เช็คก่อนชัวร์กว่า! ทำไมต้องตรวจสอบชื่อแบรนด์ก่อนจดทะเบียน?

เช็คก่อนชัวร์กว่า ทำไมต้องตรวจสอบชื่อแบรนด์ก่อนยื่นจดทะเบียน?

     ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจของตัวเองต่างรู้ดีว่า ชื่อแบรนด์นั้นเปรียบเสมือนโฉนดที่ดินแห่งธุรกิจ มันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวตน, สร้างความแตกต่าง, และเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ แม้การตั้งชื่อแบรนด์ที่โดดเด่นและน่าจดจำเป็นปัจจัยหนึ่งในการปั้นแบรนด์ของคุณให้ฮิตและติดหูผู้บริโภค แต่การตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อนั้นจะสามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายคือขั้นตอนที่สำคัญกว่าหลายเท่า หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน 

     การตรวจสอบชื่อเครื่องหมายการค้าก่อนการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคงเปรียบเสมือนกับ “ตรวจสอบประวัติโฉนด” ก่อนการซื้อขาย เพื่อป้องกันโฉนดปลอม หรือที่ดินที่มีข้อพิพาทและอาจทำให้เราปวดหัวได้ในภายหลัง ซึ่งถ้าคุณมองข้ามขั้นตอนนี้ไป คุณอาจจะพบกับปัญหาใหญ่ที่ตามมาทีหลังได้ เช่น การถูกปฎิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การถูกฟ้องร้อง หรือการต้องเปลี่ยนชื่อแบรนด์ภายหลังจากการทำตลาด ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของคุณอย่างมหาศาล

     เพราะฉะนั้น ในบทความนี้เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความเข้าใจว่าทำไมการตรวจสอบชื่อก่อนยื่นจดทะเบียนนั้นจึงสำคัญ และมีทริคการตรวจสอบอย่างไรให้ครอบคลุมและแม่นยำมากที่สุด รวมถึงแนวทางในการตั้งชื่อแบรนด์อย่างไรให้จดทะเบียนได้จริง เพื่อให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นคงที่สุด

ทำไมการตรวจชื่อจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด?

     ยอดของตึกจะสูงได้ก็ต่อเมื่อมีฐานที่แข็งแรงและมั่นคง เช่นเดียวกับการลงทุนในขั้นตอนการตรวจสอบชื่อแบรนด์คือการป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ป้องกันการถูกปฏิเสธการรับจดทะเบียนจากนายทะเบียน

     กรมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย (DIP) จะมีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากชื่อหรือโลโก้ที่คุณเลือก ซ้ำหรือคล้ายคลึงในระดับที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด กับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วก่อนหน้าในระบบ

แล้วแบบไหนที่เรียกว่าคล้าย?
ไม่ใช่แค่การสะกดที่เหมือนกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคล้ายในด้านต่างๆ ดังนี้
  • การออกเสียง เช่น “SAMSUNG” กับ “SANSUNK” เป็นต้น
  • รูปแบบโลโก้ โลโก้ที่มีรูปทรงคล้ายกันหรือใช้สีคล้ายกัน
  • ความหมาย ชื่อที่มีความหมายเดียวกันในภาษาที่แตกต่างกัน เช่น “Rainbow” กับ “สายรุ้ง”

2. หลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิ์ในภายหลัง

     หากคุณบังเอิญไปใช้ชื่อที่คล้ายกับแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว และนำชื่อนั้นไปใช้ทำธุรกิจจนเป็นที่รู้จัก เจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องคุณในข้อหา การละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงได้ เช่น

  • ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ต้องเสียค่าทนายความและค่าปรับจำนวนมหาศาล
  • การเรียกเก็บสินค้าคืน อาจถูกบังคับให้เรียกคืนสินค้าและวัสดุทางการตลาดทั้งหมดที่มีชื่อแบรนด์ของคุณ
  • การเปลี่ยนชื่อแบรนด์ เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้าอย่างร้ายแรง

3. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา

     การต้องเปลี่ยนชื่อแบรนด์ในภายหลังนั้นคงเป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆ สำหรับใครหลายๆคน เพราะคุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโลโก้ใหม่, ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่, เปลี่ยนป้ายหน้าร้าน, และทำแคมเปญการตลาดเพื่อแนะนำชื่อใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล การตรวจสอบชื่อแบรนด์ตั้งแต่แรกก่อนการจดทะเบียนจะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล รวมถึงใช้แบรนด์ของคุณไปได้อย่างยาวนานอีกด้วย

แล้วจะตั้งชื่ออย่างไรให้จดทะเบียนได้?

     ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการตรวจสอบชื่อแบรนด์ แนะนำให้วางแผนการตั้งชื่อแบรนด์ให้มีโอกาสผ่านการพิจารณาได้ง่ายตั้งแต่แรกก่อน โดยพิจารณาจากหลัก “ความบ่งเฉพาะ” (Distinctiveness) ของชื่อ ซึ่งต้องอธิบายก่อนว่าคำว่า “บ่งเฉพาะ” ของเครื่องหมายการค้า คือ ลักษณะที่ทำให้โลโก้นั้นๆ สามารถแยกแยะและระบุสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายหนึ่งออกจากสินค้าหรือบริการของรายอื่นได้อย่างชัดเจน หรือเรียกง่ายๆว่า ความโดดเด่นที่ทำให้ผู้บริโภคแยกแยะแหล่งที่มาของสินค้าหรือบริการได้ ว่ามาจากแบรนด์ใด ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำและเชื่อมโยงเครื่องหมายการค้านั้นเข้ากับแบรนด์ได้ง่าย (แต่ต้องไม่เป็นคำที่สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบุติของสินค้าที่ขาย) ทีนี้เรามาดูตัวอย่างการตั้งชื่อแบรนด์กันว่าแบบไหนที่มีความบ่งเฉพาะมาก (โอกาสจดทะเบียนได้สูง) จนไปถึงชื่อที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ (โอกาสจดทะเบียนได้ต่ำ)

ชื่อที่มีลักษณะบ่งเฉพาะมาก (Strong Trademarks)
  • ชื่อที่ไม่มีความหมาย (Fanciful) เป็นชื่อที่คิดขึ้นมาใหม่ ไม่มีความหมายอยู่ในพจนานุกรม เช่น KODAK หรือ ZARA ชื่อเหล่านี้มีโอกาสจดทะเบียนสำเร็จสูงที่สุด
  • ชื่อที่มีความหมายแต่ไม่สื่อถึงคุณสมบัติหรือลักษณะของสินค้า (Arbitrary) เป็นคำที่มีอยู่แล้วแต่ถูกนำมาใช้กับสินค้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เช่น APPLE สำหรับคอมพิวเตอร์ หรือ CAMEL สำหรับบุหรี่
ชื่อที่มีลักษณะบ่งเฉพาะปานกลาง (Suggestive Trademarks)
  • ชื่อที่สื่อถึงคุณสมบัติของสินค้าในทางอ้อม ต้องใช้ความคิดเพื่อเชื่อมโยง เช่น MICROSOFT ที่สื่อถึงซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ชื่อเหล่านี้จดทะเบียนได้แต่ต้องอาศัยการพิสูจน์
ชื่อที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ (Weak Trademarks)
  • ชื่อที่สื่อถึงสินค้าโดยตรง (Descriptive Name) เช่น หอมสดชื่น สำหรับสเปรย์ปรับอากาศ ชื่อเหล่านี้จะถูกปฏิเสธเพราะไม่มีความบ่งเฉพาะ
  • ชื่อที่เป็นคำสามัญทั่วไป (Generic Name) เช่น รถยนต์ สำหรับบริษัทรถยนต์ อาจจะดูตรงไปตรงมาสำหรับตัวอย่าง แต่ชื่อในลักษณะนี้นี้ไม่สามารถจดทะเบียนได้

Tips นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงช่องทางอื่นๆด้วย เช่น ชื่อโดเมนเว็บไซต์, ชื่อที่ใช้ในโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ (Facebook, Instagram, TikTok) และชื่อร้านค้าในแพลตฟอร์ม E-commerce เพื่อให้แบรนด์ของคุณมีตัวตนที่สอดคล้องกันทุกช่องทาง

วิธีตรวจสอบชื่อแบรนด์อย่างไรให้มั่นใจ

เพื่อให้แน่ใจว่าชื่อแบรนด์ที่คิดขึ้นมานั้นสามารถจดทะเบียนได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 การตรวจในฐานข้อมูลไทย (Thai Database Search)

#1 การตรวจในฐานข้อมูลไทย (Thai Database Search)

     นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย โดยเราได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการสืบค้นเครื่องหมายการค้าด้วยตัวเองในฐานข้อมูลไทยแบบละเอียดยิบ สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่ ตรวจสอบชื่อแบรนด์ก่อนจดทะเบียน วิธีค้นหาเครื่องหมายการค้าออนไลน์

ขั้นตอนที่ 2 การตรวจในฐานข้อมูลสากล (International Database Search)

#2 การตรวจในฐานข้อมูลสากล (International Database Search)

     แม้ว่าจะยังไม่มีแผนจะไปต่างประเทศในเร็วๆ นี้ แต่การตรวจสอบในฐานข้อมูลของต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตกับแบรนด์ระดับโลก

Tips คุณสามารถใช้เว็ปไซต์สำหรับการตรวจสอบชื่อแบรนด์ที่จดทะเบียนในประเทศต่างๆ ได้ 2 เว็ปไซต์ คือ TMview ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำหรับสืบค้นเครื่องหมายการค้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และ WIPO Global Brand Database ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

ขั้นตอนที่3 การตรวจในตลาดและแพลตฟอร์มออนไลน์

#3 การตรวจในตลาดและแพลตฟอร์มออนไลน์

     การตรวจสอบในฐานข้อมูลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะยังมีแบรนด์อีกมากมายที่ยังไม่ได้จดทะเบียนแต่มีการใช้งานจริงในตลาด

Tips ใช้ Google Search, Social Media Search (Facebook, Instagram, TikTok), และเว็บไซต์ E-commerce (Shopee, Lazada) เพื่อดูว่ามีใครใช้ชื่อแบรนด์ของคุณอยู่แล้วบ้าง ซึ่งการใช้ชื่อที่แพร่หลายแล้ว แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียน ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง

     จะเห็นได้ว่า การตรวจชื่อแบรนด์ก่อนจดคือการลงทุนวางแผนที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจของคุณต้องล้มเหลว ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าชื่อแบรนด์ของคุณมีความบ่งเฉพาะ, ไม่ซ้ำใคร, และพร้อมที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศ

     และหากคุณคิดว่าการตรวจสอบชื่อเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถสอบถามทางทีมงาน IDG ได้เลย! เพราะเราคือผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้า ที่สามารถให้คำแนะนำเชิงลึก, ตรวจสอบชื่อได้อย่างละเอียด, และช่วยวางกลยุทธ์การจดทะเบียนเพื่อให้คำขอของคุณมีโอกาสสำเร็จสูงสุด

“อย่าปล่อยให้ชื่อแบรนด์ที่คุณทุ่มเทสร้างมาต้องเผชิญกับ

ความเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ตั้งแต่วันแรก”

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องทางทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรงได้ที่….
โทร : 02-011-7161 ต่อ 101
E-Mail : [email protected]
Line : @idgthailand
เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ