เปิดบริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องมีอะไรบ้าง ?
ในยุคปัจจุบัน 2026 ที่ข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศไทยค่อนข้างติดหล่ม โดย OECD คาด GDP ประเทศไทยปี 2026 เติบโต 1.5% ชะลอลงจากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 2% จากผลกระทบเชิงลบของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แต่ถ้าเป็นธุรกิจในประเทศละ อุตสาหกรรมไหนที่น่าจะมีแนวโน้มที่ดีเคยมีผู้ใหญ่ท่านึงกล่าวไว้ว่าอุตสาหกรรมที่จะเติบโตต่อไปในปี 2026 และน่าสนใจ มีอยู่ 2 อย่าง 1. อุตสาหกรรมสงคราม 2. อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ วันนี้เราจะมาพูดถึงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์กัน
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยจะได้ผลกระทบมาจาก ผู้สูงอายุที่มากขึ้นและอัตราการเกิดที่น้อยลง และเทรนด์การดูแลสุขภาพที่มากขึ้น เราจะสังเกตุได้จาก social media ต่างๆ ที่เห็นผู้คนออกมาออกกำลังกายมากขึ้นรวมถึงประชาชนที่หันมาสนใจเรื่อง Longevity มากขึ้น
มูลค่าตลาดและแนวโน้มเครื่องมือแพทย์ในไทย
ปี 2569 ความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์ในประเทศมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกเครื่องมือแพทย์มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย โดยตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ มีการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal tariff) และ จีนมีการปรับนโยบายที่เน้นพึ่งพาการผลิตในประเทศแทนการนำเข้า จากปัจจัยสนับสนุน อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้อานิสงส์จากความต้องการดูแลสุขภาพซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก
โดยแต่ละกลุ่มผู้เล่นมีแน้วโน้มดังนี้
ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์:รายได้มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ผลิตที่จำหน่ายผ่านสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน ซึ่งขยายการลงทุน อาทิ การสร้างโรงพยาบาลใหม่ เปิดศูนย์แพทย์เฉพาะทาง และศูนย์ดูแลสุขภาพจึงต้องการใช้เครื่องมือแพทย์
ผู้จำหน่ายเครื่องมือแพทย์ (ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก): รายได้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองราคาไม่สูง แต่มีความต้องการใช้สม่ำเสมอ
ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์: ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตดี เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อจำหน่ายแก่สถานพยาบาล
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ครอบคลุมทั้งเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.8% ของ GDP โดยมีมูลค่าจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศอยู่ที่ 73 พันล้านบาท
โดยมีกลุ่มสินค้า
1) กลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (Single-use device) เช่น หลอดฉีดยา เข็มฉีดยา สายยาง หลอดสวน แกนสอด ถุงมือยาง/ถุงมือยางทางการแพทย์ อุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆ ทางทันตกรรม อุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆ ที่เกี่ยวกับนัยน์ตา และวัสดุ/เนื้อเยื่อฝังในร่างกายที่ย่อยสลายได้
2) กลุ่มครุภัณฑ์ทางการแพทย์ (Durable medical device) เช่น ชุดปฐมพยาบาล รถเข็นผู้ป่วย เตียงคนไข้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศัลยกรรม ทันตกรรม เครื่องวินิจฉัยโรคด้วยไฟฟ้า และเครื่องเอกซเรย์ (X-Ray)
3) กลุ่มน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค (Reagent and test kit) เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำยาเพื่อใช้เตรียมหรือเก็บตัวอย่าง (Sample collection) จากร่างกาย (อาทิ น้ำยาทดสอบกรุ๊ปเลือด และชุดน้ำยาล้างไต) ชุดตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรค (เช่น โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ) ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ชุดตรวจการติดเชื้อ HIV และชุดตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร
บทบาทของไทยในฐานะ Medical Hub
ในฐานะ Medical Hub ไทยมีจุดแข็งหลากหบายเช่น บุคลากรแพทย์คุณภาพ ระบบโรงพยาบาลมาตรฐานสากล ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล และวัฒนธรรมการดูแลที่อ่อนโยน ทำให้ไทยเป็นจุดหมายของผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งการรักษาเชิงซับซ้อนและการฟื้นฟูระยะยาว
ยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว ได้แก่
เสาหลักที่ 1: National Genomics Database & NCD Prevention
เสาหลักที่ 2: MedTech Startup Ecosystem
เสาหลักที่ 3: Cancer Center of Excellence
เสาหลักที่ 4: Silver Communities
สรุป ศูนย์กลางการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การแพทย์แม่นยำและสังคมสูงวัยระดับโลก
วันนี้ IDG เรามี Checklist สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องเริ่มธุรกิจการนำเข้าสินค้าเครื่องมือแพทย์ฉบับ 2026
1. จดจัดตั้งบริษัท
2. ขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์
2.1 ยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
2.2 ยื่นขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์
3. เมื่อมีการนำเข้าในแต่ละครั้งให้ยื่นขอ License per Invoice (LPI)
4. นำเข้าผ่านพิธีการศุลกากร
5. ขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์
1. จดจัดตั้งบริษัท
ต้องมีสถานะนิติบุคคลอย่างถูกต้องก่อนดำเนินการขั้นตอนอื่น ๆ ในส่วนการจดบริษัท IDG ทีมกฎหมายได้จัดทำบทความไว้แล้ว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 5 ข้อควรระวัง! ก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
2. ขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก
2.1 จดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
การจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์คือการยืนยันว่า ธุรกิจของคุณมีสถานที่มีระบบและมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ อย. ใช้พิจารณาความพร้อมของผู้ประกอบการ
สิ่งที่ อย. พิจารณาในขั้นตอนนี้
- สถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ต้องชัดเจน
- ต้องไม่ใช้สถานที่ร่วมกับที่พักอาศัย
- มีแผนผังสถานที่ แสดงการจัดเก็บและการควบคุมสินค้าอย่างเป็นระบบ
- มีผู้ควบคุมการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์
เอกสารที่ใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนสถานที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์ (แบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก)
หมวดที่ 1 : เอกสารเปิดสิทธิ์และมอบอำนาจ
- สำเนาบัตรประชาชนผู้ดำเนินกิจการ
- สำเนาทะเบียนบ้านผู้ดำเนินกิจการ
- สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 6 เดือน)
- หนังสือมอบอำนาจ
- หนังสือแต่งตั้งผู้ดำเนินกิจการ
- หนังสือยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
- สัญญาว่าจ้างผู้ควบคุมการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
หมวดที่ 2: เอกสารสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษา
- สำเนาทะเบียนบ้านสถานที่นำเข้า
- สำเนาทะเบียนบ้านสถานที่เก็บรักษา
- แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่
- แผนผังภายในสถานที่ (ระบุมาตราส่วนชัดเจน)
- รูปถ่ายสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษา
- ใบรับรองแพทย์ผู้ดำเนินกิจการ
- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
- เอกสารคำรับรองเกี่ยวกับสถานที่
เอกสารที่เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มเป็นพิเศษแผนผังสถานที่พร้อมมาตราส่วน , รูปถ่ายสถานที่จริง
หมวดที่ 3: เอกสารผู้ควบคุมการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
- สำเนาวุฒิการศึกษา (ขั้นต่ำปริญญาตรี)
- สัญญาว่าจ้าง
- ใบคำขอ สน.4 (กรณีเพิ่มผู้ควบคุม – ผู้จดทะเบียนรายเดิม)
2.2 ขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์
เมื่อสถานประกอบการได้รับการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วขั้นตอนถัดมาคือ การขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์ตามตัวสินค้าจุดสำคัญของขั้นตอนนี้คืออย. จะพิจารณา เครื่องมือแพทย์แต่ละรายการ ตามระดับความเสี่ยง (Class 1–4) ซึ่งส่งผลต่อประเภทใบอนุญาตและชุดเอกสารที่ต้องใช้
- รูปแบบการอนุญาตเครื่องมือแพทย์บางประเภทใช้การ “จดแจ้ง”
- บางประเภทต้อง “แจ้งรายการละเอียด” และบางประเภทต้อง “ขอใบอนุญาต”
เครื่องมือแพทย์ถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามระดับความเสี่ยง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการขึ้นทะเบียนและเอกสารที่ต้องใช้
เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 1 หมายความว่า เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น หน้ากากอนามัย, อุปกรณ์ผ่าตัด และ ถุงมือและปรอทวัดไข้ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า, เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ใช้กำลังไฟฟ้า เป็นต้น จะได้รับใบจดแจ้งเครื่องมือแพทย์
เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 2 หมายความว่า เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปาน-กลางระดับต่ำ เช่น เครื่องมือแพทย์ที่มีกำลังไฟฟ้า, เครื่องมือแพทย์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือแพทย์ที่มีกำลัง เป็นต้น จะได้รับใบแจ้งรายการละเอียด
เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 3 หมายความว่า เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง-ระดับสูง เช่น เครื่องมือฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์ , เครื่องมือแพทย์ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดอันตรายต่อมนุษย์ เป็นต้น จะได้รับใบแจ้งรายการละเอียด
เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 4 หมายความว่า เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เครื่องมือแพทย์ที่มียาเป็นส่วนประกอบ, เครื่องมือแพทย์ทีใช้วินิจฉัย เครื่องมือแพทย์ที่ผลิตจากหรือมีเซล์เนื้อเยื่อหรืออนุพนธ์ของสัตว์ เป็นต้น จะได้รับใบอนุญาต
แนวทางการจัดเตรียมเอกสารตามประเภทความเสี่ยง
รายการเอกสารที่ใช้สำหรับขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ Class 1
1. ฉลากเครื่องมือแพทย์ตามประกาศฯ ฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (Device Labelling)
2. เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ตามประกาศฯ ฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (Instruction for Use)
3. ข้อกำหนดเฉพาะของเครื่องมือแพทย์ (Product Specification)
4. ลักษณะทั่วไป และหลักการทำงาน (Device Description and Features)
4.1 ลักษณะทั่วไป และหลักการทำงาน (Device Description and features)
4.2 วัตถุประสงค์การใช้ (Intended use)
4.3 ข้อบ่งใช้ (Indications)
4.4 คำแนะนำการใช้ (Instructions for use)
4.5 การเก็บรักษา (Storage condition)
4.6 อายุการใช้ (Shelf life)
4.7 ข้อห้ามใช้ (Contraindications)
4.8 คำเตือน (Warnings)
4.9 ข้อควรระวัง (Precautions)
4.10 ผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ (Potential adverse effects)
4.11 การรักษาด้วยทางเลือกอื่น (Alternative therapy) (ถ้ามี)
4.12 รายละเอียดและสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตหรือเป็นส่วนประกอบของเครื่องมือแพทย์
(Materials and CoA of raw materials)
4.13 ข้อกำหนดเฉพาะของเครื่องมือแพทย์ (product specifications)
5. รายละเอียดและสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตหรือเป็นส่วนประกอบของเครื่องมือแพทย์ (Material)
6. Declaration of conformity ตามแบบฟอร์ม อย.
7. Letter of authorization ตามแบบฟอร์ม อย.
8. เอกสารแสดงประวัติการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ (กรณีมีการขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศ) (ถ้ามี)
9. เอกสารแสดงการทดสอบความปราศจากเชื้อ (กรณีคมพ. ปราศจากเชื้อ) (ถ้ามี)
10. เอกสารแสดงการทดสอบหรือการสอบเทียม (กรณีคมพ. ที่ใช้สำหรับการวัด) (ถ้ามี)
11. เอกสารแสดงรายการเครื่องมือแพทย์ที่รวมกลุ่มและชี้แจ้งเหตุผล ของการรวมกลุ่มเครื่องมือแพทย์ (ถ้ามี)
12. ผลการทดสอบตามมาตรฐานตามประกาศฯ เป็นการเฉพาะ (กรณีคมพ. เป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีการควบคุมเป็นการเฉพาะ)
13. เอกสารแนบอื่นๆ เช่น ISO 19485
รายการเอกสารที่ใช้สำหรับขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ Class 2 – 4 FullCSDT
1. ฉลากเครื่องมือแพทย์ (Device Labelling) ตามประกาศฯ ฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์
(1) ชื่อผลิตภัณฑ์
(2) รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น เช่น ส่วนประกอบสำคัญ หลักการทำงาน ประเภท ชนิด
(3) วัตถุประสงค์หรือข้อบ่งใช้
(4) จำนวน ปริมาณบรรจุหรือปริมาณที่สามารถบรรจุ แล้วแต่กรณี
(5) วิธีการใช้ ยกเว้นกรณีที่เครื่องมือแพทย์มีความชัดเจนในการใช้งานอยู่แล้ว
(6) ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิต หรือสถานที่นำเข้า
(7) เลขที่ใบอนุญาต ใบรับแจ้งรายการละเอียด หรือใบรับจดแจ้ง
(8) ชื่อ ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ หรือช่องทางการติดต่อ กรณีต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือร้องเรียน
(9) เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต หรือรุ่นที่ผลิต หรือรหัสประจำเครื่อง (serial number)
(10) เดือน ปี หรือปี เดือน ที่ผลิตหรือหมดอายุ โดยแสดงปีด้วยตัวเลข 4 กรณีเครื่องมือแพทย์มีการกำหนดอายุการใช้งานให้(11) แสดงเดือน ปี หรือปี เดือน ที่หมดอายุด้วย
(12) วิธีการเก็บรักษา
(13) คำเตือน ข้อห้ามใช้ หรือข้อควรระวัง เพื่อให้การใช้เครื่องมือแพทย์ เกิดความปลอดภัย (ในกรณีที่มี)
2. เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ ตามประกาศฯ ฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์
3. บทสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ โดยต้องมีรายละเอียดดังนี้
(1) อธิบายสรุปภาพรวมของเครื่องมือแพทย์
(2) ตารางแสดงประวัติการได้รับอนุมัติการขึ้นทะเบียนหรืออนุญาตให้วางจำหน่ายในท้องตลาดและประวัติการจำหน่ายในประเทศต่างๆ
(3) ตารางแสดงรายละเอียดของการถูกเพิกถอน (ถ้ามี)
(4) ตารางแสดงสถานภาพของคำขอขึ้นทะเบียนหรืออนุญาตเพื่อวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดที่ยังค้างอยู่หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการ (ถ้ามี)
(5) ตารางแสดงรายงานเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จากการใช้เครื่องมือแพทย์ให้แนบเอกสารระบุรายละเอียดของ AE
(6) ตารางแสดงรายงาน field safety corrective action (FSCAs) ให้แนบเอกสารระบุรายละเอียดของรายงาน FSCAs
(7) ให้แสดงรายละเอียดของเครื่องมือแพทย์ ในกรณีดังต่อไปนี้ มีเซลล์ เนื้อเยื่อหรืออนุพันธ์ของมนุษยหรือสัตว์ที่ถูกทำให้ไม่มีชีวิต (rendered non-viable) ,มีเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออนุพันธ์ของจุลินทรีย์(microbial) หรือจุลินทรีย์ตัดแต่งพันธุกรรม (recombinant origin) ,มีส่วนประกอบที่ปล่อยรังสี(irradiating component) ชนิดแตกตัวเป็นอิออน
เอกสารแสดงการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk analysis)
การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk analysis) เอกสารยกเว้น Abridged
แผนการจัดการความเสี่ยง (Risk Management Plan) ต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้
Scope ระบุชื่อเครื่องมือแพทย์
Product description and Intended use
Product Life cycle
Risk Management Team
Overall residual Risk Evaluation
Production and post-production information
รายงานการจัดการความเสี่ยง (Risk Analysis Report) ต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้ FMEA Conclusion
เงื่อนไข การจัดการความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ต้องปฏิบัติตาม ISO 14971 ดังนี้
สอดคล้องตาม ISO 14971:2019 / EN ISO 14971:2019
สอดคล้องตาม ISO 14971:2007 / DIN EN ISO 14971:2013
เอกสารแสดงชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ และข้อมูลการผลิตเครื่องมือแพทย์หรือรายละเอียดเจ้าของผลิตภัณฑ์
ชื่อเครื่องมือแพทย์ที่ยื่นคำขอ
Flow chart ของกระบวนการผลิต การควบคุม การประกอบ การทดสอบผลิตภัณฑ์ การบรรจุ การติดฉลาก การเก็บรักษา การทำให้ปราศจากเชื้อ และกระบวนการเกี่ยวข้อง
ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์
ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ทำให้ปราศจากเชื้อ (ถ้าเป็น Sterile Products)
เอกสารแสดงวิธีการทำลาย การทำให้สิ้นสภาพ หรือการขจัดของเสียที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้ (ถ้ามี)
หนังสือรับรองระบบคุณภาพการผลิต ISO/GMP
ISO 13485 Certificate ของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ยื่นคำขอ หรือ GMP หรือ PIC/S รายละเอียดของ Certificate
Scope ที่ได้การรับรอง ต้องสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่ยื่นคำขอ ยังอยู่ในอายุการใช้งาน
ISO 13485 Certificate ของสถานที่ทำให้ปราศจากเชื้อ (กรณี outsource)
Letter of authorization **ใช้แบบฟอร์มของทางอย.
Declaration of conformity **ใช้แบบฟอร์มของทางอย.
เอกสารแสดงรายการเครื่องมือแพทย์ที่รวมกลุ่ม และชี้แจงเหตุผลของการรวมกลุ่มเครื่องมือแพทย์
(ถ้ามี)
การจดทะเบียนสถานประกอบการและการขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่เป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจในระยะยาวการวางโครงสร้างให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายประหยัดเวลา ลดต้นทุนแฝง และทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นใจเมื่อเข้าใจลำดับขั้นตอน ประเภทของเอกสาร และจุดที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญผู้ประกอบการจะสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเป็นระบบและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือสนใจให้ IDG ช่วยดูแลตั้งแต่การวางแผน จนถึงการยื่นขออนุญาตสามารถติดต่อได้ที่
Line: @idgthailand (มี @)
โทร: 02-011-7161 ต่อ 102
Email: [email protected]







