ทำอย่างไรให้ธุรกิจเราได้เปรียบ เมื่อนำนวัตกรรมออกสู่ระดับสากล?

ทำอย่างไรให้ธุรกิจเราได้เปรียบ เมื่อนำนวัตกรรมออกสู่ระดับสากล?

หนึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงในการผลักดันนวัตกรรมออกสู่ระดับสากล คือการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากตามหลักสากลของสิทธิบัตรที่เรียกว่า หลักแห่งเขตอำนาจ สิทธิบัตรจะมีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิเฉพาะประเทศที่มี การจดทะเบียนเท่านั้น หรือถ้าพูดกันง่าย ๆ คือ สิทธิบัตรจดที่ไหน จะคุ้มครองเฉพาะที่นั่นเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจ ที่ต้องการเติบโตในระดับสากล จำเป็นต้องมีการวางแผนในการยื่นสิทธิบัตร ให้สอดคลองกับแผนธุรกิจ และประเทศเป้าหมาย ที่ต้องการไปขยายตลาด ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เราคิดค้นขึ้นมา อาจถูกลอกเลียนแบบได้เมื่อมีการนำเข้าไปในประเทศหรือพรมแดนนั้น ๆ

ผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านมีนวัตกรรมเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่ลำพังเพียงแค่นวัตกรรม อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความได้เปรียบในระดับสากลได้ หากไม่ได้มีการวางแผน หรือกลยุทธ์ที่เหมาะสม ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นการคุ้มครองผลงาน หรือสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมา เพราะกว่าจะออกมาเป็นผลงาน สักชิ้นนึงได้ ต้องผ่านทั้งการใช้เวลา ความคิด และการทดลอง ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนทั้งหมด ดังนั้นแล้วการที่เรามี IP ขึ้นมาก็จะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดจากความสร้างสรรค์ของเรา

ภาพจำในเรื่องของ IP สำหรับคนส่วนใหญ่ อาจจะเป็นความคุ้มครองประเภทลิขสิทธิ์ แต่ในความเป็นจริงลิขสิทธิ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น โดยหลัก ๆ ทรัพย์สินทางปัญญาจะสามารถถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ประกอบด้วย สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แผนภูมิวงจรรวม ความลับทางการค้า และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีลักษณะเฉพาะคือ ต้องมีการจดทะเบียนโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของแต่ละประเทศ
  2. ลิขสิทธิ์ มีลักษณะเฉพาะคือ คุ้มครองงานประเภทงานสร้างสรรค์ เช่น งานวรรณกรรม ดนตรีกรรม ศิลปกรรม เป็นต้น

ทรัพย์สินทางปัญญา สำคัญอย่างไร?

ทรัพย์สินทางปัญญาสำคัญอย่างไร?

รูปด้านบนเป็นสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ฉบับแรกของ APPLE INC. ที่ได้มีการจดทะเบียนไว้ หากเราลองนึกภาพดู เมื่อ 15 – 16 ปีที่แล้ว เรายังคงใช้โทรศัพท์ที่เป็นปุ่มกดทั่ว ๆ ไปอยู่ ซึ่งอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าโทรศัพท์หน้าตาแบบนี้จะสามารถใช้งานได้อย่างไร โดยสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก และยังมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล ดังนั้นแล้วกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา นอกเหนือจากที่สามารถทำให้เจ้าของผลงานสร้างผลกำไรจากผลงานตนเองได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นอีกเครื่องมือที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการแข่งขันอย่าง มีนัยยะสำคัญอีกด้วย

1.เครื่องหมายการค้า (Trademark)

เครื่องหมายการค้าถือว่าเป็นประตูด่านแรกที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์ของเราได้ ก่อนที่จะมีการลองผลิตภัณฑ์อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาพจำของคนทั่วไปต่อแบรนด์โทรศัพท์มือถือยี่ห้อแอปเปิ้ล (Apple) และซัมซุง (Samsung) นั้นมีความแตกต่างกัน ผ่านการสร้างแบรนด์ (Branding) ที่แต่ละบริษัทอาจมีแนวทางที่แตกต่างกันนั่นเอง

ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา ที่ใช้หลัก ๆ ในธุรกิจ

ภาพจำของคนทั่วไปต่อโทรศัพท์มือถือของแอปเปิ้ล คือการที่โทรศัพท์นั้นสื่อถึงความเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี และความเรียบง่ายในการใช้งาน ในขณะที่โทรศัพท์มือถือของซัมซุง ให้ความรู้สึกถึงความคิดสร้างสรรค์ ความทันสมัย และอิสระในการใช้งานที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ ซึ่งภาพจำดังกล่าวเกิดขึ้นจากความพยายามที่แต่ละบริษัทสร้างการรับรู้ในสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา จะเห็นได้ว่า เรื่องของแบรนด์นั้นจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึก (Emotion) ของผู้บริโภค หรือผู้รับสารเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ได้มี การระบุไว้อย่างชัดเจนของแต่ละแบรนด์ว่าผู้บริโภคจะต้องรู้สึกอย่างไรกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่เป็นการสร้างภาพจำผ่านการเล่าเรื่องในแต่ละช่องทางมากกว่า เช่น โลโก้ อัตลักษณ์องค์กร การทำโฆษณา แคมเปญส่งเสริมการขาย การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ หรือการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของแต่ละแบรนด์ ที่จะสามารถสื่อสารเรื่องราว และสร้างความรู้สึกแก่ผู้บริโภคได้

หากพูดถึงเรื่องแบรนด์ จะเห็นได้ว่าแบรนด์นั้นเป็นภาพกว้างที่จะสามารถสื่อสารถึงอัตลักษณ์องค์กรไปยังผู้รับสารเพื่อให้คนนึกถึง ซึ่งประกอบขึ้นจากองค์ประกอบจำนวนมาก ซึ่งเครื่องหมายการค้าถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ โดยสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านั้น คือการเป็นเครื่องหมายที่สามารถทำให้ผู้บริโภคสามารถจำแนก แยกแยะได้โดยง่าย
ว่าสินค้า หรือบริการนั้น ๆ เป็นแบรนด์ใด

  1. เครื่องหมายการค้า เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้า เพื่อแสดงความแตกต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเดียวกัน เช่น ในอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็จะสามารถพบเห็นได้ทั้ง มาม่า ไวไว ยำยำ เป็นต้น
  2. เครื่องหมายบริการ เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการ เพื่อแสดงความแตกต่างจากบริการที่ใช้เครื่องหมายอื่น โดยเฉพาะบริการในกลุ่มเดียวกัน เช่น บริการในกลุ่มธนาคาร โรงแรม และสายการบิน เป็นต้น
  3. เครื่องหมายรับรอง เป็นเครื่องหมายที่ใช้รับรองสินค้า หรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อการันตี หรือรับรองมาตรฐานบางอย่าง เช่น อย. สำหรับสินค้าในกลุ่มอาหาร และ มอก. สำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น
  4. เครื่องหมายร่วม เป็นเครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการ ที่ใช้โดยกลุ่มหน่วยงานเดียวกัน โดยอาจรวมไปถึงสินค้า หรือบริการที่มีความแตกต่างกันหลายประเภท ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะถูกใช้งานในลักษณะของบริษัทในเครือ เป็นต้น

การออกแบบเครื่องหมายการค้าสามารถทำได้หลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษรทั่วไป ตัวอักษรที่มีลักษณะการออกแบบเฉพาะ (font) รูปภาพ กราฟิก ตัวการ์ตูน สัญลักษณ์ หรือแม้กระทั่งรูปหรือสัญลักษณ์ร่วมกับตัวอักษรได้อีกด้วย

เครื่องหมายการค้า

เนื่องจากทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมาก็ต้องลงแรง และทรัพยากรเป็นอย่างมากเช่นกัน เมื่อเราสามารถสร้างแบรนด์ของเราขึ้นมาจนเกิดเป็นภาพจำต่อคนหมู่มากได้สำเร็จ การที่เราจะถูกผู้ไม่ประสงค์ดีสวมรอยเป็นแบรนด์ของเราเพื่อไปหาผลประโยชน์ หรือทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์เรานั้นย่อมไม่เป็นผลดี ทรัพย์สินทางปัญญาในประเภทของเครื่องหมายการค้าจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อคุ้มครองในส่วนของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อแบรนด์ ดังที่กล่าวไปข้างต้น

กรณีศึกษา – ข้อพิพาทในการใช้เครื่องหมายการค้า ระหว่าง LACOSTE และ CROCODILE

ภาพประกอบกรณีศึกษา

หนึ่งในกรณีศึกษาของข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า คือ ข้อพิพาทระหว่าง LACOSTE และ CROCODILE ในการใช้เครื่องหมายการค้าในประเทศอินเดีย โดยใช้ระยะเวลากว่า 23 ปี จึงจะได้ข้อยุติ
แต่เดิมนั้น แบรนด์ LACOSTE เป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำหรับการกีฬาที่ก่อตั้งโดยนักเทนนิสสัญชาติฝรั่งเศสชื่อ Rene Lacoste ในปี ค.ศ. 1933 จากนั้นได้ขยายไปทำเสื้อผ้า และแฟชั่นประเภทอื่น ๆ โดยได้มีการยื่นจดเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นจระเข้หันหน้าไปทางขวา รวมถึงมีการจดเครื่องหมายการค้าในส่วนของชื่อแบรนด์ที่เป็นตัวอักษรในหลายประเทศ สำหรับแบรนด์ CROCODILE นั้นก่อตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ในปี ค.ศ. 1947 โดย Dato’s Dr Tan Hian Tsin ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าเช่นกัน ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ โดยได้จดเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นจระเข้หันหน้าไปทางซ้าย

เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของทั้งสองแบรนด์นั้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน รวมถึงมีการทำตลาดร่วมกันในหลายประเทศ ทั้งสองบริษัทจึงได้ทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้สาธารณชนสามารถจำแนก แยกแยะ ความแตกต่างของทั้งสองแบรนด์ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ทาง LACOSTE พบว่า CROCODILE ได้มีการใช้เครื่องหมายการค้าบนผลิตภัณฑ์ในประเทศอินเดีย เป็นจระเข้ที่หันหน้าไปทางซ้ายเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มีการระบุชื่อแบรนด์ที่เป็นตัวอักษรลงไปร่วมด้วย ทาง LACOSTE จึงได้ดำเนินการฟ้องร้อง เนื่องจากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างทั้งสองแบรนด์ได้

กว่า 23 ปี แห่งการพิพาท ในที่สุดศาลประเทศอินเดียได้มีคำพิพากษาให้ LACOSTE เป็นฝ่ายชนะคดี โดยทาง CROCODILE ต้องยุติการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าที่เป็นข้อพิพาท รวมถึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ LACOSTE อีกด้วย จากข้อพิพาทดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การยื่นจดเครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญทางกฎหมายในการคุ้มครองแบรนด์ของเราให้สามารถคงสถานะที่เป็นภาพจำต่อสาธารณชนได้

 2.สิทธิบัตร (Patent)

สิทธิบัตรถือเป็นสิทธิตามกฎหมายสำหรับเจ้าของผลงานในการแสวงหาประโยชน์ หรือนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับผลงาน หรือ การประดิษฐ์ที่เจ้าของผลงานมีการสร้างสรรค์ขึ้นมา ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นประเภท ย่อย ๆ ได้ดังนี้

  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent)
    เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์ใหม่ที่เจ้าของผลงานได้มีการสร้างขึ้น ซึ่งการประดิษฐ์ในที่นี้ หมายถึง การคิดค้น หรือทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธี หากจะให้อธิบายอย่างง่าย สิทธิบัตรนั้นคุ้มครองทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีการประดิษฐ์ หรือคิดค้นขึ้น รวมถึงสูตร หรือกรรมวิธีในการผลิตสิ่งเหล่านั้นขึ้นนั่นเอง ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว สิทธิบัตรการประดิษฐ์ในหลายประเทศจะมีอายุความคุ้มครองอยู่ที่ 20 ปี
  • อนุสิทธิบัตร (Petty Patent)
    เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์ใหม่เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่อาจไม่ได้มีความซับซ้อน หรือเป็น         การประดิษฐ์ที่แตกต่างจากของเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนมากจะเป็นการปรับปรุง หรือพัฒนาการประดิษฐ์ หรือสิ่งที่มีอยู่เดิมให้มีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้บางประเทศอาจไม่มีกฎหมายรับรองการประดิษฐ์ประเภทอนุสิทธิบัตร และแต่ละประเทศมักมีเงื่อนไขในการพิจารณาที่แตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ไม่อนุญาตให้สูตรและกรรมวิธีสามารถขอรับความคุ้มครองเป็นอนุสิทธิบัตรได้ และโดยส่วนมากแล้ว อนุสิทธิบัตรในหลายประเทศ จะมีอายุ    ความคุ้มครองอยู่ที่ 10 ปี
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent)
    เป็นการคุ้มครองการออกแบบ ซึ่งหมายความรวมถึงรูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ ที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ โดยไม่รวมถึงการใช้งาน 

กรณีศึกษา – ลูกบอลดับเพลิง ELIDE FIRE

กรณีศึกษา - ลูกบอลดับเพลิง ELIDE FIRE

ผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในรูปด้านบน เป็นลูกบอลดับเพลิง ELIDE FIRE ของบริษัท อิไลด์ ไฟร์บอล โปร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทย โดยลูกบอลดังกล่าวนั้นบรรจุด้วยองค์ประกอบทางเคมีที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งสามารถใช้ในการดับไฟได้ และได้มีการยื่นขอรับ ความคุ้มครองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมา มีการนำผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกันที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ถูกบรรจุด้วยองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกับของบริษัท อิไลด์ ไฟร์บอล โปร จำกัด

ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการใช้งานต่ำกว่าที่ทางบริษัทได้โฆษณา ส่งผลให้สินค้าประเภทดังกล่าวสูญเสียความเชื่อมั่น ทางบริษัทฯ จึงได้มีการฟ้องร้องคดีต่อบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำสินค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาจัดจำหน่ายในระบบ โดยปัจจุบันกรณีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งศาลยังไม่มีคำพิพากษาและคดีความยังไม่ถึงขั้นยุติ

จะเห็นได้ว่า การที่เรายื่นจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ของเราไว้นั้น สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการแสดงต่อศาล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าเราเป็นผู้ริเริ่มในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อน รวมถึงเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราเป็นของแท้ สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ในการใช้งานได้

บทสรุป

นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้เหนือกว่าคู่แข่ง และการสร้างแบรนด์ของเราให้เป็นที่น่าจดจำแล้ว การผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการมีแพลนที่จะขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ เนื่องจากในต่างประเทศ เรามีโอกาสสูงที่จะเจอคู่แข่งที่แข่งขันกับเราในรูปแบบที่เราไม่คุ้นชิน การคุ้มครองงานของเราด้วยทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ป้องกันไม่ให้การประดิษฐ์หรือแบรนด์ของเรา ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยคู่แข่งได้นั่นเอง

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่

อีเมล: [email protected]
โทร.: 02-011-7161 ถึง 6
ไลน์: @idgthailand
Facebook: IDGThailand

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ