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราอยู่ใน white space เราจะมีโอกาสพัฒนาสิ่งนั้นขึ้นมาเพื่อครอบครองตลาด และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้ง่ายขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรควรเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมตั้งแต่ช่วงพัฒนาคอนเซปต์เพื่อช่วยให้คำแนะนำเรื่อง การสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรที่เน้นการวิเคราะห์ข้อถือสิทธิ (claims) การใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร และประเทศที่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อตรวจสอบสิทธิหรืออิสระภาพในการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิ่งที่จะพัฒนาขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปออกแบบกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรเพื่อส่งเสริมกระบวนการพัฒนาคอนเซปต์ดังรูป II:

strategicinventingflowchart(II)

ในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพนั้น มีระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างนานหลายปี (5-10 ปี) และจะต้องผ่านการพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขหลายขั้นตอนก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะพร้อมเข้าสู่ตลาดได้ และอาจมีการพัฒนาหลากหลายเทคนิคหรือกระบวนการในเวลาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น และเมื่อยิ่งต้องใช้เวลาในการทำ R&D นานขึ้น Patent Landscape ก็อาจเปลี่ยนไป คำขอรับสิทธิบัตรที่เคยยื่นอาจได้รับจดทะเบียนหรืออาจถูกเพิกถอนไปแล้ว ธุรกิจและความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการใช้โมเดล Strategic Product Development เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี long cycle time เราจะต้องมีการปรับปรุงกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้วย ดังรูป III:

strategicinventingflowchart(III)

  1. บทสรุป

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development) นั้น แตกต่างจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งวิธีการที่ใช้ในการสร้างกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์หรือการประดิษฐ์ที่ออกมาก็อาจจะแตกต่างกัน

Strategic Product Development เน้นการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เหมือนดังที่ Stephen Covey เคยกล่าวไว้ว่า “Begin with the end in mind” ดังนั้น ก่อนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะต้องรวมขั้นตอนการทำ Patent Landscape การจัดการระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำให้ทุกฝ่ายในบริษัท รวมถึง นักวิจัย วิศวกร และผู้บริหารในส่วนต่างๆ เข้าใจถึงกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร และประโยชน์ในการส่งเสริมการใช้ Strategic Product Development ตามที่เสนอมานั้น คือ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรืองานประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบหรือการดัดแปลงจากคู่แข่งได้ด้วยการสร้างกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรที่เข็มแข็งตั่งแต่ต้น

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development)  VS. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development)

สำหรับคุณ อะไรมาก่อนกัน…..ผลิตภัณฑ์/งานประดิษฐ์ หรือ กลยุทธ์สำหรับการปกป้องผลิตภัณฑ์/งานประดิษฐ์ชิ้นนั้น?

จากหลายๆงานวิจัยหรือโปรเจคพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เราเคยพบเห็น กลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร หรือ Patent Strategy จะถูกนำมาพิจารณาหลังจากที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ในกรณีของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Product Development จะมองในมุมกลับกันคือ การสร้างกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรก่อนที่จะเริ่มการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

รูปแบบ Strategic Product Development นี้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมที่เน้นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยข้อมูลสิทธิบัตร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสูงและมีการยื่นจดสิทธิบัตรอย่างต้องเนื่อง เช่นอุตสาหกรรม IT & Advanced Engineering แต่ในอุตสาหรรมอื่นๆที่ทรัพย์สินทางปัญญาอาจจะยังไม่เป็นส่วนสำคัญต่อธุรกิจ ส่วนใหญ่จะใช้การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม หรือ Traditional Product Development ที่เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าขึ้นมาก่อน และมาตามด้วยกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ตัวอย่างของทั้ง 2 รูปแบบมีดังนี้:

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development)

หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Discovery-Driven Product Development เริ่มจากการกำหนดสิ่งที่ต้องการพัฒนาขึ้นมาก่อน แล้วตามมาด้วยกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรเพื่อปกป้องสิ่งนั้น โดยในช่วงเริ่มต้นหรือช่วงพัฒนาคอนเซปต์ (Concept Development) อาจจะมีการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า (consumer insight) กลยุทธ์ทางธุรกิจ (business strategy) และผลการวิจัยที่มีอยู่ก่อน (research results) มาเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในช่วงต่อๆไป ซึ่งเมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จแล้วเท่านั้น ถึงจะคำนึงถึงเรื่องกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร เช่น การยื่นจดสิทธิบัตร การตรวจสอบสิทธิในการใช้ประโยชน์ด้วย Freedom-to-Operate (FTO) search และการจัดการและควบคุมทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ ดังรูป I:

traditionalR&D

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development)

กลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรหรือ Patent Strategy จะถูกนำมาเป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ช่วงพัฒนาคอนเซปต์ (Concept Development) ข้อมูลสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาแล้ว (published patent art) และข้อมูลงานประดิษฐ์นอกเหนือจากสิทธิบัตร (non-patent literature) จะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และหาช่องทางในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสมที่สุด เช่น โดยการทำ Patent Competitive Landscape เราจะสามารถแบ่งแยกการประดิษฐ์/เทคโนโลยีที่อยู่ในช่องขาว (white space) คือ เทคโนโลยีที่มีข้อมูลสิทธิบัตรน้อย ออกจากเทคโนโลยีที่อยู่ในช่องแดง (red space) คือ เทคโนโลยีที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรเยอะ ซึ่งถ้าหากสิ่งที่เราต้องการพัฒนาอยู่ใน red space อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราไม่ควรเข้าไปเล่น เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกฟ้องละเมิดโดยคู่แข่งหรือไม่ได้รับจดสิทธิบัตร แต่ถ้าสิ่งที่เราต้องการพัฒนาไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลสิทธิบัตรหรือ Prior Art อื่นๆเลย หรือเรียกได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราอยู่ใน white space เราจะมีโอกาสพัฒนาสิ่งนั้นขึ้นมาเพื่อครอบครองตลาด และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้ง่ายขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรควรเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมตั้งแต่ช่วงพัฒนาคอนเซปต์เพื่อช่วยให้คำแนะนำเรื่อง การสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรที่เน้นการวิเคราะห์ข้อถือสิทธิ (claims) การใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร และประเทศที่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อตรวจสอบสิทธิหรืออิสระภาพในการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิ่งที่จะพัฒนาขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปออกแบบกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรเพื่อส่งเสริมกระบวนการพัฒนาคอนเซปต์ดังรูป II:

strategicinventingflowchart(II)

ในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพนั้น มีระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างนานหลายปี (5-10 ปี) และจะต้องผ่านการพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขหลายขั้นตอนก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะพร้อมเข้าสู่ตลาดได้ และอาจมีการพัฒนาหลากหลายเทคนิคหรือกระบวนการในเวลาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น และเมื่อยิ่งต้องใช้เวลาในการทำ R&D นานขึ้น Patent Landscape ก็อาจเปลี่ยนไป คำขอรับสิทธิบัตรที่เคยยื่นอาจได้รับจดทะเบียนหรืออาจถูกเพิกถอนไปแล้ว ธุรกิจและความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการใช้โมเดล Strategic Product Development เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี long cycle time เราจะต้องมีการปรับปรุงกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้วย ดังรูป III:

strategicinventingflowchart(III)

  1. บทสรุป

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Product Development) นั้น แตกต่างจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม (Traditional Product Development) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งวิธีการที่ใช้ในการสร้างกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์หรือการประดิษฐ์ที่ออกมาก็อาจจะแตกต่างกัน

Strategic Product Development เน้นการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เหมือนดังที่ Stephen Covey เคยกล่าวไว้ว่า “Begin with the end in mind” ดังนั้น ก่อนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะต้องรวมขั้นตอนการทำ Patent Landscape การจัดการระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำให้ทุกฝ่ายในบริษัท รวมถึง นักวิจัย วิศวกร และผู้บริหารในส่วนต่างๆ เข้าใจถึงกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตร และประโยชน์ในการส่งเสริมการใช้ Strategic Product Development ตามที่เสนอมานั้น คือ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรืองานประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบหรือการดัดแปลงจากคู่แข่งได้ด้วยการสร้างกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรที่เข็มแข็งตั่งแต่ต้น

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy