สิทธิบัตรเทคโนโลยีด้านการแพทย์ : การวางกลยุทธ์ IP เพื่อเอาชนะความเสี่ยงและต้นทุนสูง

สิทธิบัตรเทคโนโลยีด้านการแพทย์

การให้บริการด้านการแพทย์ หรือ (Medical Service) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทุกคนทราบกันดีว่าประเทศไทยนั้นเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงมากในการแข่งขันภายใต้อุตสาหกรรมดังกล่าว และนอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน ก็เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ในการที่จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันสนามนี้ กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราชนะได้นั้น ก็ต้องพึ่งผลลัพธ์ของการรักษาและความน่าเชื่อถือของสถานพยาบาล ซึ่งจะต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปได้อย่างแม่นยำ รวมถึงทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้ว นอกเหนือจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ แล้ว การผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นสิทธิบัตรก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

สิทธิบัตร (Patent) คืออะไร?

สิทธิบัตร คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของสิทธิตามกฎหมายที่สอบให้แก่ผู้ประดิษฐ์ หรือผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ โดยถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ส่วนมากจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ความใหม่, ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ เมื่อได้รับสิทธิบัตรแล้ว เจ้าของสิทธิบัตรจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ใช้ จำหน่าย หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิ่งประดิษฐ์นั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด

ทำไมต้องดันนวัตกรรม ให้เป็นสิทธิบัตร?

การสร้างสรรค์เทคโนโลยีการแพทย์นั้น ต้องอาศัยความรู้ และความเชี่ยวชาญในวิทยาการหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการให้บริการด้านสุขภาพ จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากที่สุดในโลก แต่ว่าสำหรับเทคโนโลยีการแพทย์แล้วนั้น กว่าเทคโนโลยีจะสามารถนำมาใช้กันได้โดยทั่วไปจะต้องใช้ระยะเวลามากกว่าสาขาอื่น ๆ เนื่องจากข้อจำกัดดังต่อไปนี้

  • ใช้ระยะเวลาวิจัยและพัฒนาเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ กว่าจะทำการสร้างต้นแบบ ปรับปรุงจนพร้อมใช้งาน ทดสอบในห้องปฏิบัติการ และการทดลองทางคลินิก ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะสามารถผ่านแต่ละขั้นตอน
  • ใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ถึงแม้ว่าจะมีไอเดีย แต่กว่าจะวิจัยและพัฒนาจนสามารถใช้งานได้จริงนั้นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ทั้งอุปกรณ์ในห้องแลปที่ได้มาตรฐาน และค่าจ้างนักวิจัยต่างก็เป็นต้นทุนที่สูงทั้งนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถหานักลงทุนได้ หากไอเดียดังกล่าวฟังดูแล้วมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถสร้างกำไรได้
  • ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เคร่งครัด เนื่องเทคโนโลยีการแพทย์นั้นมีกลุ่มเป้าหมายใช้การใช้กับมนุษย์ หลายประเทศจึงต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานมาเพื่อกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จะต้องมีความปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นผลเสียหากใช้งานกับมนุษย์ เช่น องค์การอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งหากไม่เป็นไปตามข้อบังคับของหน่วยงานเหล่านี้ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตใช้จำหน่ายในประเทศนั้น ๆ รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องในภายหลัง

เพราะฉะนั้น การแข่งขันในอุตสหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์นั้นเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงและต้นทุนสูง การผลักดันนวัตกรรมให้เป็นสิทธิบัตรจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่ว่าเป็นเรื่องจำเป็น หากไม่มีสิทธิบัตรที่ครอบคลุม คู่แข่งสามารถลอกเลียนหรือนำไปปรับใช้ได้ง่าย ทำให้ผู้คิดค้นไม่สามารถคืนทุนหรือดึงดูดนักลงทุนได้

บทบาทของสิทธิบัตรในด้านเทคโนโลยีการแพทย์

  • การคุ้มครองทางกฎหมาย: ป้องกันการลอกเลียน หรือจำหน่ายโดยผู้อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • สร้างความได้เปรียบทางการค้า: การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (licensing) ในสิทธิบัตรให้แก่ผู้อื่น สามารถใช้ในการสร้างรายได้เพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง
  • เป็นเครื่องมือในการเจรจาธุรกิจ: การมีพอร์ตสิทธิบัตร (รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ) ที่แข็งแกร่งจะช่วยในการดึงดูดพันธมิตร (Partner) ทางธุรกิจ การควบรวมกิจการ และการร่วมลงทุน
  • สร้างความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน: นักธุรกิจและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มักใช้สิทธิบัตรเป็นหนึ่งในองค์ประกอบในการพิจารณาความน่าเชื่อถือ ก่อนทำการลงทุน

ข้อควรระวัง

  1. สำหรับประเทศไทย มาตรา 9 ของ พรบ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 กำหนดว่า วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคในมนุษย์ และสัตว์ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองเป็นสิทธิบัตรได้ ในการขอรับความคุ้มครองจึงต้องขอรับความคุ้มครองเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ สูตร หรือองค์ประกอบของยา เท่านั้น
  2. สิทธิบัตรและหนังสือรับรอง อ.ย. เป็นเอกสารรับรองคนละประเภท ใช้งานในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้ โดยสิทธิบัตรจะใช้รับรองความเป็นเจ้าของการประดิษฐ์ ซึ่งออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่ หนังสือรับรอง อ.ย. จะเป็นการรับรองความปลอดภัยในการใช้งาน โดยออกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

แนวโน้มนวัตกรรมด้านการแพทย์ของประเทศไทย

การพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์นั้นเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญ โดยถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พ.ศ. 2560 – 2569 ของกระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การแพทย์ ยาแผนปัจจุบัน และยาแผนไทย 

ในมุมมองของการยื่นสิทธิบัตร จากรายงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างปี 2564 – 2568 ค่าเฉลี่ยของการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเภสัชภัณฑ์อยู่ที่ 651 คำขอ และที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ชีวภาพอยู่ที่ 681 คำขอ โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่า ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการยื่นโดยผู้ยื่นคำขอที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีสัญชาติญี่ปุ่นมากที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และจีนตามลำดับ 

โดยรวมแล้ว การยื่นสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์ในไทยยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยในการพิจารณาสิทธิบัตรอยู่ที่ 5-7 ปี เมื่อรวมกับเวลาที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ส่งผลให้กว่าจะได้รับความคุ้มครองสมบูรณ์ยิ่งยาวนานเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ ดังที่กล่าวไปก่อนหน้า การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์นั้นใช้ต้นทุนสูงมาก ผู้ประกอบการรายย่อย หรือนักวิจัยที่ไม่ได้มีเงินทุนมากนัก จึงยังไม่สามารถเข้ามาเล่นในตลาดได้ 

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการยื่นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการแพทย์ให้มากขึ้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาเองก็ได้มีการประกาศนโยบายต่าง ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ยื่นคำขอ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Patent Prosecution Highway (PPH) ที่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอนำผลการตรวจสอบการประดิษฐ์จากประเทศญี่ปุ่น มาเร่งรัดการตรวจสอบในประเทศไทยได้ และโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Fast Track) ที่เจ้าของการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์สามารถยื่นเข้าไปเพื่อลดเวลาในการพิจารณาได้

แนวโน้มการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรทั่วโลก

จำนวนการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรด้านการแพทย์ทั่วโลก ระหว่างปี 2019 - 2025

รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงจำนวนการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรด้านการแพทย์ทั่วโลกระหว่างปี 2019 – 2025

ในปี 2020 มีการยื่นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์รวมทั่วโลกกว่า 554,204 ฉบับ โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 29.11% สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการลงทุนในด้านการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และตั้งแต่ปี 2020-2023 เป็นต้นมา ยังไม่มีปีไหนเลยที่มีจำนวนคำขอรับสิทธิบัตรที่ต่ำกว่า ปี 2019 สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว 

สำหรับ 2024-2025 ที่จำนวนคำขอรับสิทธิบัตรดูเหมือนว่าจะลดลงนั้น มีสาเหตุมาจากการที่คำขอที่ถูกยื่นในช่วงระหว่างปีดังกล่าว ยังไม่ได้รับการประกาศโฆษณาครบทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวก็จะทยอย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อคำขอเหล่านี้ได้รับการประกาศโฆษณาเป็นที่เรียบร้อย

จำนวนการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรด้านการแพทย์ ในแต่ละภูมิภาค ระหว่างปี 2019 - 2025

รูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงจำนวนการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรด้านการแพทย์ ในแต่ละภูมิภาคระหว่างปี 2019 – 2025

จากรูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีนเป็นภูมิภาคที่มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับสิทธิบัตรการแพทย์เป็นอันดับที่ 1 จากทุกประเทศทั่วโลก โดยระหว่างปี 2019 – 2025 มีการยื่นสิทธิบัตรในเทคโนโลยีการแพทย์กว่า 2.7 ล้านฉบับ ซึ่งมากกว่า 4 เท่าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการยื่นมากเป็นอันดับที่สอง โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศจีนมีการยื่นคำขอมากที่สุดในโลก เป็นผลพวงมาจากนโยบาย Healthy China 2030 ของรัฐบาลจีน ที่สนับสนุนด้านเงินทุน และผลตอบแทนด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนจีนสมัยใหม่ การวินิจฉัยโรคด้วย AI และการใช้หุ่นยนต์ในเชิงการแพทย์

นอกจากประเทศจีน ประเทศที่ยื่นคำขอมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ
ซึ่งทั้งสองประเทศ มีตัวเลขของการยื่นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการแพทย์ที่ยาวนานมากอย่างต่อเนื่อง จากการที่มีบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมดังกล่าวมาช้านาน หากพิจารณาโดยรวมแล้ว ประเทศที่มีจำนวนคำขอเยอะ ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และแคนาดา ส่วนมากแล้วล้วนมาจากจำนวนประชากรหรือกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ภูมิภาคดังกล่าวมีการแข่งขันที่เข้มข้น 

ข้อควรระวังในการพิจารณารูปที่ 2 คือ แผนภูมิดังกล่าวเป็นจำนวนการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ในแต่ละประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะถูกยื่นโดยผู้ยื่นคำขอที่ถือสัญชาติของประเทศนั้น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่นับรวมคำขอที่ถูกยื่นโดยต่างชาติที่ต้องการเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้น ๆ ด้วย เช่น จำนวนการยื่นคำขอของสหรัฐอเมริกา อาจประกอบด้วยผู้ขอที่มีสัญชาติจีน อเมริกา ญี่ปุ่น และอื่น ๆ ประกอบรวมกัน

บริษัทที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับการแพทย์มากที่สุด ระหว่างปี 2019 - 2025

รูปที่ 3 แสดงให้เห็นถึงบริษัทที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับการแพทย์มากที่สุดระหว่างปี 2019 – 2025

ข้อมูลจากรูปที่ 3 นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากถึงแม้ว่าประเทศจีนจะมีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ด้านการแพทย์มากที่สุดในโลก แต่ 10 อันดับบริษัทที่มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรมากที่สุดกลับมีเพียง China Petroleum & Chemical Corporation เพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่ติดอันดับ โดยอยู่ที่อันดับที่ 10 ซึ่งยื่นสิทธิบัตรไปประมาณ 3,500 ฉบับ ในช่วงระหว่างปี 2019 – 2025 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะปี 2023 – 2024 แค่สองปี บริษัทนี้มีการยื่นคำขอไปกว่า 1,500 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างดี 

บริษัทที่มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรมากด้านการแพทย์มากที่สุดในโลก ได้แก่ บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์อย่าง Philips หรือ ฟิลลิปที่เรารู้จักกันดี ซึ่งนอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนแล้ว ยังได้มีการพัฒนาเครื่องมือ
และนวัตกรรมในด้านการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการยื่นสิทธิบัตรกว่า 8,000 ฉบับ ในช่วงระหว่างปี 2019 – 2025

อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ 5 จาก 10 บริษัทที่มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรในเทคโนโลยีการแพทย์มากที่สุดนั้น เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทที่เราก็คุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น Fujifilm, Canon, Kao, Terumo และ Olympus ถึงแม้ว่าในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สินค้าจากญี่ปุ่นอาจจะดูเหมือนว่าเสื่อมความนิยม และถูกตีตลาดค่อนข้างหนัก แต่สำหรับเครื่องมือที่ต้องการความเสถียรและความแม่นยำสูงอย่างเครื่องมือแพทย์นั้น จะเห็นได้ว่ายังคงเป็นที่น่าเชื่อถือและมีความนิยมอยู่ 

นอกเหนือจากบริษัทในข้างต้น ยังมีบริษัทจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ที่ติดอันดับ 20 บริษัทที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุดในโลกอยู่บ้าง

มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับการแพทย์มากที่สุด ระหว่างปี 2019 - 2025

รูปที่ 4 แสดงให้เห็นถึงมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับการแพทย์มากที่สุดระหว่างปี 2019 – 2025

อย่างไรก็ดี หากเรากรองข้อมูลดูเฉพาะผู้ยื่นคำขอที่เป็นมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษา จะเห็นว่า 14 ของมหาวิทยาลัยที่ยื่นคำขอมากที่สุด 15 อันดับแรกของโลก ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยสัญชาติจีนเกือบทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการแพทย์ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ถึงแม้ว่าบริษัทสัญชาติจีนจะไม่ได้มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรมากนัก แต่จำนวนการยื่นคำขอโดยรวมของประเทศจีนยังสามารถเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ 

สำหรับมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ไม่ใช่สัญชาติจีนแต่ติดอันดับ ได้แก่ University of California (UC) สัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6 มีการยื่นคำขอไปประมาณ 4,400 คำขอในช่วงระหว่างปี 2019 – 2025 สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะทางยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีโดยบริษัทเอกชน เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้โดยทันที แต่ในขณะที่ประเทศจีน จะมุ่งเน้นการสร้างสรรค์เทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย โดยเทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชน์ได้จะถูกนำไปอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ต่อให้กับบริษัทเอกชนอีกครั้งหนึ่ง

สาขาวิทยาการภายใต้กลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ ที่มีการยื่นคำขอมากที่สุด ระหว่างปี 2019 - 2025

รูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงสาขาวิทยาการภายใต้กลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ ที่มีการยื่นคำขอมากที่สุดระหว่างปี 2019 – 2025

หากทำการแบ่งกลุ่มคำขอตามสาขาวิทยาการต่าง ๆ ภายใต้กลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ จะเห็นได้ว่า คำขอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการวิเคราะห์วัสดุ (Material Analysis) เช่น การทดสอบวัสดุ การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ และการวิเคราะห์ความสำคัญของวัสดุ เป็นต้น โดยมีการยื่นคำขอมากเป็นอันดับที่ 1 และการจัดเตรียมกระบวนการทางการแพทย์และทันตกรรม (Medical & Dental Preparation) ที่มาเป็นอันดับสอง โดยหากรวมทั้งสองอันดับเข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนเกินครึ่งของคำขอทั้งหมด

 
นอกจากนี้ สาขาวิทยาการที่มีการยื่นคำขอมากเป็นอันดับที่ 3 ได้แก่ เทคนิคการวินิจฉัยโรค และประกอบศัลยกรรม แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ที่กำลังมาแรงของสาขาวิทยาการดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากวิธีการในการวินิจฉัยโรคในมนุษย์และสัตว์ ยังไม่สามารถขอรับความคุ้มครองเป็นสิทธิบัตรในประเทศไทยได้

บทสรุป

อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ถึงแม้ว่าจะมีมูลค่าและอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่องทุกปี แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยาวนาน ใช้เงินลงทุนสูง และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาครัฐอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้นแล้ว การเลือกลงทุนไปในการผลักดันเทคโนโลยีของเรา ให้เป็นสิทธิบัตรจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ปกป้องเทคโนโลยีของเราไม่ให้ถูกลอกเลียนได้โดยง่ายแล้วนั้น ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงทุน และยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีที่เราคิดค้นขึ้นอีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

Healthcare Patent Landscape – Global Innovation

ขอรับคำปรึกษา

เราพร้อมดูแลคุณทุกเวลา กรอกแบบฟอร์มถึงเราได้เลย

หรือพูดคุยทันทีผ่าน Line Official Account : @idgthailand @idgthailand 

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ