International Website

4 สัญญาที่ขาดไม่ได้ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

“การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา” หรือ “IP Management” ไม่ได้มีเพียงการวางแผนเพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ ฯลฯ หรือบริหารจัดการทะเบียน IP ให้เข็มแข็งเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเท่านั้น แต่จำเป็นที่นักธุรกิจอย่างเราต้องมีการเตรียม “เอกสารทางกฎหมาย” หรือ สัญญาต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ธุรกิจนั้นปลอดภัยจากการโดนละเมิด ฟ้องร้องคดี และสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้หากคู่สัญญามีเจตนาละเมิด เช่น ขโมยความลับทางการค้าของบริษัท หรือไม่สามารถช่วยเราคุ้มครอง IP ได้ตามข้อกำหนดได้จริง

ซึ่งการคุ้มครอง/ปกป้อง IP ให้มีประสิทธิภาพสูง ควรใช้กระบวนการที่ผมจะขอเรียกว่า 2-Layer Defense System ซึ่งหมายถึงการปกป้อง IP อย่างน้อย 2 ระดับชั้น: (1) ระดับของสัญญา; และ (2) ระดับของ IP ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง โดย การคุ้มครองในระดับของสัญญานั้น ควรเกิดขึ้นก่อนการยื่นขอรับความคุ้มครอง IP แล้วด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของใน IP และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อมีสิ่งที่เป็น IP เกิดขึ้นมาในกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซอฟแวร์ใหม่ หรืองานกราฟิกต่างๆที่เกิดขึ้นภายในบริษัทโดยลูกจ้างเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา หรือผู้รับจ้าง/ให้บริการภายนอกเป็นผู้คิดค้น ออกแบบ หรือสร้างสรรค์ให้เรา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการทำแผน IP Management ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สัญญาที่สำคัญมากที่ทุกๆบริษัท ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม มี 4 ประเภทด้วยกัน ดังต่อไปนี้:

1. สัญญาจ้างงาน (Employment Agreement) : เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของคุณดูแล IP ของคุณอย่างที่คุณต้องการ

เนื่องจากพนักงานเป็นคนสร้าง IP เกือบทั้งหมดภายในบริษัท/องค์กร และมีการใช้ประโยชน์จากมันอยู่เป็นประจำ พนักงานทุกคนควรที่จะต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของใน IP ข้อมูลต่างๆที่มีความอ่อนไหวต่อบริษัทหรือเป็นความลับทางการค้า รวมถึงสิทธิและความรับผิดชอบของพวกเขาต่อบริษัท ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมที่ปลูกฝังและส่งเสริมความตระหนักถึง IP (IP Aware Culture) เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำตั้งแต่ต้น

งานประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์ ซอฟแวร์ งานดีไซน์ต่างๆที่พนักงานออกแบบหรือคิดค้นขึ้นมาภายใต้ขอบเขตหน้าที่ ความรับผิดชอบ โดยใช้ทรัพยากรของบริษัท และซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาการทำงานให้กับบริษัท IP เหล่านั้นควรที่จะตกเป็นของบริษัท หรือได้รับการโอนสิทธิหลังจากที่มีการสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ หรือคิดค้นขึ้นมา แต่ในทางกลับกัน พนักงานทุกคนก็มีชีวิตส่วนตัว และหากสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบที่พวกเขาตกลงทำให้แก่บริษัท ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องโอนสิทธิใน IP ให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การทำสัญญาจ้างงานที่ถูกต้อง และป้องกันปัญหาด้าน IP ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างในอนาคต นอกจากการมีข้อกำหนดไม่ให้เปิดเผยความลับของบริษัท (non-disclosure clause) หรือไม่ทำงานให้คู่แข่งหรือค้าแข่ง (non-compete clause) ในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ก็ควรมีข้อกำหนดในสัญญาที่กล่าวถึง:

    • IP ที่จะตกเป็นของบริษัท และของลูกจ้าง/พนักงาน
    • สิ่งที่พนักงานต้องเก็บเป็นความลับ และที่สามารถเปิดเผยได้
    • การให้พนักงานให้ความร่วมมือช่วยบริษัทในการถือครอง IP และงานประดิษฐ์ตามความเหมาะสม
    • ข้อมูลที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานใช้ และห้ามใช้หลังลาออกจากบริษัท

2. สัญญาที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า/ซัพพลายเออร์  (Customer/Supplier Agreement) : เพื่อแจ้งให้พวกเขาเคารพ และช่วยดูแลรักษาสิทธิของคุณ

คงไม่มีธุรกิจไหนสามารถทำทุกอย่างเองได้ทั้งหมด การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานต้องมีการทำสัญญาเพื่อการสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจของคุณมากขึ้น และการเสริมข้อกำหนดด้าน IP เข้าไปเป็นเรื่องที่จำเป็นเนื่องจากข้อพิพาทด้าน IP (IP-related disputes) มักจะมีให้เห็นกันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้น เงื่อนไขที่เราต้องเพิ่มไปในสัญญากับลูกค้า ตัวแทนจำหน่วย ซัพพลายเออร์ หรือ OEM ของคุณ รวมถึง:

  • หากคุณเป็นซัพพลายเออร์ ควรมีเงื่อนไขและข้อกำหนดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของใน IP (ระบุ IP ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในสัญญา และใบเสนอราคาทุกฉบับ) และสิทธิในการใช้ IP งานอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจมีการระบุไม่ให้แกะหรือแยกชิ้นส่วน หรือห้ามทำวิศวกรรมย้อนกลับ และบางที หากเป็นสินค้าตัวอย่างหรืองานต้นแบบที่มีความอ่อนไหวสูง เจ้าของงานอาจห้ามไม่ให้ผู้ซื้อเปิดเผยกับบุคคลอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอก พร้อมให้ทำลายหลักฐานหรือส่งกลับตัวอย่างนั้นเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว
  • ในการแต่ตั้งตัวแทนจำหน่าย สัญญาควรระบุขอบเขตสิทธิของตัวแทนจำหน่ายในการใช้ IP ของคุณให้ชัดเจน รวมถึงประเภทของ IP ที่สามารถใช้ในการโปรโมท (เครื่องหมายการค้า/สิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์) ตลาดหรือแหล่งที่สามารถขายได้ (ประเทศ/จังหวัด, website/social media/platform ฯลฯ) ลักษณะของตัวแทน (exclusive/non-exclusive/sole, sub-contractor ฯลฯ) ซึ่งควรให้ตัวแทนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการละเมิด IP และแจ้งเบาะแสกับเราเมื่อพบเจอสินค้าปลอม หรือเลียนแบบ รวมถึงการให้ตัวแทนมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาและปกป้อง IP ของเราได้ด้วยเช่นกัน

3. แบบโอนสิทธิ (Assignment Form) : เพื่อให้มั่นใจว่าคุณเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณยังไม่ทราบ การจ้างคนนอก เช่น agency หรือ freelance เพื่อช่วยโปรโมทธุรกิจของคุณ เช่น การสร้างงานวรรณกรรม ภาพวาด รูปถ่าย เว็บไซต์ ฯลฯ พวกลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างสรรค์นั้น จะตกเป็นของ agency หรือ freelance ที่คุณไปว่าจ้างโดย “อัตโนมัติ” ซึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ คุณมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียม “แบบหรือสัญญาโอนสิทธิ” เพื่อให้พวกเขาโอนสิทธิใน IP มาให้คุณภายหลังจากที่มีการสร้างสรรค์งานดังกล่าวขึ้นมาแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีการทำสัญญาจ้างที่ระบุถึงสิทธิและการเป็นเจ้าของใน IP ของผู้ว่าจ้างไว้ก่อนหน้านี้ก็ดี แต่ยังมีความจำเป็นที่คุณต้องเตรียมแบบโอนสิทธิไว้อีกฉบับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับ agency เดิม หากคุณมีแผนจ้าง agency หรือ freelance ที่อื่นๆอีกในอนาคต หรือจะปรับแต่งผลงานเองในภายหลัง ซึ่งข้อกำหนดที่ควรมีในแบบโอนสิทธิ รวมถึง:

    • Agency/freelance โอนสิทธิในงานที่สร้างสรรค์ทั้งหมดให้บริษัทของคุณ ซึ่งคุณสามารถก๊อปปี้ ดัดแปรง และใช้ประโยชน์จากมันตามที่คุณต้องการได้
    • Agency/freelance จะสละ “ธรรมสิทธิ์” หรือ “Moral rights” ในงานลิขสิทธิ์ต้นฉบับของตนซึ๋งอาจทำให้มีปัญหาในการโอนหรือมอบสิทธิให้กับผู้อื่นได้ เพราะถ้าไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว เจ้าของงานสร้างสรรค์จะสามารถบังคับใช้สิทธิหรือโต้แย้งการดัดแปลง แก้ไขผลงานกับคุณได้ในภายหลัง
    • Agency/freelance ยินดีชดใช้ค่าเสียหาย (Indemnify) ให้คุณหากคุณโดนฟ้องร้อง ดำเนินคดีละเมิดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณไปว่าจ้างให้ agency หรือ freelance ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งจะต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่า ถึงคุณจะเป็นเจ้าของผลงาน แต่ความรับผิดชอบ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิด IP ของบุคคลอื่น จะตกเป็นภาระของผู้สร้างสรรค์

4. สัญญาให้รักษาข้อมูลเป็นความลับ (Non-Disclosure Agreement: NDA) : เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เปิดเผยแผนการหรือข้อมูลความลับออกไปโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อน

เริ่มมีคนในแวดวงธุรกิจกล่าวประโยคว่า “Data Is the New Oil” กันมากขึ้น ซึ่งผมเองก็เริ่มเห็นด้วย เพราะข้อมูลที่บริษัทเราสะสมทุกวัน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การพัฒนาสินค้า บริการ หรือ offer ต่างๆให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น หรือ know-hows ของบริษัทที่สำคัญ ไม่ว่าจะผลการทดลอง สูตรยา เทคนิคพิเศษ โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ ฯลฯ  ดังนั้นการทำ NDA หรือ CDA เป็นสัญญาที่สำคัญมากอันดับต้นๆ ซึ่งใช้กันบ่อยมากในทุกวงการเพื่อป้องกันไม่ให้ “ผู้รับข้อมูล” นำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือเป็นความลับไปเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา

การทำ NDA อาจจะอยู่ในรูปแบบ 1-way ซึ่งมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น หรือ 2-way ในกรณีที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลไม่ถือว่าผิดสัญญาในบางกรณี เช่น เมื่อหมดระยะเวลาที่ต้องรักษาข้อมูลเป็นความลับตามที่ระบุในสัญญา การใช้ในการพิจารณาของศาลฯ หรือเมื่อข้อมูลกลายเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว เป็นต้น

NDA ที่ดีควรประกอบด้วยอย่างน้อย:

    • ลักษณะของข้อมูลที่เป็นความลับที่ต้องการให้ NDA คุ้มครอง
    • ตัวตนตามกฎหมายของฝ่ายผู้ให้ข้อมูล และผู้รับข้อมูล
    • 1-way หรือ 2-way
    • จุดประสงค์ของการทำ NDA
    • ใครสามารถเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลได้บ้าง และเพื่ออะไร
    • ระยะเวลาการคุ้มครองภายใต้ NDA

เนื่องจาก พรบ. สิทธิบัตร ระบุไว้ว่าสิ่งที่จะนำมาจดสิทธิบัตรได้ต้องเป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เหมือนกับเอกสารสิทธิบัตรของผู้อื่นที่ได้ยื่นไปก่อนหน้าแล้ว และไม่เคยมีการเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เช่น มีการวางขาย ประกาศโฆษณา ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรือออกงานแสดงสินค้า ดังนั้น ผู้ประดิษฐ์ หรือ ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ จำเป็นที่จะต้องห้ามให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานที่ต้องการจดสิทธิบัตรถูกเปิดเผยออกไปก่อนการยื่นคำขอเป็นเด็ดขาด แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ เช่น ผู้ร่วมวิจัยจากภายนอก หรือ นายทุนหรือบริษัทที่สนใจให้ทุนสนับสนุน เพื่อช่วยเร่งการพัฒนางานประดิษฐ์หรือออกแบบให้เสร็จสิ้น NDA จะมีความจำเป็นในการนำมาควบคุมข้อมูลไม่ให้รั่วไหลออกไปก่อนวันที่ยื่นคำขอฯ

 ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนสร้าง IP ใหม่ๆ ผมอยากให้คุณย้อนกลับมาตรวจสอบสัญญาทั้ง 4 แบบว่าครอบคลุมเงื่อนไขและข้อกำหนดด้าน IP เพียงพอหรือไม่ คู่สัญญาของคุณ ทั้งลูกจ้างภายใน และภายนอก รวมถึงพันมิตรทางธุรกิจ เข้าใจเรื่อง IP และความสำคัญของการดูแล IP ของคุณมากพอหรือเปล่า หากทุกฝ่ายเข้าใจ มีความชัดเจนในประเด็นนี้ พร้อมลงนามร่วมกันในสัญญา การร่วมมือกันสร้าง ปกป้อง และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก IP ในอนาคต จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

4 สัญญาที่ขาดไม่ได้ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

“การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา” หรือ “IP Management” ไม่ได้มีเพียงการวางแผนเพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ ฯลฯ หรือบริหารจัดการทะเบียน IP ให้เข็มแข็งเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเท่านั้น แต่จำเป็นที่นักธุรกิจอย่างเราต้องมีการเตรียม “เอกสารทางกฎหมาย” หรือ สัญญาต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ธุรกิจนั้นปลอดภัยจากการโดนละเมิด ฟ้องร้องคดี และสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้หากคู่สัญญามีเจตนาละเมิด เช่น ขโมยความลับทางการค้าของบริษัท หรือไม่สามารถช่วยเราคุ้มครอง IP ได้ตามข้อกำหนดได้จริง

ซึ่งการคุ้มครอง/ปกป้อง IP ให้มีประสิทธิภาพสูง ควรใช้กระบวนการที่ผมจะขอเรียกว่า 2-Layer Defense System ซึ่งหมายถึงการปกป้อง IP อย่างน้อย 2 ระดับชั้น: (1) ระดับของสัญญา; และ (2) ระดับของ IP ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง โดย การคุ้มครองในระดับของสัญญานั้น ควรเกิดขึ้นก่อนการยื่นขอรับความคุ้มครอง IP แล้วด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของใน IP และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อมีสิ่งที่เป็น IP เกิดขึ้นมาในกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซอฟแวร์ใหม่ หรืองานกราฟิกต่างๆที่เกิดขึ้นภายในบริษัทโดยลูกจ้างเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา หรือผู้รับจ้าง/ให้บริการภายนอกเป็นผู้คิดค้น ออกแบบ หรือสร้างสรรค์ให้เรา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการทำแผน IP Management ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สัญญาที่สำคัญมากที่ทุกๆบริษัท ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม มี 4 ประเภทด้วยกัน ดังต่อไปนี้:

1. สัญญาจ้างงาน (Employment Agreement) : เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของคุณดูแล IP ของคุณอย่างที่คุณต้องการ

เนื่องจากพนักงานเป็นคนสร้าง IP เกือบทั้งหมดภายในบริษัท/องค์กร และมีการใช้ประโยชน์จากมันอยู่เป็นประจำ พนักงานทุกคนควรที่จะต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของใน IP ข้อมูลต่างๆที่มีความอ่อนไหวต่อบริษัทหรือเป็นความลับทางการค้า รวมถึงสิทธิและความรับผิดชอบของพวกเขาต่อบริษัท ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมที่ปลูกฝังและส่งเสริมความตระหนักถึง IP (IP Aware Culture) เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำตั้งแต่ต้น

งานประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์ ซอฟแวร์ งานดีไซน์ต่างๆที่พนักงานออกแบบหรือคิดค้นขึ้นมาภายใต้ขอบเขตหน้าที่ ความรับผิดชอบ โดยใช้ทรัพยากรของบริษัท และซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาการทำงานให้กับบริษัท IP เหล่านั้นควรที่จะตกเป็นของบริษัท หรือได้รับการโอนสิทธิหลังจากที่มีการสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ หรือคิดค้นขึ้นมา แต่ในทางกลับกัน พนักงานทุกคนก็มีชีวิตส่วนตัว และหากสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบที่พวกเขาตกลงทำให้แก่บริษัท ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องโอนสิทธิใน IP ให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การทำสัญญาจ้างงานที่ถูกต้อง และป้องกันปัญหาด้าน IP ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างในอนาคต นอกจากการมีข้อกำหนดไม่ให้เปิดเผยความลับของบริษัท (non-disclosure clause) หรือไม่ทำงานให้คู่แข่งหรือค้าแข่ง (non-compete clause) ในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ก็ควรมีข้อกำหนดในสัญญาที่กล่าวถึง:

    • IP ที่จะตกเป็นของบริษัท และของลูกจ้าง/พนักงาน
    • สิ่งที่พนักงานต้องเก็บเป็นความลับ และที่สามารถเปิดเผยได้
    • การให้พนักงานให้ความร่วมมือช่วยบริษัทในการถือครอง IP และงานประดิษฐ์ตามความเหมาะสม
    • ข้อมูลที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานใช้ และห้ามใช้หลังลาออกจากบริษัท

2. สัญญาที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า/ซัพพลายเออร์  (Customer/Supplier Agreement) : เพื่อแจ้งให้พวกเขาเคารพ และช่วยดูแลรักษาสิทธิของคุณ

คงไม่มีธุรกิจไหนสามารถทำทุกอย่างเองได้ทั้งหมด การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานต้องมีการทำสัญญาเพื่อการสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจของคุณมากขึ้น และการเสริมข้อกำหนดด้าน IP เข้าไปเป็นเรื่องที่จำเป็นเนื่องจากข้อพิพาทด้าน IP (IP-related disputes) มักจะมีให้เห็นกันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้น เงื่อนไขที่เราต้องเพิ่มไปในสัญญากับลูกค้า ตัวแทนจำหน่วย ซัพพลายเออร์ หรือ OEM ของคุณ รวมถึง:

  • หากคุณเป็นซัพพลายเออร์ ควรมีเงื่อนไขและข้อกำหนดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของใน IP (ระบุ IP ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในสัญญา และใบเสนอราคาทุกฉบับ) และสิทธิในการใช้ IP งานอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจมีการระบุไม่ให้แกะหรือแยกชิ้นส่วน หรือห้ามทำวิศวกรรมย้อนกลับ และบางที หากเป็นสินค้าตัวอย่างหรืองานต้นแบบที่มีความอ่อนไหวสูง เจ้าของงานอาจห้ามไม่ให้ผู้ซื้อเปิดเผยกับบุคคลอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอก พร้อมให้ทำลายหลักฐานหรือส่งกลับตัวอย่างนั้นเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว
  • ในการแต่ตั้งตัวแทนจำหน่าย สัญญาควรระบุขอบเขตสิทธิของตัวแทนจำหน่ายในการใช้ IP ของคุณให้ชัดเจน รวมถึงประเภทของ IP ที่สามารถใช้ในการโปรโมท (เครื่องหมายการค้า/สิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์) ตลาดหรือแหล่งที่สามารถขายได้ (ประเทศ/จังหวัด, website/social media/platform ฯลฯ) ลักษณะของตัวแทน (exclusive/non-exclusive/sole, sub-contractor ฯลฯ) ซึ่งควรให้ตัวแทนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการละเมิด IP และแจ้งเบาะแสกับเราเมื่อพบเจอสินค้าปลอม หรือเลียนแบบ รวมถึงการให้ตัวแทนมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาและปกป้อง IP ของเราได้ด้วยเช่นกัน

3. แบบโอนสิทธิ (Assignment Form) : เพื่อให้มั่นใจว่าคุณเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณยังไม่ทราบ การจ้างคนนอก เช่น agency หรือ freelance เพื่อช่วยโปรโมทธุรกิจของคุณ เช่น การสร้างงานวรรณกรรม ภาพวาด รูปถ่าย เว็บไซต์ ฯลฯ พวกลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างสรรค์นั้น จะตกเป็นของ agency หรือ freelance ที่คุณไปว่าจ้างโดย “อัตโนมัติ” ซึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ คุณมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียม “แบบหรือสัญญาโอนสิทธิ” เพื่อให้พวกเขาโอนสิทธิใน IP มาให้คุณภายหลังจากที่มีการสร้างสรรค์งานดังกล่าวขึ้นมาแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีการทำสัญญาจ้างที่ระบุถึงสิทธิและการเป็นเจ้าของใน IP ของผู้ว่าจ้างไว้ก่อนหน้านี้ก็ดี แต่ยังมีความจำเป็นที่คุณต้องเตรียมแบบโอนสิทธิไว้อีกฉบับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับ agency เดิม หากคุณมีแผนจ้าง agency หรือ freelance ที่อื่นๆอีกในอนาคต หรือจะปรับแต่งผลงานเองในภายหลัง ซึ่งข้อกำหนดที่ควรมีในแบบโอนสิทธิ รวมถึง:

    • Agency/freelance โอนสิทธิในงานที่สร้างสรรค์ทั้งหมดให้บริษัทของคุณ ซึ่งคุณสามารถก๊อปปี้ ดัดแปรง และใช้ประโยชน์จากมันตามที่คุณต้องการได้
    • Agency/freelance จะสละ “ธรรมสิทธิ์” หรือ “Moral rights” ในงานลิขสิทธิ์ต้นฉบับของตนซึ๋งอาจทำให้มีปัญหาในการโอนหรือมอบสิทธิให้กับผู้อื่นได้ เพราะถ้าไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว เจ้าของงานสร้างสรรค์จะสามารถบังคับใช้สิทธิหรือโต้แย้งการดัดแปลง แก้ไขผลงานกับคุณได้ในภายหลัง
    • Agency/freelance ยินดีชดใช้ค่าเสียหาย (Indemnify) ให้คุณหากคุณโดนฟ้องร้อง ดำเนินคดีละเมิดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณไปว่าจ้างให้ agency หรือ freelance ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งจะต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่า ถึงคุณจะเป็นเจ้าของผลงาน แต่ความรับผิดชอบ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิด IP ของบุคคลอื่น จะตกเป็นภาระของผู้สร้างสรรค์

4. สัญญาให้รักษาข้อมูลเป็นความลับ (Non-Disclosure Agreement: NDA) : เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เปิดเผยแผนการหรือข้อมูลความลับออกไปโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อน

เริ่มมีคนในแวดวงธุรกิจกล่าวประโยคว่า “Data Is the New Oil” กันมากขึ้น ซึ่งผมเองก็เริ่มเห็นด้วย เพราะข้อมูลที่บริษัทเราสะสมทุกวัน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การพัฒนาสินค้า บริการ หรือ offer ต่างๆให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น หรือ know-hows ของบริษัทที่สำคัญ ไม่ว่าจะผลการทดลอง สูตรยา เทคนิคพิเศษ โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ ฯลฯ  ดังนั้นการทำ NDA หรือ CDA เป็นสัญญาที่สำคัญมากอันดับต้นๆ ซึ่งใช้กันบ่อยมากในทุกวงการเพื่อป้องกันไม่ให้ “ผู้รับข้อมูล” นำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือเป็นความลับไปเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา

การทำ NDA อาจจะอยู่ในรูปแบบ 1-way ซึ่งมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น หรือ 2-way ในกรณีที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลไม่ถือว่าผิดสัญญาในบางกรณี เช่น เมื่อหมดระยะเวลาที่ต้องรักษาข้อมูลเป็นความลับตามที่ระบุในสัญญา การใช้ในการพิจารณาของศาลฯ หรือเมื่อข้อมูลกลายเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว เป็นต้น

NDA ที่ดีควรประกอบด้วยอย่างน้อย:

    • ลักษณะของข้อมูลที่เป็นความลับที่ต้องการให้ NDA คุ้มครอง
    • ตัวตนตามกฎหมายของฝ่ายผู้ให้ข้อมูล และผู้รับข้อมูล
    • 1-way หรือ 2-way
    • จุดประสงค์ของการทำ NDA
    • ใครสามารถเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลได้บ้าง และเพื่ออะไร
    • ระยะเวลาการคุ้มครองภายใต้ NDA

เนื่องจาก พรบ. สิทธิบัตร ระบุไว้ว่าสิ่งที่จะนำมาจดสิทธิบัตรได้ต้องเป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เหมือนกับเอกสารสิทธิบัตรของผู้อื่นที่ได้ยื่นไปก่อนหน้าแล้ว และไม่เคยมีการเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เช่น มีการวางขาย ประกาศโฆษณา ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรือออกงานแสดงสินค้า ดังนั้น ผู้ประดิษฐ์ หรือ ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ จำเป็นที่จะต้องห้ามให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานที่ต้องการจดสิทธิบัตรถูกเปิดเผยออกไปก่อนการยื่นคำขอเป็นเด็ดขาด แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ เช่น ผู้ร่วมวิจัยจากภายนอก หรือ นายทุนหรือบริษัทที่สนใจให้ทุนสนับสนุน เพื่อช่วยเร่งการพัฒนางานประดิษฐ์หรือออกแบบให้เสร็จสิ้น NDA จะมีความจำเป็นในการนำมาควบคุมข้อมูลไม่ให้รั่วไหลออกไปก่อนวันที่ยื่นคำขอฯ

 ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนสร้าง IP ใหม่ๆ ผมอยากให้คุณย้อนกลับมาตรวจสอบสัญญาทั้ง 4 แบบว่าครอบคลุมเงื่อนไขและข้อกำหนดด้าน IP เพียงพอหรือไม่ คู่สัญญาของคุณ ทั้งลูกจ้างภายใน และภายนอก รวมถึงพันมิตรทางธุรกิจ เข้าใจเรื่อง IP และความสำคัญของการดูแล IP ของคุณมากพอหรือเปล่า หากทุกฝ่ายเข้าใจ มีความชัดเจนในประเด็นนี้ พร้อมลงนามร่วมกันในสัญญา การร่วมมือกันสร้าง ปกป้อง และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก IP ในอนาคต จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงแน่นอนครับ

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy