International Website

บางท่านอาจเคยได้ยินในข่าวที่อดีตพนักงานของ Google ชื่อ Anthony Levandowski ที่ออกไปตั้งบริษัท start-up ของตัวเองและขายบริษัทต่อให้ Uber นั้น โดน Google ฟ้องประเด็นการ “ละเมิดความลับทางการค้า” ของ Google ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเทคโนโลยีต่างๆภายในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (self-driving cars) ภายใต้ Project Chauffeur (ภายหลังกลายเป็น Waymo)

ซึ่งสุดท้ายทาง Anthony ได้ออกมายอมรับแล้วว่าเขา download ไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คดังกล่าวออกมากว่า 1,000 ไฟล์ก่อนที่จะลาออกจาก Google ซึ่งจากหลักฐานที่ได้ Google สามารถมัดตัวและเรียกร้องค่าเสียหายกว่า $179 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้ Anthony ต้องยื่นคำร้องขอเป็นบุคคลล้มละลายของประเทศทันที และกำลังที่จะโดนศาลพิพากษาให้จำคุกอย่างน้อยอีก 2-3 ปี1

Travis Kalanick (ซ้าย=อดีต CEO ของ Uber) กับ Anthony Levandowski (ขวา-กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายโครงการ self-driving cars ของ Uber แต่ภายหลัง Uber ไล่ออกในที่สุดเนื่องด้วยปัญหาทางกฎหมายกับ Google)2

ข้อพิพาทลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ จะถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างรวดเร็วซะจน “สิทธิบัตร” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการปกป้องนวัตกรรมได้ทันสถานการณ์ ภาวะของตลาดแรงงานที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากเมื่อก่อนเนื่องด้วยคำว่า จงรักภักดี (loyalty) อาจไม่มีความหมายสำหรับบุคลากรรุ่นใหม่และแรงงานมืออาชีพที่มีความทะเยอะทะยานสูงอีกต่อไป เมื่อบุคลากรพวกนี้ย้ายไปอยู่กับคู่แข่งหรือทำธุรกิจแข่ง ข้อมูลสำคัญต่างๆก็อาจจะหลุดออกไปกันพวกเขาด้วย รวมถึงการก๊อปปี้ โอนถ่ายข้อมูลความลับ และองค์ความรู้ต่างๆออกนอกองค์กรสามารถทำได้ง่ายเพียงด้วยไม่กี่ clicks ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องเผชิญความท้าท้ายมากขึ้น และต้องมีการสร้างระบบและมาตรการในการปกป้องความลับทางการค้าที่เข็มแข็งและมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้เห็นแนวโน้มคดีความที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการค้าในประเทศไทย กราฟด้านล้างแสดงให้เห็นจำนวนคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ความลับทางการค้า” ทั้งหมดในประเทศไทย รวมเป็น 73 คดีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 2002-2020 โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าจำนวนการยื่นฟ้องคดีด้านนี้มีเกิดขึ้นทุกปี และคดีช่วงหลังมีความซับซ้อนและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งบางเคสก็สู้กันต่อจนขึ้นไปถึงการพิพากษาของศาลฏีกาก็มี แต่ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมเคสอีกมากมายที่ลงเอยด้วยการเจรจาต่อรอง การไกล่เกลี่ย หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นต้น

 
(Source: ข้อมูลรวบรวมจาก darts-ip)

นอกเหนือจาก Google ที่ได้กล่าวมาข้างต้น บริษัทและแบรนด์ในตลาดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca-Cola, KFC, Krispy Kreme ล้วนเติบโตขึ้นมาเป็นบริษัทมูลค่ามากกว่าพันล้านเหรียญดอลลาร์จาก “ความลับทางการค้า” หรือ “Trade Secrets” ทั้งนั้น และยังมีอีกหลายๆธุรกิจที่กำลังเติบโตจากการถือครองความลับทางการค้าที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่กำลังจะตายจากการโดนขโมยความลับทางการค้าออกไปจากพวกเขา (โดยไม่รู้ตัว) เช่นกัน ผมยังสังเกตุเห็นหลายๆธุรกิจสับสน หรือยังไม่เข้าใจกระบวนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทนี้ เนื่องจาก “ความลับทางการค้า” ไม่มีระบบการคุ้มครองโดยการจดทะเบียนเหมือน “เครื่องหมายการค้า” หรือ “สิทธิบัตร” และกฎหมายปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของ “ผู้ควบคุมความลับทางการค้า” ซึ่งตามมาตรา 3 ของ พรบ. ความลับทางการค้า คือ เจ้าของความลับทางการค้า รวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุมหรือดูแลรักษาความลับทางการค้าเพื่อไม่ให้ข้อมูลความลับทางการค้านั้นรั่วไหล โดยตามหลักกฎหมายแล้ว ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครอง “ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับ” อยู่ ซึ่งในหลายๆครั้งแล้ว พวกเรานักธุรกิจก็มักจะตั้งคำถามว่า แล้วเรารักษาความลับทางการค้าของเราได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า? สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความลับทางการค้ายังคงเป็นความลับทางการค้าจริงอยู่หรือไม่?

หากเรากลับมาดูนิยามของ “ความลับทางการค้า” ที่ระบุอยู่ในมาตรา 3 ของ พรบ. ความลับทางการค้า  คือ “ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” ดังนั้น เพื่อให้ตอบคำถามให้ได้ว่า “สินทรัพย์ หรือ ข้อมูลนั้น” เป็นความลับทางการค้าหรือไม่ และเราจะสามารถใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นศาลหรือเปล่านั้น ผมจะแนะนำให้คุณเริ่มจากการตรวจสอบความลับทางการค้าภายในองค์กรของคุณ (Trade Secrets Audit) เพื่อสร้างระบบการจัดเก็บความลับทางการค้า (Trade Secrets Inventory System) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อน ซึ่งเบื้องต้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน3 ดังต่อไปนี้:

 

1.การสร้างรายการของข้อมูลที่อาจเป็นความลับทางการค้า (Inventory of Potential Trade Secrets)

ความยากของการรวบรวมข้อมูลความลับทางการค้า คือ ความจับต้องได้ยาก ไม่มีหลักฐานการซื้อขายเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆทั่วไปที่ฝ่ายบัญชีเก็บบันทึกเป็นปกติ และส่วนใหญ่ข้อมูลก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งบริษัท ซึ่งบางส่วนอยู่ในรูปแบบกระดาษ บางส่วนเก็บบันทึกในคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารส่วนบุคคล ในอีเมล์ ใน Line บน server หรือ cloud storage บ้าง หรือแม้กระทั่งบนหัวสมอง ความทรงจำของพนักงานและผู้บริหารเอง ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองรับรู้คือความลับการค้าของบริษัทหรือเปล่า

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือการช่วยกันสร้างรายการรวบรวมสิ่งที่อาจเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดของบริษัทหรือองค์กร โดยการให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนช่วยบันทึกความลับทางการค้าที่ตัวเองสร้างขึ้นมาภายใต้บริษัท หรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน โดยผู้บริหารอาจมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายหรือจัดการอบรมให้ความรู้แก่พนักงานทุกคนในเรื่องนี้ก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้พนักงานสามารถแยกแยะเบื้องต้นได้ว่าสินทรัพย์หรือข้อมูลที่ว่านั้น เข้าข่าย “ความลับทางการค้า” หรือ “ข้อมูลทั่วไป”

ในระหว่างการรวบรวมความลับทางการค้า ห้ามให้มีการส่งต่อข้อมูลระหว่างเพื่อนร่วมงาน ข้ามทีม หรือข้ามฝ่ายเด็ดขาดเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ข้อมูลนั้นอาจไม่เป็นความลับตามกฎหมายอีกต่อไป ทางบริษัทอาจมีการแต่งตั้งผู้จัดการ (supervisor) ที่รับข้อมูลทั้งหมดภายในฝ่าย ทีม กอง หรือ แผนก นั้นอยู่แล้ว รวบรวม และคัดกรอง (เนื่องจากอาจมีข้อมูลที่เหมือนหรือซ้ำกันอยู่) เพื่อส่งต่อเข้าระบบรายการความลับทางการค้ากลางตามที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้ การเข้าถึงข้อมูลความลับให้เป็นไปตามลำดับชั้นของการบริหารองค์กร เช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิตอาจเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสูตร ขั้นตอน กระบวนการผลิตได้หมดก็จริง แต่ไม่สามารถเห็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า และข้อมูลกลยุทธ์การตลาดที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดถืออยู่ ซึ่งเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติมให้ขึ้นอยู่กับทางผู้บริหารกำหนดและวางเป็นข้อบังคับของบริษัท

2. การจำแนกประเภทของข้อมูลที่อาจเป็นความลับทางการค้า (Categorizing the potential trade secrets)

หลังจากการรวบรวม “สินทรัพย์” หรือ “ข้อมูล” ที่อาจเป็นความลับทางการค้าจากทั่วทั้งองค์กรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจำแนกประเภทของมันเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินทรัพย์ที่เป็นความลับทางการค้าเกือบทั้งหมดควรแบ่งตามระบบการจำแนกประเภทตามนี้ “<Subject><Format> สำหรับ <Product>”  เช่น:

  • <ฝ่ายผลิต><กระบวนการ> สำหรับ <แผ่นกรองอากาศรถยนต์ยี่ห้อ A>
  • <ฝ่ายการตลาด><โมเดลธุรกิจ> สำหรับ <เครื่องดื่มผสมใบบัวบกยี่ห้อ B>
  • <ฝ่ายวิศวกรรม><สเปค> สำหรับ <เครื่องต้นแบบแปรรูปกุ้งโครงการ C>
  • <ฝ่ายขาย><คาดการณ์ยอดขาย> สำหรับ <เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายแบรนด์ D>

Subject หมายถึง ฝ่าย ทีม แผนก หน่วย กลุ่ม กอง หรือ สำนัก ภายในบริษัทหรือองค์กรที่สร้างและมีการใช้ความลับทางการค้านั้นขึ้นมา Format หมายถึง รูปแบบเอกสารต่างๆ รวมถึง งานต้นแบบ ระบบ กระบวนการ สูตร ผลการวิจัย แผนการ และประเภทอื่นๆตามความเหมาะสมของบริษัท และ Product คือ ชื่อแบรนด์ของสินค้า/บริการดังกล่าว หรือกลุ่มของสินค้า/บริการ เป็นต้น

3. การคัดเลือกข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าที่แท้จริง (Identifying the actual trade secrets among the potential ones)

เราจะนำความลับทางการค้าที่จัดสรรประเภทแล้วตามข้อ 2 มาทดสอบประเมินด้วย 6 ปัจจัยของการเป็นความลับทางการค้าที่แท้จริง (six-factor trade secret authencity test) โดยแต่ละปัจจัย จะมีการให้คะแนน 1-5 จาก 1 (น้อยที่สุด) ถึง 5 (มากที่สุด) ดังนี้:

  1. ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักภายนอกองค์กร
  2. ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เป็นที่รับรู้โดยพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป
  3. ขอบเขต/ความเข็มข้นของมาตรการที่ใช้ในการปกป้องรักษาข้อมูลดังกล่าว
  4. มูลค่า/ความสำคัญของข้อมูลดังกล่าว สำหรับองค์กร และคู่แข่งของเขา
  5. จำนวนเงินและความพยายามในการสร้างและพัฒนาข้อมูลดังกล่าว
  6. ความยากในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ หรือลอกเลียนแบบได้โดยผู้อื่น

ในขั้นตอนนี้ คุณอาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยประเมิน และคัดกรองสิ่งที่เป็นความลับทางการค้าตามที่กฎหมายกำหนด ออกจากพวกความรู้ และข้อมูลทั่วไปที่สามารถลอกเลียนแบบ เปิดเผย หรือใช้โดยผู้อื่นได้โดยไม่เป็นการละเมิดสิทธิ ในกรณีนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สามารถช่วยคุณแนะนำต่อไปได้ในกรณีที่ความลับทางการค้าบางประเภทควรได้รับการปกป้องเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์

4. การจัดประเภทของความลับทางการค้า (Classifying the actual trade secrets)

การจัดประเภทของข้อมูลทั้งหมดในองค์กร เราไม่ควรให้เกิน 5 ประเภท เพื่อความเป็นระบบและให้มีกรอบการจัดการภายในองค์กรที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้:

  • “Not Confidential” หมายถึง ข้อมูลทั่วไปที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเราได้คัดแยกออกจากความลับทางการค้าในขั้นตอน 3
  • “Personal Information” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานหรือลูกค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขประจำตัวบัตรประชาชน ข้อมูลสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งทางบริษัทหรือองค์กรเองมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปกป้องข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่า PDPA (Personal Data Protection Act)

ประเภทข้อมูลที่เป็น “ความลับทางการค้า” ซึ่งอาจแบ่งได้ตามระดับความสำคัญของข้อมูลและความเข้มข้นของมาตรการเพื่อควบคุมการเข้าถึง ลำดับชั้นในการเข้าถึง และการใช้ข้อมูลดังกล่าวภายในองค์กร เช่น:

  • “Confidential” หมายถึง ข้อมูลความลับที่รับรู้กันเฉพาะในฝ่าย แผนก ทีม กลุ่ม ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญแต่อ่อนไหว แต่เพื่อการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ข้อมูลเชิงเทคนิคเกี่ยวกับสินค้าใหม่ แหล่งซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ จำเป็นที่ต้องเปิดเผยให้กับพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้พร้อมลงนามในสัญญาเพื่อรับทราบและแสดงความรับผิดชอบ
  • “Secret” หมายถึง ข้อมูลความลับที่สำคัญในระดับของกลุ่มผู้บริหาร เจ้าของ กรรมการ หรือผู้ถือหุ้น/นายทุนของบริษัท เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับแผนธุรกิจ แผนการควบรวมกิจการ ปรับโครงสร้างองค์กร ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการ ฯลฯ ซึ่งมีเพียงกลุ่มผู้บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ และการที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยออกไป อาจทำให้สูญเสียระบบการบริหาร หรือโอกาสทางธุรกิจ เป็นต้น
  • “Top Secret” หมายถึง ข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดที่เจ้าของ ผู้บริหาร กรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นความลับตลอดไป เนื่องจากการที่ข้อมูลดังกล่าวโดนเปิดเผยหรือหลุดออกไป อาจทำให้ธุรกิจเจอปัญหาขั้นรุนแรง และไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เช่น หาก Search Engine Algorithms ของ Google หลุดออกไปถึงมือของวิศวกรของ Yahoo เมื่อ 15 ปีที่แล้ว Google อาจจะไม่สามารถอยู่มาได้จนกลายเป็นบริษัทมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

“ความลับทางการค้า” หรือ “Trade Secrets” มีความสำคัญกับธุรกิจในยุคปัจจุบันจนพวกเราไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป และจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกๆบริษัท ทุกองค์กรต้องคอยปกป้อง และต้องมีการตรวจสอบสถานะ และจำแนกประเภทของข้อมูลที่ถือครองอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบที่ผมเรียกว่า Trade Secrets Inventory System จะช่วยทำให้การสร้าง บันทึก ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แหล่งที่มาของข้อมูล:

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

บางท่านอาจเคยได้ยินในข่าวที่อดีตพนักงานของ Google ชื่อ Anthony Levandowski ที่ออกไปตั้งบริษัท start-up ของตัวเองและขายบริษัทต่อให้ Uber นั้น โดน Google ฟ้องประเด็นการ “ละเมิดความลับทางการค้า” ของ Google ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเทคโนโลยีต่างๆภายในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (self-driving cars) ภายใต้ Project Chauffeur (ภายหลังกลายเป็น Waymo)

ซึ่งสุดท้ายทาง Anthony ได้ออกมายอมรับแล้วว่าเขา download ไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คดังกล่าวออกมากว่า 1,000 ไฟล์ก่อนที่จะลาออกจาก Google ซึ่งจากหลักฐานที่ได้ Google สามารถมัดตัวและเรียกร้องค่าเสียหายกว่า $179 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้ Anthony ต้องยื่นคำร้องขอเป็นบุคคลล้มละลายของประเทศทันที และกำลังที่จะโดนศาลพิพากษาให้จำคุกอย่างน้อยอีก 2-3 ปี1

Travis Kalanick (ซ้าย=อดีต CEO ของ Uber) กับ Anthony Levandowski (ขวา-กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายโครงการ self-driving cars ของ Uber แต่ภายหลัง Uber ไล่ออกในที่สุดเนื่องด้วยปัญหาทางกฎหมายกับ Google)2

ข้อพิพาทลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ จะถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างรวดเร็วซะจน “สิทธิบัตร” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการปกป้องนวัตกรรมได้ทันสถานการณ์ ภาวะของตลาดแรงงานที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากเมื่อก่อนเนื่องด้วยคำว่า จงรักภักดี (loyalty) อาจไม่มีความหมายสำหรับบุคลากรรุ่นใหม่และแรงงานมืออาชีพที่มีความทะเยอะทะยานสูงอีกต่อไป เมื่อบุคลากรพวกนี้ย้ายไปอยู่กับคู่แข่งหรือทำธุรกิจแข่ง ข้อมูลสำคัญต่างๆก็อาจจะหลุดออกไปกันพวกเขาด้วย รวมถึงการก๊อปปี้ โอนถ่ายข้อมูลความลับ และองค์ความรู้ต่างๆออกนอกองค์กรสามารถทำได้ง่ายเพียงด้วยไม่กี่ clicks ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องเผชิญความท้าท้ายมากขึ้น และต้องมีการสร้างระบบและมาตรการในการปกป้องความลับทางการค้าที่เข็มแข็งและมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้เห็นแนวโน้มคดีความที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการค้าในประเทศไทย กราฟด้านล้างแสดงให้เห็นจำนวนคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ความลับทางการค้า” ทั้งหมดในประเทศไทย รวมเป็น 73 คดีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 2002-2020 โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าจำนวนการยื่นฟ้องคดีด้านนี้มีเกิดขึ้นทุกปี และคดีช่วงหลังมีความซับซ้อนและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งบางเคสก็สู้กันต่อจนขึ้นไปถึงการพิพากษาของศาลฏีกาก็มี แต่ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมเคสอีกมากมายที่ลงเอยด้วยการเจรจาต่อรอง การไกล่เกลี่ย หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นต้น

 
(Source: ข้อมูลรวบรวมจาก darts-ip)

นอกเหนือจาก Google ที่ได้กล่าวมาข้างต้น บริษัทและแบรนด์ในตลาดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coca-Cola, KFC, Krispy Kreme ล้วนเติบโตขึ้นมาเป็นบริษัทมูลค่ามากกว่าพันล้านเหรียญดอลลาร์จาก “ความลับทางการค้า” หรือ “Trade Secrets” ทั้งนั้น และยังมีอีกหลายๆธุรกิจที่กำลังเติบโตจากการถือครองความลับทางการค้าที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่กำลังจะตายจากการโดนขโมยความลับทางการค้าออกไปจากพวกเขา (โดยไม่รู้ตัว) เช่นกัน ผมยังสังเกตุเห็นหลายๆธุรกิจสับสน หรือยังไม่เข้าใจกระบวนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทนี้ เนื่องจาก “ความลับทางการค้า” ไม่มีระบบการคุ้มครองโดยการจดทะเบียนเหมือน “เครื่องหมายการค้า” หรือ “สิทธิบัตร” และกฎหมายปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของ “ผู้ควบคุมความลับทางการค้า” ซึ่งตามมาตรา 3 ของ พรบ. ความลับทางการค้า คือ เจ้าของความลับทางการค้า รวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุมหรือดูแลรักษาความลับทางการค้าเพื่อไม่ให้ข้อมูลความลับทางการค้านั้นรั่วไหล โดยตามหลักกฎหมายแล้ว ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครอง “ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับ” อยู่ ซึ่งในหลายๆครั้งแล้ว พวกเรานักธุรกิจก็มักจะตั้งคำถามว่า แล้วเรารักษาความลับทางการค้าของเราได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า? สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความลับทางการค้ายังคงเป็นความลับทางการค้าจริงอยู่หรือไม่?

หากเรากลับมาดูนิยามของ “ความลับทางการค้า” ที่ระบุอยู่ในมาตรา 3 ของ พรบ. ความลับทางการค้า  คือ “ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” ดังนั้น เพื่อให้ตอบคำถามให้ได้ว่า “สินทรัพย์ หรือ ข้อมูลนั้น” เป็นความลับทางการค้าหรือไม่ และเราจะสามารถใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นศาลหรือเปล่านั้น ผมจะแนะนำให้คุณเริ่มจากการตรวจสอบความลับทางการค้าภายในองค์กรของคุณ (Trade Secrets Audit) เพื่อสร้างระบบการจัดเก็บความลับทางการค้า (Trade Secrets Inventory System) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อน ซึ่งเบื้องต้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน3 ดังต่อไปนี้:

 

1.การสร้างรายการของข้อมูลที่อาจเป็นความลับทางการค้า (Inventory of Potential Trade Secrets)

ความยากของการรวบรวมข้อมูลความลับทางการค้า คือ ความจับต้องได้ยาก ไม่มีหลักฐานการซื้อขายเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆทั่วไปที่ฝ่ายบัญชีเก็บบันทึกเป็นปกติ และส่วนใหญ่ข้อมูลก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งบริษัท ซึ่งบางส่วนอยู่ในรูปแบบกระดาษ บางส่วนเก็บบันทึกในคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารส่วนบุคคล ในอีเมล์ ใน Line บน server หรือ cloud storage บ้าง หรือแม้กระทั่งบนหัวสมอง ความทรงจำของพนักงานและผู้บริหารเอง ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองรับรู้คือความลับการค้าของบริษัทหรือเปล่า

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือการช่วยกันสร้างรายการรวบรวมสิ่งที่อาจเป็นความลับทางการค้าทั้งหมดของบริษัทหรือองค์กร โดยการให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนช่วยบันทึกความลับทางการค้าที่ตัวเองสร้างขึ้นมาภายใต้บริษัท หรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน โดยผู้บริหารอาจมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายหรือจัดการอบรมให้ความรู้แก่พนักงานทุกคนในเรื่องนี้ก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้พนักงานสามารถแยกแยะเบื้องต้นได้ว่าสินทรัพย์หรือข้อมูลที่ว่านั้น เข้าข่าย “ความลับทางการค้า” หรือ “ข้อมูลทั่วไป”

ในระหว่างการรวบรวมความลับทางการค้า ห้ามให้มีการส่งต่อข้อมูลระหว่างเพื่อนร่วมงาน ข้ามทีม หรือข้ามฝ่ายเด็ดขาดเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ข้อมูลนั้นอาจไม่เป็นความลับตามกฎหมายอีกต่อไป ทางบริษัทอาจมีการแต่งตั้งผู้จัดการ (supervisor) ที่รับข้อมูลทั้งหมดภายในฝ่าย ทีม กอง หรือ แผนก นั้นอยู่แล้ว รวบรวม และคัดกรอง (เนื่องจากอาจมีข้อมูลที่เหมือนหรือซ้ำกันอยู่) เพื่อส่งต่อเข้าระบบรายการความลับทางการค้ากลางตามที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้ การเข้าถึงข้อมูลความลับให้เป็นไปตามลำดับชั้นของการบริหารองค์กร เช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิตอาจเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสูตร ขั้นตอน กระบวนการผลิตได้หมดก็จริง แต่ไม่สามารถเห็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า และข้อมูลกลยุทธ์การตลาดที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดถืออยู่ ซึ่งเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติมให้ขึ้นอยู่กับทางผู้บริหารกำหนดและวางเป็นข้อบังคับของบริษัท

2. การจำแนกประเภทของข้อมูลที่อาจเป็นความลับทางการค้า (Categorizing the potential trade secrets)

หลังจากการรวบรวม “สินทรัพย์” หรือ “ข้อมูล” ที่อาจเป็นความลับทางการค้าจากทั่วทั้งองค์กรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจำแนกประเภทของมันเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินทรัพย์ที่เป็นความลับทางการค้าเกือบทั้งหมดควรแบ่งตามระบบการจำแนกประเภทตามนี้ “<Subject><Format> สำหรับ <Product>”  เช่น:

  • <ฝ่ายผลิต><กระบวนการ> สำหรับ <แผ่นกรองอากาศรถยนต์ยี่ห้อ A>
  • <ฝ่ายการตลาด><โมเดลธุรกิจ> สำหรับ <เครื่องดื่มผสมใบบัวบกยี่ห้อ B>
  • <ฝ่ายวิศวกรรม><สเปค> สำหรับ <เครื่องต้นแบบแปรรูปกุ้งโครงการ C>
  • <ฝ่ายขาย><คาดการณ์ยอดขาย> สำหรับ <เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายแบรนด์ D>

Subject หมายถึง ฝ่าย ทีม แผนก หน่วย กลุ่ม กอง หรือ สำนัก ภายในบริษัทหรือองค์กรที่สร้างและมีการใช้ความลับทางการค้านั้นขึ้นมา Format หมายถึง รูปแบบเอกสารต่างๆ รวมถึง งานต้นแบบ ระบบ กระบวนการ สูตร ผลการวิจัย แผนการ และประเภทอื่นๆตามความเหมาะสมของบริษัท และ Product คือ ชื่อแบรนด์ของสินค้า/บริการดังกล่าว หรือกลุ่มของสินค้า/บริการ เป็นต้น

3. การคัดเลือกข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าที่แท้จริง (Identifying the actual trade secrets among the potential ones)

เราจะนำความลับทางการค้าที่จัดสรรประเภทแล้วตามข้อ 2 มาทดสอบประเมินด้วย 6 ปัจจัยของการเป็นความลับทางการค้าที่แท้จริง (six-factor trade secret authencity test) โดยแต่ละปัจจัย จะมีการให้คะแนน 1-5 จาก 1 (น้อยที่สุด) ถึง 5 (มากที่สุด) ดังนี้:

  1. ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักภายนอกองค์กร
  2. ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เป็นที่รับรู้โดยพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป
  3. ขอบเขต/ความเข็มข้นของมาตรการที่ใช้ในการปกป้องรักษาข้อมูลดังกล่าว
  4. มูลค่า/ความสำคัญของข้อมูลดังกล่าว สำหรับองค์กร และคู่แข่งของเขา
  5. จำนวนเงินและความพยายามในการสร้างและพัฒนาข้อมูลดังกล่าว
  6. ความยากในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ หรือลอกเลียนแบบได้โดยผู้อื่น

ในขั้นตอนนี้ คุณอาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยประเมิน และคัดกรองสิ่งที่เป็นความลับทางการค้าตามที่กฎหมายกำหนด ออกจากพวกความรู้ และข้อมูลทั่วไปที่สามารถลอกเลียนแบบ เปิดเผย หรือใช้โดยผู้อื่นได้โดยไม่เป็นการละเมิดสิทธิ ในกรณีนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สามารถช่วยคุณแนะนำต่อไปได้ในกรณีที่ความลับทางการค้าบางประเภทควรได้รับการปกป้องเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์

4. การจัดประเภทของความลับทางการค้า (Classifying the actual trade secrets)

การจัดประเภทของข้อมูลทั้งหมดในองค์กร เราไม่ควรให้เกิน 5 ประเภท เพื่อความเป็นระบบและให้มีกรอบการจัดการภายในองค์กรที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้:

  • “Not Confidential” หมายถึง ข้อมูลทั่วไปที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเราได้คัดแยกออกจากความลับทางการค้าในขั้นตอน 3
  • “Personal Information” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานหรือลูกค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขประจำตัวบัตรประชาชน ข้อมูลสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งทางบริษัทหรือองค์กรเองมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปกป้องข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่า PDPA (Personal Data Protection Act)

ประเภทข้อมูลที่เป็น “ความลับทางการค้า” ซึ่งอาจแบ่งได้ตามระดับความสำคัญของข้อมูลและความเข้มข้นของมาตรการเพื่อควบคุมการเข้าถึง ลำดับชั้นในการเข้าถึง และการใช้ข้อมูลดังกล่าวภายในองค์กร เช่น:

  • “Confidential” หมายถึง ข้อมูลความลับที่รับรู้กันเฉพาะในฝ่าย แผนก ทีม กลุ่ม ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญแต่อ่อนไหว แต่เพื่อการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ข้อมูลเชิงเทคนิคเกี่ยวกับสินค้าใหม่ แหล่งซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ จำเป็นที่ต้องเปิดเผยให้กับพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้พร้อมลงนามในสัญญาเพื่อรับทราบและแสดงความรับผิดชอบ
  • “Secret” หมายถึง ข้อมูลความลับที่สำคัญในระดับของกลุ่มผู้บริหาร เจ้าของ กรรมการ หรือผู้ถือหุ้น/นายทุนของบริษัท เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับแผนธุรกิจ แผนการควบรวมกิจการ ปรับโครงสร้างองค์กร ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการ ฯลฯ ซึ่งมีเพียงกลุ่มผู้บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ และการที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยออกไป อาจทำให้สูญเสียระบบการบริหาร หรือโอกาสทางธุรกิจ เป็นต้น
  • “Top Secret” หมายถึง ข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดที่เจ้าของ ผู้บริหาร กรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นความลับตลอดไป เนื่องจากการที่ข้อมูลดังกล่าวโดนเปิดเผยหรือหลุดออกไป อาจทำให้ธุรกิจเจอปัญหาขั้นรุนแรง และไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เช่น หาก Search Engine Algorithms ของ Google หลุดออกไปถึงมือของวิศวกรของ Yahoo เมื่อ 15 ปีที่แล้ว Google อาจจะไม่สามารถอยู่มาได้จนกลายเป็นบริษัทมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

“ความลับทางการค้า” หรือ “Trade Secrets” มีความสำคัญกับธุรกิจในยุคปัจจุบันจนพวกเราไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป และจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกๆบริษัท ทุกองค์กรต้องคอยปกป้อง และต้องมีการตรวจสอบสถานะ และจำแนกประเภทของข้อมูลที่ถือครองอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบที่ผมเรียกว่า Trade Secrets Inventory System จะช่วยทำให้การสร้าง บันทึก ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แหล่งที่มาของข้อมูล:

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy