ในปี 2568-2569 ภาคธุรกิจไทยยังคงเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพที่ยังคงมีจำนวนการจัดตั้งเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลครึ่งแรกของปี 2025 มีการจัดอันดับธุรกิจตามจำนวนการจดทะเบียนดังนี้
อันดับที่ 1: ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 691 ราย ทุน 1,423 ล้านบาท
อันดับที่ 2: ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 612 ราย ทุน 2,039 ล้านบาท และ
อันดับที่ 3: ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 336 ราย ทุน 731 ล้านบาท
ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลประจำปี 2568 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่จะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนการจัดตั้งสูงสุด ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจขายส่งตามสัญญาจ้าง ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด ตลอดจนธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นภาคบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการกระจายสินค้า ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสัญญาในหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น การจัดทำสัญญาที่เหมาะสมและครอบคลุมจึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจสตาร์ทอัพที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือกำลังขยายตัว
โดยในวันนี้เราจะมาสรุป 10 สัญญาที่ SMEs ต้องมีในปี 2569 ซึ่งจะมีสัญญาอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
1. สัญญาร่วมลงทุนหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
สัญญาประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจที่มีผู้ร่วมลงทุนหลายฝ่าย โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ โครงสร้างการบริหาร การออกเสียง การเพิ่มทุน การโอนหุ้น และกลไกการระงับข้อพิพาท การมีข้อตกลงที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นช่วยลดความขัดแย้งในอนาคต และเสริมสร้างเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจระยะยาว
2. สัญญาจ้างงานและสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษา
ในภาวะที่ธุรกิจต้องพึ่งพาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สัญญาจ้างงานและสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาควรกำหนดขอบเขตงาน ผลตอบแทน สิทธิในผลงาน ทรัพย์สินทางปัญญา และเงื่อนไขการเลิกสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับผลงานหรือข้อมูลที่เกิดขึ้นภายหลัง
3. สัญญารักษาความลับและข้อตกลงไม่แข่งขัน
ธุรกิจในกลุ่มก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ มักมีข้อมูลเชิงพาณิชย์ สูตรผลิตภัณฑ์ หรือฐานลูกค้าที่มีมูลค่าสูง การมีสัญญารักษาความลับและข้อตกลงไม่แข่งขันช่วยปกป้องผลประโยชน์ของกิจการและลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
4. สัญญาให้บริการหรือสัญญาซื้อขายสินค้า
ธุรกิจที่ดำเนินงานแบบโครงการหรือให้บริการเป็นงวด ควรมีสัญญาที่กำหนดขอบเขตงาน มาตรฐานการส่งมอบ ระยะเวลา เงื่อนไขการชำระเงิน และความรับผิดกรณีผิดสัญญาอย่างละเอียด โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและบริการซึ่งมีจำนวนการจัดตั้งสูง สัญญาที่รัดกุมจะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและข้อพิพาททางกฎหมาย
5. สัญญาจ้างเหมาช่วง
จากแนวโน้มที่ธุรกิจก่อสร้างมีจำนวนการจัดตั้งสูงสุด การว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงจึงเป็นเรื่องปกติ สัญญาประเภทนี้ควรกำหนดมาตรฐานงาน ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย การประกันผลงาน และความรับผิดในกรณีเกิดความเสียหาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ว่าจ้างหลัก
6. สัญญาเช่าและสัญญาที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่ต้องใช้สถานที่ดำเนินกิจการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และคลังสินค้า จำเป็นต้องมีสัญญาเช่าที่กำหนดสิทธิการใช้ประโยชน์ ค่าเช่า ระยะเวลา การต่ออายุ และเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินกิจการ
7. สัญญาจัดซื้อวัตถุดิบหรือสัญญาซัพพลายเออร์
ในกลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหาร และธุรกิจค้าส่ง การควบคุมคุณภาพและความต่อเนื่องของวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญ สัญญาควรกำหนดคุณภาพสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบ การรับประกัน และการชดใช้ค่าเสียหายหากสินค้าไม่เป็นไปตามข้อตกลง
8. สัญญาแฟรนไชส์หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า
ธุรกิจบริการและร้านอาหารจำนวนมากเลือกขยายกิจการผ่านระบบแฟรนไชส์ สัญญาควรกำหนดขอบเขตการใช้เครื่องหมายการค้า มาตรฐานการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการยุติสัญญา เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของแบรนด์
9. สัญญาขนส่งและสัญญาคลังสินค้า
การเติบโตของธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า สะท้อนความสำคัญของระบบโลจิสติกส์ในห่วงโซ่อุปทาน สัญญาควรกำหนดความรับผิดในกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหาย การทำประกันภัย ระยะเวลาการจัดส่ง และกระบวนการรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ
10. สัญญาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการประมวลผลข้อมูล
ธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า สัญญาเกี่ยวกับการใช้ระบบ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงทางกฎหมายและการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า
แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจในปี 2568 ซึ่งมีธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคารเป็นกลุ่มหลัก ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจขนส่ง โรงแรม และการค้าส่ง สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการในปี 2569 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดทำสัญญาที่ครอบคลุมและรัดกุม เพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด เป็นองค์กรที่ให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดทำและตรวจสอบสัญญาเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการวางโครงสร้างธุรกิจอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจสตาร์ทอัพให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนแก่ท่านในปี 2026 และต่อไปในอนาคต
อ้างอิง
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. รายงานสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลประจำปี 2568 และข้อมูลประเภทธุรกิจที่จัดตั้งสูงสุด. กระทรวงพาณิชย์.
- ข่าวกรม เปิดศักราชใหม่ปี 2568 ธุรกิจตั้งใหม่ยังอยู่ขาขึ้น เดือนแรกพุ่งไปกว่า 8.8 พันราย จดเลิกลดลง







