ทำความรู้จัก”เครื่องหมายการค้า” และ “ลิขสิทธิ์” สองสิ่งนี้เหมือนกันหรือไม่?

ทำความรู้จักเครื่องหมายการค้า และ ลิขสิทธิ์ สองสิ่งนี้เหมือนกันหรือไม่?

จากกรณีข่าวใหญ่ที่เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ฟ้องร้องจากการขายเครื่องดื่มสมุนไพรจีนยี่ห้อหนึ่ง ที่ไม่ใช่สินค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในประเทศไทย กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทำธุรกิจร้านอาหารและผู้บริโภคถกเถียงกันบนโลกออนไลน์ และต้องหันกลับมามองความสำคัญของ “เครื่องหมายการค้า” และ “ลิขสิทธิ์” อย่างจริงจัง

ซึ่งยังมีอีกหลายท่านที่ยังเข้าใจว่า “เครื่องหมายการค้า” และ “ลิขสิทธิ์” นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 คำนี้มีความแตกต่างกัน ในวันนี้เราจะมาอธิบายให้คุณเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้คืออะไร แตกต่างกันตรงไหน และมีวิธีสังเกตอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

เครื่องหมายการค้า VS ลิขสิทธิ์

เรียกได้ว่า ทั้ง 2 คำนี้ ถือว่าเป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” เหมือนกัน ซึ่งหลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ แต่ใรความเป็นจริงแล้ว มีเป้าหมายในการคุ้มครองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เครื่องหมายการค้า (Trademark)

คือ โลโก้ ชื่อ ยี่ห้อ หรือสัญลักษณ์ที่ใช้กับสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อรู้ว่าสินค้านั้นมาจากใคร (เช่น โลโก้ “WANG LAO JI” หรือรูปกระป๋องสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น) หากมีใครที่นำสัญลักษณ์ที่เหมือนหรือคล้ายกันไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า (ทางเราได้มีการเขียนบทความเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าแบบเจาะลึกไว้แล้ว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องหมายการค้าเบื้องต้น จดแบรนด์ จดโลโก้ (อัปเดต 2568) จดแบรนด์ โลโก้)

ลิขสิทธิ์ (Copyright)

คือ งานสร้างสรรค์ ถูกจำแนกได้เป็น 9 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  1. งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ บทความ บทกลอน โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  2. นาฏกรรม เช่น ท่าเต้นท่ารำ ที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว
  3. ศิลปกรรม เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย
  4. ดนตรีกรรม เช่น ทำนองเพลง หรือเนื้อร้องและทำนองเพลง
  5. โสตทัศน์วัสดุ เช่น วีซีดีคาราโอเกะ
  6. ภาพยนตร์
  7. สิ่งบันทึกเสียง เช่น ซีดีเพลง
  8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ เช่น รายการโทรทัศน์
  9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ เช่น การเพ้นท์ศิลปะบนร่างกาย

ในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การนำภาพหรือดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่มีเจ้าของสิทธิ์ไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ (ทางเรามีบทความเจาะลึกด้านลิขสิทธิ์ให้กับทุกท่านเช่นเดียวกัน สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ได้ที่ เจาะลึกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่ นานแค่ไหน)

แล้วทำไมผู้ประกอบการบางรายถึงโดนฟ้อง?

ในบางกรณีที่เป็นข่าวนั้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นที่ “การได้รับอนุญาตให้นำเข้าและจัดจำหน่าย” ภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นๆ ในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น

  • สินค้าอาจเป็นของจริงจากประเทศหนึ่ง (เช่น จีน) แต่อาจไม่มีสิทธิ์ขายในอีกประเทศหนึ่ง (เช่น ไทย) หากมีผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไว้แล้ว
  • การสั่งสินค้าจากผู้ขายที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือ “สินค้าหนีภาษี” มักจะไม่มีฉลากภาษาไทยและไม่มีสัญลักษณ์การรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย

เปิด 5 จุดสังเกต "เครื่องหมายการค้า" และ "ลิขสิทธิ์"
ของสินค้าที่ถูกต้อง

เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าในร้านหรือที่คุณซื้อมาไม่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย เรามีวิธีเช็กง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้
  1. มีฉลากภาษาไทยและเลข อย. หรือไม่? สินค้าที่นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “ต้อง” มีฉลากภาษาไทยระบุชื่อผู้นำเข้า ส่วนประกอบ และที่สำคัญคือต้องมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) หากเป็นเครื่องดื่ม
  2. ตรวจสอบเครื่องหมาย ® หรือ ™ สัญลักษณ์เหล่านี้บ่งบอกว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนหรืออยู่ระหว่างการยื่นจด หากเป็นสินค้าลอกเลียนแบบ มักจะมีการดัดแปลงตัวอักษรเล็กๆ น้อยๆ ที่ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้
  3. ราคาที่ถูกผิดปกติ หากซัปพลายเออร์เสนอราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นสินค้าเลียนแบบ หรือสินค้าที่นำเข้าโดยไม่ผ่านกระบวนการทางศุลกากรและไม่มีลิขสิทธิ์รับรอง
  4. บรรจุภัณฑ์และคุณภาพงานพิมพ์ สินค้าปลอมหรือละเมิดลิขสิทธิ์มักจะมีคุณภาพงานพิมพ์ที่ดรอปลง สีเพี้ยน หรือวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ดูไม่เรียบร้อยเมื่อเทียบกับสินค้าตัวอย่างจากตัวแทนหลัก
  5. ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา สำหรับผู้ประกอบการ ควรขอเอกสารยืนยันความเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจากซัปพลายเออร์ทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดกรณีพิพาท

สรุปแล้ว ผิดเป็นครู...แต่รู้ไว้ดีกว่าแก้เมื่อสาย

กรณีข้อพิพาทหลายๆเคสในประเทศไทยนั้นเตือนให้เรารู้ว่า “ความไม่รู้กฎหมายไม่ใช่ข้ออ้าง” การถูกฟ้องร้องมีโทษทั้งจำและปรับ (จำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับสูงสุด 300,000 บาท) และอาจทำให้ชื่อเสียงของร้านหรือ Branding ที่ท่านสร้างมาเสียหาย

ดังนั้น ก่อนจะนำสินค้าใดมาวางขาย โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ ควรตรวจสอบกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือเลือกซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Official Distributor) ในไทยเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวของธุรกิจคุณ

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องทางทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรงได้ที่….
โทร : 02-011-7161 ต่อ 101
E-Mail : [email protected]
Line : @idgthailand
เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ