จดทะเบียนแล้วยังไงต่อ? การต่ออายุและการปกป้องสิทธิ์หลังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

จดทะเบียนแล้วยังไงต่อ? การต่ออายุและการปกป้องสิทธิ์หลังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

     สำหรับเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ การได้รับใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจทำให้รู้สึกเบาใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยก็คือ “จดแล้วจบ” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การจดทะเบียนคือจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การดูแลและรักษาสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า

     เครื่องหมายการค้าเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่มีชีวิต ที่ถึงแม้จะไม่มีตัวตนแต่ก็ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากละเลย อาจทำให้คุณต้องสูญเสียสิทธิ์ที่คุณได้ลงทุนลงแรงไปทั้งหมด โดยเราจะมาสรุปขั้นตอนสำคัญในการดูแลและปกป้องสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าหลังจดทะเบียน เพื่อให้แบรนด์ของคุณได้รับการคุ้มครองอย่างยั่งยืน

อายุการคุ้มครองและการต่ออายุ

     สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องคำนึงไว้ก็คือ เครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนแล้วมีอายุการคุ้มครองที่จำกัด ไม่ได้มีอายุตลอดไป

อายุการคุ้มครอง

เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอจดทะเบียน และสามารถต่ออายุได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ระยะเวลาและขั้นตอนการต่ออายุ
  • ต่ออายุเครื่องหมายการค้าได้ตอนไหน? คุณสามารถยื่นคำขอต่ออายุได้ภายในระยะเวลา 90 วันก่อนวันหมดอายุ
  • หากต่ออายุไม่ทันวันครบกำหนดหละ? หากคุณพลาดช่วงเวลาดังกล่าว คุณยังมีระยะเวลาผ่อนผันอีก 6 เดือนหลังจากวันหมดอายุ แต่จะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม
  • ต่ออายุทำยังไง? การต่ออายุจะดำเนินการโดยการยื่นคำขอต่ออายุ (แบบฟอร์ม ทม.13) พร้อมชำระค่าธรรมเนียมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

Remark หากคุณพลาดการต่ออายุในทุกช่วงเวลาที่กำหนด สิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าของคุณจะสิ้นสุดลงทันที และบุคคลอื่นสามารถยื่นจดทะเบียนชื่อนั้นไปใช้แทนได้

เคล็ดลับ ทำอย่างไรไม่ให้ลืมต่ออายุ?
  • ตั้งระบบเตือน ตั้งปฏิทินหรือระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนก่อนวันหมดอายุ
  • ทำบันทึกเก็บไว้ จัดทำบันทึกเกี่ยวกับวันหมดอายุของเครื่องหมายการค้าทั้งหมดที่คุณมี
  • ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล หากคุณมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วหลายเครื่องหมาย การมอบหมายให้ทนายความหรือตัวแทนดูแลจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการต่ออายุจะดำเนินการอย่างถูกต้องและทันเวลา

ต่ออายุไม่ทันเสียสิทธิจริงไหม?

  หลายธุรกิจมักให้ความสำคัญเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการจดทะเบียน แต่อาจจะลืมเรื่องของ ‘การต่ออายุเครื่องหมายการค้า’ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากไม่มีการยื่นต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนด สิทธิในเครื่องหมายนั้นจะสิ้นสุดลงทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจสูญเสียอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายเมื่อถูกละเมิด หรือแม้กระทั่งสูญเสียสิทธิในแบรนด์ที่สร้างมาให้กับผู้อื่นได้

การปล่อยให้เครื่องหมายการค้าขาดอายุ อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจอาจหยุดชะงักได้ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากการโดนแอบอ้างสิทธิ เมื่อเครื่องหมายการค้าไม่ได้รับการคุ้มครอง บุคคลอื่นอาจนำชื่อหรือโลโก้ที่คล้ายคลึงกันไปจดทะเบียนใหม่ในนามของตนเอง ซึ่งจะทำให้เจ้าของเดิมกลายเป็น “ผู้ละเมิด” แทน
  • อุปสรรคในการขยายธุรกิจ หากคุณมีแผนจะขยายสาขาไปต่างประเทศ ใบสำคัญการจดทะเบียนที่เป็นปัจจุบันคือหลักฐานสำคัญที่สุดในการทำสัญญา หากขาดอายุ ความเชื่อมั่นจากคู่ค้าจะลดลงทันที รวมถึงแพลทฟอร์มซื้อขายออนไลน์ซึ่งปัจจุบันหากจะเปิดเป็นร้าน Official หากขาดการต่ออายุอาจทำให้แพลทฟอร์มปิดร้านคุณได้
  • มูลค่าที่หายไป สำหรับบริษัทจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าถือเป็น “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” (Intangible Assets) ที่สามารถประเมินมูลค่าได้ การปล่อยให้สิทธิสิ้นสุดลงอาจส่งผลกระทบต่อตัวเลขสินทรัพย์และภาพลักษณ์ความมั่นคงของบริษัท
  • การยื่นจดทะเบียนใหม่ยาก บางเครื่องหมายเคยจดผ่านเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ถ้ามายื่นจดใหม่ นายทะเบียนอาจมองว่าเครื่องหมายดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วหรือเป็นคำสามัญทั่ว ๆ ไป หรืออาจจะไปเหมือนคล้ายกับบุคคลอื่นอีกก็ได้

เมื่อจดแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?

     นอกเหนือจากการต่ออายุแล้ว การรักษาสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้ายังรวมถึงการใช้งานจริงและการปกป้องจากการละเมิด

การไม่ใช้เครื่องหมายการค้า (Non-Use Rule)

     กฎหมายกำหนดไว้ว่า หากคุณจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่ ไม่ได้ใช้เครื่องหมายนั้น ในธุรกิจเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน บุคคลอื่นสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของคุณได้

  • สิ่งที่ถือว่าเป็นการใช้ การใช้เครื่องหมายการค้าบนตัวสินค้า, บรรจุภัณฑ์, เอกสารทางธุรกิจ, หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ข้อควรระวัง การจดทะเบียนไว้เพียงเพื่อ “กัน” ไม่ให้คนอื่นใช้ โดยที่คุณไม่ได้นำไปใช้จริง อาจนำไปสู่การสูญเสียสิทธิ์ได้
การตรวจสอบและเฝ้าระวังการละเมิด

     การมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเป็นเพียง “สิทธิ์” ที่ได้รับจากรัฐ แต่คุณในฐานะเจ้าของต้องเป็นผู้ “ใช้สิทธิ์” นั้นเพื่อปกป้องแบรนด์ของคุณเอง

  • เฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบตลาดทั้งออนไลน์ (E-commerce, Social Media) และออฟไลน์เป็นประจำ เพื่อดูว่ามีใครกำลังใช้ชื่อหรือโลโก้ที่คล้ายคลึงกับของคุณหรือไม่
  • การดำเนินการทางกฎหมาย เมื่อพบการละเมิด ควรปรึกษาทนายความเพื่อรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ตั้งแต่การออกจดหมายเตือนไปจนถึงการฟ้องร้อง

เมื่อไหร่ที่ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ?

     แม้ว่าเจ้าของธุรกิจจะสามารถดูแลเครื่องหมายการค้าด้วยตัวเองได้ แต่การใช้ผู้เชี่ยวชาญก็เป็นตัวช่วยที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ดังต่อไปนี้

  • มีเครื่องหมายการค้าหลายรายการ การจัดการวันหมดอายุและสถานะของเครื่องหมายการค้าหลายรายการอาจเป็นเรื่องยุ่งยาก ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ต้องการความมั่นใจในการต่ออายุ ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยเตรียมเอกสารและดำเนินการต่ออายุได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจทำให้เสียสิทธิ์
  • เมื่อเกิดข้อพิพาท หากมีการละเมิดหรือมีข้อพิพาทเกิดขึ้น การมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

     หากจะให้สรุปสั้นๆ เครื่องหมายการค้านั้นไม่ใช่สินทรัพย์ที่จดแล้วจบไป แต่เป็นสินทรัพย์ที่คุณต้องดูแลและปกป้องอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจในเรื่องการต่ออายุ, การใช้งาน, และการเฝ้าระวังการละเมิด จะช่วยให้คุณรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ไว้ได้ และสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ชิ้นสำคัญนี้ได้อย่างยั่งยืน

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องทางทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรงได้ที่….
โทร : 02-011-7161 ต่อ 101
E-Mail : [email protected]
Line : @idgthailand
เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ