ประเทศไทยในปัจจุบัน ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงจัดตั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดการลงทุนในกิจการที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เป็นแรงจูงใจ
(จำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและมูลค่าการลงทุน เปรียบเทียบระหว่างปี 2567 และ 2568)
จากสถิติของ BOI ตามรูปด้านบนจะพบว่า ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 3,370 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.87 ล้านล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปี 2567 ที่มีจำนวนโครงการโครงการทั้งสิ้น 3,044 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด 1.12 ล้านล้านบาทนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 เลยทีเดียว
(สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รายเดือนสะสมปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม))
จากกราฟข้างต้น จำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 นั้นมีจำนวนทั้งหมด 2,421 โครงการ คิดเป็น ร้อยละ 72 ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด (3,370 โครงการ) และมีมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ที่ 1.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 72 ของ มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอรับส่งเสริม (1.87 ล้านล้านบาท)
ซึ่งข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่ามีผู้ยื่นคำขอจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการจำนวนไม่น้อยที่ไม่ผ่านการอนุมัติหรืออยู่ในกระบวนการขอข้อมูลเพิ่มเติม แล้วสาเหตุสำคัญคืออะไร? วันนี้เรามีคำตอบให้คุณครับ
1. กิจการไม่ตรงตามประเภทที่ BOI สนับสนุน หรือไม่เข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
BOI จะพิจารณาส่งเสริมเฉพาะกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น ระดับเทคโนโลยี มูลค่าเพิ่มของกิจการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศ หากกิจการไม่เข้าข่ายตามประเภทที่กำหนด คำขออาจไม่ผ่านการอนุมัติได้
(โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำแนกตามอุตสาหกรรมเป้าหมายปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม))
จากสถิติ BOI รายงานว่าในปี 2568 มีโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้นจำนวน 1,275 โครงการ (กว่า 53% ของโครงการต่างชาติ) ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท (82% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด) ซึ่งสะท้อนว่า BOI ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกิจการที่สอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ
(โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน จำแนกตามอุตสาหกรรมเป้าหมายปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม))
ในขณะเดียวกัน มีโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริม ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีจำนวนทั้งหมด 1,212 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 9.6 แสนล้านบาท
ดังนั้น หากเป็นโครงการที่ไม่สามารถแสดง “เทคโนโลยี” หรือ “มูลค่าเพิ่ม” ได้ชัดเจน ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ผ่านเกณฑ์การส่งเสริม
2. ข้อมูลไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน ไม่สมเหตุสมผล หรือเอกสารสนับสนุนไม่เพียงพอ
การยื่นคำขอส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก เช่น แผนธุรกิจ รายละเอียดเทคโนโลยี กระบวนการผลิต งบประมาณการลงทุน และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
(จำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน แยกตามประเภทอุตสาหกรรม)
ในทางปฏิบัติ BOI มีคำขอจำนวนมากในแต่ละปี โดยในปี 2568 มีคำขอจากต่างชาติถึง 2,421 โครงการ และมีจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 2,259 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการใหม่จำนวน 1,520 โครงการ และโครงการขยายอีก 739 โครงการ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มีโครงการบางส่วนที่ไม่ผ่านหรืออยู่ระหว่างการขอชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งสาเหตุสำคัญมักมาจากการจัดเตรียมข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น
- แผนธุรกิจไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิต
- เทคโนโลยีไม่สามารถพิสูจน์ได้จริง
- รายการเครื่องจักรไม่ชัดเจน
- เอกสารสนับสนุนไม่เพียงพอต่อการประเมิน
จึงกล่าวได้ว่า “คุณภาพของข้อมูล” เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดโอกาสผ่านการอนุมัติ
3. ปัญหาด้านประวัติของผู้บริหารหรือบริษัทผู้ยื่นคำขอ
นอกจากตัวโครงการแล้ว BOI ยังพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ลงทุนควบคู่กัน โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประวัติทางกฎหมายของผู้บริหารหรือบริษัท ดังนั้น BOI จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผู้ยื่นคำขอมีความพร้อมและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะดำเนินโครงการได้จริงในระยะยาว ซึ่งมีแนวทางการทำให้คำขอผ่านการอนุมัติ ดังนี้
1. ตรวจสอบประเภทกิจการและเงื่อนไข BOI อย่างละเอียด
ควรศึกษาประกาศกิจการที่ BOI ส่งเสริม และเทียบเคียงโครงการของตนเองให้ชัดเจนว่าตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือไม่ เพราะ BOI ให้ความสำคัญกับกลุ่มกิจการดังกล่าวอย่างมาก
2. เตรียมข้อมูลและเอกสารให้ละเอียด ชัดเจน และสมเหตุสมผล
ควรจัดทำเอกสารที่สามารถอธิบายโครงการได้ครบถ้วน เช่น
- แผนธุรกิจและตลาด
- ขั้นตอนการผลิต
- เทคโนโลยีและนวัตกรรม
- รายการเครื่องจักร
- ประมาณการทางการเงินที่เป็นไปได้
3. คัดกรองกรรมการและผู้ถือหุ้น และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
หากบริษัทเคยมีประเด็นด้านคดีความหรือข้อพิพาท ควรเตรียมเอกสารชี้แจงและแสดงมาตรการธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ BOI
4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการยื่น BOI โดยเฉพาะ
อ้างอิง
- https://www.boi.go.th/upload/content/FDI%20Q4%202025%20final_697c54284c65e.pdf (“สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รายเดือนสะสมปี 2568 (มกราคม-ธันวาคม)” (BOI, ณ วันที่ 14 มกราคม 2569))







