สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความฝันอยากจะนำแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างการตลาดที่น่าสนใจนั้นยังไม่เพียงพอ คุณต้องมี “หนังสือเดินทาง” ให้กับแบรนด์ของคุณด้วย ซึ่งนั่นก็คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หลายคนอาจคิดว่า “จดโลโก้ในไทยแล้วก็น่าจะพอแล้วมั้ง?” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามีขอบเขตจำกัดอยู่แค่ในประเทศที่คุณจดทะเบียนเท่านั้น (หรือพูดง่ายๆ คือ จดที่ไหน คุ้มครองที่นั่น) หากคุณไม่ได้จดในประเทศที่คุณเข้าไปทำธุรกิจ คู่แข่งหรือผู้ไม่หวังดีอาจนำชื่อแบรนด์ของคุณไปจดทะเบียนตัดหน้าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ในวันนี้เราจะมาสรุปทางเลือก ขั้นตอน และเทคนิคสำคัญในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อขยายแบรนด์ของคุณสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจและไร้อุปสรรค
เราจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศกันไปทำไม?
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า เครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับความคุ้มครองตามประเทศที่จดทะเบียนเท่านั้น ซึ่งการมองข้ามการจดทะเบียนในต่างประเทศอาจทำให้คุณต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจของคุณไม่เติบโต และตามมาด้วยปัญหาอีกมากมาย จนอาจทำลายความพยายามในการสร้างแบรนด์ของคุณมาทั้งหมด โดยความเสี่ยงที่คุณอาจเผชิญ มีหลักๆ ด้วยกัน 3 ข้อ ดังนี้
1. การถูกแย่งสิทธิ์ (Brand Hijacking)
ในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น จีนและเม็กซิโก ใช้หลักการแบบ “ใครที่ยื่นคำขอก่อนมีสิทธิ์ที่ดีกว่า” (First-to-file) ซึ่งหมายความว่าคนที่ยื่นคำขอก่อนจะได้สิทธิ์ไปครองทันที ไม่ว่าใครจะใช้ชื่อนั้นมาก่อนก็ตาม ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ผู้ไม่หวังดีจะนำชื่อแบรนด์ของคุณไปจดทะเบียนเพื่อเรียกค่าไถ่หรือสร้างแบรนด์เลียนแบบเพื่อขายแข่ง
2. การละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าปลอม
(Copyright Infringement and Counterfeit Goods)
การจดทะเบียนในประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ เช่น จีนหรือเวียดนาม จะมอบอำนาจทางกฎหมายให้กับคุณในการดำเนินการต่อต้านผู้ผลิตสินค้าปลอมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากคุณไม่ดำเนินการจดทะเบียน อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีมองเห็นช่องโหว่และทำการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าและผลกำไรที่คุณสมควรจะได้รับอย่างมหาศาล
3. อุปสรรคทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
(Inevitable business obstacles)
แล้วการจดทะเบียนในต่างประเทศทำได้กี่วิธีกันนะ?
หลายๆท่านคงเกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วถ้าฉันจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ สามารถทำเองได้มั้ย? หรือทำอย่างไรได้บ้าง?” คำตอบคือ มีทั้งที่แบบทำได้และทำไม่ได้ครับ หมายความว่า คุณสามารถเลือกวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนในต่างประเทศได้ 2 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป
#1 พิธีสารมาดริด (Madrid Protocol)
พิธีสารมาดริด หรือ ระบบมาดริด เป็นระบบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งบริหารจัดการโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) โดยการยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย (ในฐานะประเทศต้นทาง) และสามารถเลือกประเทศสมาชิกที่คุณต้องการจดทะเบียนได้พร้อมกัน
ข้อดี
- สะดวก สะดวกต่อผู้ประกอบการที่ต้องการจะบุกตลาดต่างประเทศในหลายๆ ประเทศพร้อมกัน โดยการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพียงแค่คำขอเดียว ต่อสำนักเครื่องหมายการค้าแห่งประเทศไทย และใช้คำขอที่ยื่นในประเทศไทย เป็นคำขอพื้นฐาน
- ประหยัด ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากไม่ต้องตั้งตัวแทนเพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนในแต่ละประเทศ เพราะจะเป็นการยื่นคำขอผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย (DIP) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
- จัดการง่าย ด้วยการยื่นคำขอจดทะเบียนเพียงแค่คำขอเดียว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องคอยจดบันทึกข้อมูลวันที่ยื่นคำขอหรือเลขที่คำขอของแต่ละประเทศให้ยุ่งยาก อีกทั้งยังง่ายต่อการติดตามสถานะการพิจารณาในแต่ละประเทศด้วยเลขที่คำขอจดทะเบียนเพียงแค่เลขเดียว
ข้อจำกัดของระบบมาดริด
- ใช้ได้เฉพาะกับประเทศที่ เป็นสมาชิก ของพิธีสารมาดริดเท่านั้น (ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมพิธีสารมาดริดอยู่ทั้งหมด 131 ประเทศ ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศได้ที่ Madrid Protocol Members)
- จำเป็นจะต้องมีคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือได้รับจดทะเบียนแล้วในประเทศไทย (เนื่องจากจำเป็นจะต้องอ้างอิงข้อมูลของเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย เช่น รูปเครื่องหมายการค้า ชื่อผู้ขอ ที่อยู่ รวมไปถึงรายการสินค้าที่ขอรับความคุ้มครอง)
#2 การยื่นตรงในแต่ละประเทศ (Direct Filing)
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนโดยตรงกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของแต่ละประเทศที่คุณต้องการ โดยยื่น 1 คำขอ ต่อ 1 ประเทศ ผ่านตัวแทนท้องถิ่น (Local Agent) ที่มีสัญชาตินั้นๆ เพื่อดำเนินการให้ ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีเอกสาร, แบบฟอร์ม, และภาษาที่แตกต่างกัน
ข้อดี
- ยืดหยุ่นสูง สามารถจดทะเบียนในประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของระบบมาดริดได้ และไม่จำเป็นต้องมีคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ยื่นในประเทศไทย
- ควบคุมได้เต็มที่ สามารถประสานงานกับตัวแทนท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายของประเทศนั้นๆ ได้โดยตรง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะทางได้ง่าย ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าที่ยื่นได้รับคำสั่งปฏิเสธฯ
ข้อจำกัดของการยื่นตรง
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่า การยื่นตรงนั้นมีค่าธรรมเนียมยื่นคำขอและค่าว่าจ้างตัวแทนในแต่ละประเทศแยกกัน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการยื่นผ่านระบบมาดริดหากยื่นพร้อมกันหลายๆประเทศ
- ไม่สามารถยื่นเองได้ เนื่องจากการยื่นตรงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการผ่านตัวแทนท้องถิ่นที่มีสัญชาตินั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการยื่นในประเทศจีน จะต้องดำเนินการผ่านบริษัทตัวแทนสัญชาติจีน เป็นต้น
แล้วควรจะยื่นจดทะเบียนที่ไหนก่อนดี?
เชื่อว่าผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้นั้นคงมีความลังเลว่า “แล้วแบบนี้จดที่ไหนก่อนดีนะ?” ซึ่งต้องบอกเลยว่า การตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศใดก่อนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยกลยุทธ์ เพื่อให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าและปกป้องแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
พิจารณาจากแผนธุรกิจของคุณ
การเลือกประเทศที่จะจดทะเบียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อธุรกิจของคุณด้วย
- ประเทศที่เป็นตลาดหลัก สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือประเทศที่คุณกำลังจะส่งออกสินค้า หรือประเทศที่คุณคาดว่าจะสร้างยอดขายและรายได้สูงสุดในอนาคต เช่น สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป (EU), ญี่ปุ่น, หรือประเทศในกลุ่มอาเซียน การจดทะเบียนในตลาดเหล่านี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และปกป้องคุณจากการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ในช่องทางการขายสำคัญของคุณ
- ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตสินค้า หากคุณมีฐานการผลิตสินค้าอยู่ในประเทศใด ยกตัวอย่างเช่น จีน หรือเวียดนาม การจดทะเบียนในประเทศเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมายในการดำเนินการต่อการผลิตสินค้าปลอมหรือสินค้าเลียนแบบได้ตั้งแต่ต้นทาง
- ประเทศที่เป็นฐานของคู่แข่ง หากคู่แข่งหลักของคุณมีฐานธุรกิจในประเทศใด การจดทะเบียนในประเทศเหล่านั้นก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาใช้ชื่อหรือโลโก้ที่คล้ายคลึงกับของคุณจนสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค
เจาะลึก 3 ตลาดสำคัญที่ SME ไทยควรรู้! เพื่อการวางแผนที่แม่นยำยิ่งขึ้น
1. สาธารณรัฐประชาชนจีน (China) จดก่อนได้ก่อน
จีนเป็นตลาดที่ใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกจดทะเบียนตัดหน้า (Brand Squatting) เนื่องจากกฎหมายของจีนใช้หลัก “ผู้ยื่นคำขอก่อนมีสิทธิ์ก่อน” (First-to-file) อย่างเคร่งครัด ซึ่งหมายความว่าคนที่ยื่นคำขอก่อนจะได้สิทธิ์ไปครองทันที ไม่ว่าใครจะใช้ชื่อนั้นมาก่อนก็ตาม
เคล็ดลับ
- ยื่นจดทะเบียนตั้งแต่เนิ่นๆ ควรยื่นจดทะเบียนในจีนตั้งแต่ก่อนที่คุณจะเริ่มเข้าไปทำธุรกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำชื่อแบรนด์ของคุณไปจดทะเบียนตัดหน้าและเรียกค่าไถ่เมื่อคุณจะเข้าไปยื่นจดทะเบียน
- จดให้ครอบคลุม หากแบรนด์ของคุณมีชื่อภาษาอังกฤษ คุณควรจดทะเบียนทั้งชื่อภาษาอังกฤษและชื่อภาษาจีนที่สื่อความหมายเดียวกัน เพื่อการปกป้องที่ครอบคลุม
2. สหรัฐอเมริกา (USA) ใช้ก่อนได้เปรียบ
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง โดยมีระบบที่เรียกว่า “เจตนาจะใช้” (Intent-to-Use) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของแผนการตลาด
เคล็ดลับ
- ยื่นคำขอได้ตั้งแต่ยังไม่ใช้ ระบบนี้ทำให้คุณสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าจริงในประเทศนั้น เพียงแค่แสดงเจตนาว่าจะใช้ในอนาคต ซึ่งช่วยให้คุณสามารถจองสิทธิ์ในชื่อแบรนด์ได้ก่อนใคร
- เก็บสะสมหลักฐานการใช้จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว คุณจะต้องแสดงหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าจริงในประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้การจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์
- ปรึกษาตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ กระบวนการทางกฎหมายในสหรัฐฯ มีความซับซ้อน การทำงานร่วมกับทนายความหรือตัวแทนจดทะเบียนที่เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ จะช่วยให้การยื่นคำขอของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น
3. สหภาพยุโรป (EU) คุ้มครองครอบคลุม 27 ประเทศ
หากคุณต้องการเจาะตลาดยุโรปที่มีขนาดใหญ่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสหภาพยุโรป (EUTM) เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
เคล็ดลับ
- ยื่นครั้งเดียว คุ้มครองทั่วสหภาพฯ การยื่นคำขอเพียงครั้งเดียวจะให้การคุ้มครองครอบคลุมทั้ง 27 ประเทศที่เป็นสมาชิก ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการยื่นตรงในแต่ละประเทศ
- การใช้เครื่องหมายการค้า หากต้องการคงสิทธิ์ในสหภาพยุโรปไว้ คุณต้องแสดงหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าอย่างแท้จริงในอย่างน้อยประเทศใดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป ภายใน 5 ปีหลังจากการจดทะเบียน
- ทางเลือกในการยื่นรายประเทศ หากคุณมีแผนทำธุรกิจในประเทศสมาชิกเพียงไม่กี่ประเทศ การยื่นจดทะเบียนตรงกับประเทศเหล่านั้น อาจเป็นทางเลือกที่ประหยัดและเหมาะสมกว่าในบางกรณี
Checklist เตรียมตัวก่อนโกอินเตอร์
ตรวจสอบชื่อโลโก้
การตรวจสอบชื่อแค่ฐานข้อมูลในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการโกอินเตอร์ คุณอาจใช้เครื่องมืออย่าง TMview เพื่อตรวจสอบชื่อและโลโก้เบื้องต้นในฐานข้อมูลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
Tips: ลองตรวจสอบชื่อแบรนด์ของคุณในหลายรูปแบบ ทั้งตัวอักษร, คำพ้องเสียง, และความหมายที่ใกล้เคียง ว่ามีความเหมือนคล้ายหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
เลือกประเทศที่เหมาะสม
- งบประมาณ ระบบมาดริดมักจะคุ้มค่ากว่าหากต้องการจดในหลายประเทศพร้อมกัน
- จำนวนประเทศ หากคุณต้องการจดแค่ 1-2 ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของระบบมาดริด การยื่นตรงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
- ความเร่งด่วน กระบวนการของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป
เตรียมเอกสารให้พร้อม
เอกสารที่ไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการล่าช้า คุณควรตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่จำเป็นทั้งหมด เช่น แบบฟอร์มคำขอ, รูปเครื่องหมายการค้า และรายการสินค้า/บริการ ให้ดีที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น
Tips: หากไม่แน่ใจในเรื่องเอกสาร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- วางกลยุทธ์การจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
- ดำเนินการตามขั้นตอนที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น
- จัดการกับข้อทักท้วงหรือปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศคือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ของคุณในตลาดโลก อย่ารอให้แบรนด์ของคุณเติบโตจนเป็นที่รู้จักในต่างประเทศแล้วค่อยมาปกป้อง แต่จงปกป้องแบรนด์ของคุณตั้งแต่วันแรกที่คุณเริ่มคิดจะ “โกอินเตอร์”
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line: @idgthailand (มี@)
Tel: 02-011-7161 Ext. 104, 105 (ฝ่ายเครื่องหมายการค้าต่างประเทศ)
Email: [email protected]







