เปิดคู่มือนำเข้า ‘มัทฉะ’ อย่างไรให้ถูกกฎหมาย แถมประหยัดภาษีสูงสุด!

เปิดคู่มือนำเข้า 'มัทฉะ' อย่างไรให้ถูกกฎหมาย แถมประหยัดภาษีสูงสุด!

   ตลาดมัทฉะในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากคาเฟ่สุดชิคไปจนถึงครัวที่บ้านนี่คือโอกาสทองของผู้ประกอบการที่มองเห็นศักยภาพในการสร้างแบรนด์ชาเขียวคุณภาพสูงแต่กระแสมัทฉะอาจมาเร็วในขณะที่การนำเข้าอาหารเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบ

สิ่งที่ทำให้หลายโปรเจกต์สะดุดมักไม่ใช่รสชาติหรือคุณภาพของชาแต่เป็นการเรียกประเภทสินค้าไม่ตรงกับกฎหมาย เอกสารจากโรงงานไม่ครบ หรือฉลากที่ใส่ข้อความเกินกว่าที่อาหารทั่วไปจะกล่าวอ้างได้

บทความนี้สรุปเส้นทางการนำเข้ามัทฉะจากญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่เหตุผลที่ต้องขอ อย. การจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนขอใบอนุญาต เอกสารที่ต้องเตรียม การตรวจฉลากภาษาไทย ไปจนถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด

ทำไม "มัทฉะ" ต้องขออนุญาต อย.?

เพราะตามกฎหมายแล้วมัทฉะจัดเป็น “อาหาร” ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 การนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายจึงต้องดำเนินการผ่านผู้ได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร และหากผลิตภัณฑ์อยู่ในกลุ่มอาหารที่กฎหมายกำหนดให้ขอเลขสารบบอาหาร ก็ต้องได้รับเลขดังกล่าวก่อนวางจำหน่าย

การผลิตเพื่อจำหน่ายหรือนำเข้ามาขายในราชอาณาจักรไทยโดยไม่มีเลข อย. ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย อาจส่งผลให้สินค้าถูกยึดทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และปิดโอกาสการเติบโตในระยะยาว การมีเลข อย. จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางที่สร้างความมั่นใจให้ทั้งคู่ค้าและผู้บริโภค

ข้อควรระวัง: การมีเพียงเอกสารการจำหน่ายในญี่ปุ่นหรือการที่สินค้าวางขายอยู่แล้วในต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ข้ามขั้นตอนของไทยได้ เพราะ อย. พิจารณาจากสูตรกรรมวิธีการผลิต มาตรฐานการผลิตของผู้ผลิต ลักษณะสินค้า และฉลากของผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้าจริงเท่านั้น

มัทฉะแท้ 100% จัดเป็นอาหารประเภทใด ?

ผงมัทฉะแท้ 100% ผลิตจากใบของต้นชา Camellia sinensis ที่ผ่านการทำให้แห้งและบดละเอียด จึงเข้าข่าย “ชา” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 196 พ.ศ. 2543 เรื่อง ชา และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่ “ชาจากพืช” ตามประกาศฯ ฉบับที่ 426 ซึ่งครอบคลุมพืชหรือเห็ดชนิดอื่นที่นำมาชงเป็นเครื่องดื่ม

ส่วนผลิตภัณฑ์สูตรผสม เช่น มัทฉะลาเต้ชนิดผง จะต้องพิจารณาแยกต่างหาก เพราะอาจเข้าข่ายกลุ่มอาหารอื่นที่มีข้อกำหนดฉลากต่างออกไป

การขอ อย. สำหรับนำเข้ามัทฉะ

ขั้นตอน
สิ่งที่ต้องทำ
จุดที่ต้องตรวจ
ขั้นตอนที่ 1
ตรวจสูตรและกรรมวิธี
ยืนยันว่าเป็นมัทฉะ 100% หรือสูตรผสม พร้อมตรวจชื่อผู้ผลิตและสถานที่ผลิต ก่อนเริ่มยื่นคำขอใดๆ
ขั้นตอนที่ 2
ขออนุญาตสถานที่นำเข้า
ยื่นคำขอแบบ อ.6 ผ่านระบบ e-Submission ระบุสถานที่เก็บอาหารกับสภาวะการเก็บให้ตรงกับการใช้งานจริง เมื่ออนุมัติจะได้รับใบอนุญาตแบบ อ.7 และมีฐานะเป็นผู้ได้รับอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
ขั้นตอนที่ 3
ขอเลขสารบบอาหาร
ยื่นรายละเอียดผลิตภัณฑ์ผ่าน e-Submission เพื่อขอเลขสารบบอาหาร 13 หลักสำหรับสินค้าที่นำเข้าจริง
ขั้นตอนที่ 4
ตรวจฉลากภาษาไทย
จัดทำฉลากให้ตรงกับข้อมูลที่อนุญาตและตรวจข้อความโฆษณาก่อนสั่งพิมพ์หรือจำหน่าย

ขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บอาหาร

ก่อนนำเข้ามัทฉะเพื่อจำหน่าย บริษัทต้องมีสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บอาหารที่เหมาะสม พร้อมยื่นคำขออนุญาตแบบ อ.6 เมื่อได้รับอนุมัติจะได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร แบบ อ.7

สิ่งที่ต้องเตรียม:

  • เอกสารนิติบุคคล หนังสือมอบอำนาจ และข้อมูลผู้ดำเนินกิจการตามกรณี

  • แผนที่ แผนผังสถานที่นำเข้า และรายละเอียดพื้นที่เก็บอาหารระบุสภาวะการเก็บของแต่ละสถานที่ เช่น อุณหภูมิห้อง แช่เย็น หรือแช่แข็ง ให้ตรงกับการใช้งานจริง

  • พื้นที่เก็บต้องเป็นสัดส่วน สะอาด ป้องกันการปนเปื้อน และสามารถตรวจสอบสินค้าได้เปิดสิทธิ์ระบบอาหารและยื่นคำขอผ่าน e-Submission ต่อ อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตามที่ตั้งของสถานที่

จุดที่มักผิด: แบบ สบ.1 ใช้กับคำขอสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ไม่ใช่คำขอสถานที่นำเข้าอาหาร หากเลือกประเภทคำขอผิด เจ้าหน้าที่อาจคืนคำขอและค่าใช้จ่ายอาจไม่คืนตามเงื่อนไขของคู่มือ

ขอเลขสารบบอาหาร 13 หลักรายผลิตภัณฑ์

หลังได้รับใบอนุญาตแบบ อ.7 แล้ว จึงยื่นขอเลขสารบบอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์มัทฉะผ่านระบบ e-Submission เนื่องจากชาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน จึงอยู่ในกลุ่มอาหารที่ต้องขอรับเลขสารบบอาหาร

การพิจารณาว่าต้องแยกยื่นกี่รายการไม่ได้ดูจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูสูตร กรรมวิธีการผลิต ผู้ผลิต สถานที่ผลิต และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละ SKU หากมีหลายสูตรหรือผลิตจากคนละโรงงาน ไม่ควรสรุปว่าจะใช้เลขเดียวกันได้ทั้งหมดโดยยังไม่ได้ตรวจข้อมูล

สิ่งที่ต้องทำ:

  • กรอกข้อมูลชื่ออาหาร ชื่อการค้า สูตรส่วนประกอบ และกรรมวิธีการผลิตให้สอดคล้องกัน

  • แนบเอกสารจากโรงงานในชื่อและที่อยู่ที่ตรงกันทุกฉบับ

  • ตรวจฉลากต้นฉบับและฉลากภาษาไทยให้ตรงกับสูตรจริงติดตามสถานะคำขอและตอบข้อชี้แจงของเจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ระบบกำหนด

เอกสารที่ควรขอจากผู้ผลิตหรือคู่ค้าญี่ปุ่นล่วงหน้า

เอกสารจากต่างประเทศมักเป็นคอขวดของงานนำเข้า โดยเฉพาะเมื่อชื่อบริษัท ที่อยู่โรงงาน หรือชื่อผลิตภัณฑ์ในแต่ละฉบับเขียนไม่ตรงกัน ควรขอชุดข้อมูลต่อไปนี้ตั้งแต่ช่วงเลือกสินค้า

เอกสาร
ใช้ตรวจอะไร
สูตรส่วนประกอบและกรรมวิธีการผลิต (Manufacturing Process)
แสดงส่วนประกอบทั้งหมดและร้อยละให้ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าเป็นมัทฉะ 100% หรือสูตรผสม พร้อมแผนผังกระบวนการผลิต เพื่อแยกมัทฉะบดจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการสกัดหรือปรุงสำเร็จ
Product Specification
ข้อกำหนดคุณภาพ เช่น ลักษณะทางกายภาพ เคมี จุลินทรีย์ อายุสินค้า และสภาวะการเก็บ
Certificate of Analysis (COA)
ผลวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์หรือรุ่นการผลิต โดยรายการทดสอบควรสัมพันธ์กับมาตรฐานของชาและความเสี่ยงของสินค้า
ใบรับรองระบบโรงงานและข้อมูลผู้ผลิต
ใบรับรอง เช่น GMP, HACCP, ISO 22000 หรือ FSSC 22000 ที่ครอบคลุมโรงงานและกิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้อง พร้อมชื่อ ที่ตั้ง และประเทศของโรงงานผู้ผลิต ซึ่งต้องตรงกันในทุกเอกสาร
ฉลากและภาพบรรจุภัณฑ์
ภาพทุกด้านของสินค้าจริง รวมถึงวิธีบริโภค การเก็บรักษา วันผลิต และอายุสินค้า

ข้อควรรู้ : COA เพียงฉบับเดียวไม่ใช่ชุดเอกสารทั้งหมด ผลวิเคราะห์ช่วยยืนยันคุณภาพของสินค้า แต่ไม่สามารถใช้แทนสูตร กรรมวิธีการผลิต ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ เอกสารโรงงาน และฉลากได้การเตรียมเอกสารเป็นชุดตั้งแต่ต้นจะลดรอบการขอข้อมูลกลับไปยังญี่ปุ่น

Checklist ข้อมูลสำคัญบนฉลากภาษาไทย

  • ชื่ออาหารภาษาไทย และชื่อผลิตภัณฑ์ภาษาอังกฤษหรือชื่อการค้า หากประสงค์จะแสดง
  • เลขสารบบอาหาร 13 หลักภายในกรอบเครื่องหมาย อย.
  • ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า หรือสำนักงานใหญ่ของผู้นำเข้า ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด
  • ชื่อและประเทศของผู้ผลิต
  • ปริมาณสุทธิในระบบเมตริก
  • ส่วนประกอบสำคัญเรียงตามปริมาณจากมากไปน้อย
  • วัตถุเจือปนอาหารและข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร หากมี
  • วันเดือนปีที่ผลิต หมดอายุ หรือควรบริโภคก่อน ตามหลักเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์
  • วิธีเก็บรักษาและวิธีเตรียมหรือวิธีบริโภค หากจำเป็น
  • ข้อมูลโภชนาการ ข้อมูลค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมันและโซเดียม หรือข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการ หากผลิตภัณฑ์เข้าข่ายต้องแสดง

มัทฉะแท้ 100% กับมัทฉะลาเต้ชนิดผงอาจมีข้อกำหนดฉลากไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ชาปรุงสำเร็จชนิดแห้งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารที่อาจเข้าข่ายข้อกำหนดฉลากโภชนาการและการแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม จึงควรตรวจจากสูตรและลักษณะการจำหน่ายจริง ไม่ใช้ฉลากเดียวกันเป็นแม่แบบกับทุกสินค้า

คำเตือน: ฉลากไม่ใช่พื้นที่สำหรับใส่ข้อความสุขภาพได้อย่างอิสระ

หลีกเลี่ยงข้อความที่สื่อถึงการบำบัด รักษา หรือป้องกันโรค รวมถึงข้อความโอ้อวดเกินจริง เช่น “ช่วยดีท็อกซ์” “ลดอ้วน” “เผาผลาญไขมัน” “ต้านมะเร็ง” “รักษาเบาหวาน” หรือ “ลดความดัน” การมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสำคัญในชาไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปนำข้อความเหล่านั้นมาใช้ได้ทันที ควรตรวจข้อความบนฉลากและสื่อโฆษณาก่อนสั่งพิมพ์

สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า: ลดต้นทุนอย่างถูกกฎหมาย

เมื่อขึ้นทะเบียน อย. เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามคือการขอสิทธิลดหย่อนภาษีนำเข้า เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยแบ่งตามแหล่งที่มาของสินค้าได้ดังนี้

1.การนำเข้าภายใต้ข้อตกลงไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA)

  • สินค้าต้องมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงจากญี่ปุ่น
  • ต้องมี หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ออกโดยรัฐบาลญี่ปุ่น หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย
  • ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีทั้งหมด หรือบางส่วน ตามเงื่อนไขข้อตกลง

2.การนำเข้าจากประเทศสมาชิก WTO

  • ต้องเป็นสินค้าที่มี ถิ่นกำเนิดและส่งออกจากประเทศสมาชิก WTO
  • ต้องมีหนังสือรับรองแสดงสิทธิ์ชำระภาษีตามพันธกรณีของข้อตกลงการเกษตรภายใต้ WTO
  • ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้า หรือชำระค่าธรรมเนียมพิเศษ

3.การนำเข้าจากประเทศที่มิใช่สมาชิก WTO

  • ต้องขออนุญาตนำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศ
  • ต้องซื้อชาที่ผลิตภายในประเทศจากองค์การคลังสินค้าชดเชยตามอัตราส่วนที่กำหนด คือ ชาใบ 60% และชาผง 50% ของปริมาณที่นำเข้า

อย่าลืม! ต้องรายงานการนำเข้าภายใน 30 วัน หลังได้รับอนุญาตแล้ว ต้องรายงานการนำเข้าไปยังกรมการค้าต่างประเทศภายใน 30 วัน นับจากวันที่สินค้าเข้าแต่ละครั้ง โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบรายงานการส่งออก-นำเข้าของกรมการค้าต่างประเทศการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้จะช่วยให้การนำเข้าผงมัทฉะเป็นไปอย่างถูกต้อง และมั่นใจได้ว่าสินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย

สรุป: เริ่มจากสูตรที่ชัด เอกสารที่ตรง ฉลากที่ไม่เสี่ยงและสิทธิภาษีที่ไม่พลาด

การนำเข้ามัทฉะไม่ได้ยากเพราะมีเอกสารจำนวนมากแต่ยากเมื่อข้อมูลแต่ละชุดพูดคนละภาษาหากยืนยันประเภทสินค้าให้ถูกตั้งแต่ต้น ขอเอกสารจากโรงงานญี่ปุ่นให้ครบ ตรวจฉลากก่อนผลิตจริง และไม่ลืมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มี ขั้นตอนการขอ อย. จะเดินได้ตรงกว่า เสียเวลาน้อยกว่าและลดโอกาสต้องแก้ไขหลังสินค้าเดินทางมาถึงไทย

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเลือกสินค้า คำถามแรกไม่ควรเป็นเพียง “มัทฉะเกรดไหนดี” แต่ควรถามพร้อมกันว่า”สูตรนี้จัดเป็นอาหารประเภทใดโรงงานมีเอกสารอะไร ฉลากที่จะใช้ในไทยพูดได้แค่ไหนและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอะไรที่ใช้ได้บ้าง”คำถามเหล่านี้คือรากฐานของการนำเข้าที่เติบโตได้โดยไม่สะดุดกับกฎระเบียบ

ทั้งนี้ทางทีมงานแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการขึ้นทะเบียนเพื่อให้สามารถเตรียมเอกสารได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วการขึ้นทะเบียนอาหาร “Matcha” ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด หากคุณเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ต้นทั้งในด้านเอกสารการออกแบบฉลากและความเข้าใจในประเภทของผลิตภัณฑ์การทำให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้แบรนด์ของคุณมีความน่าเชื่อถือและสามารถวางจำหน่ายในท้องตลาดได้อย่างมั่นใจ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่…
อีเมล: [email protected]
โทร.: 0658148333 (ทีม FDA)
Line: @idgthailand
Facebook: IDGThailand

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ