Entries by IDG Admin

วงจรเครื่องหมายการค้า (Trademark Life Cycle)

วงจรเครื่องหมายการค้า (Trademark Life Cycle)

        จากประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจาก IDG มองเห็นว่า เมื่อเราพูดถึงเครื่องหมายการค้าแล้วนั้น ในยุคนี้ คงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนได้ให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก เพราะเนื่องจากมีแบรนด์ หรือ ธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว จึงมีความคิดที่อยากจดเครื่องหมายการค้า เพื่อป้องกันการซ้ำ และ การถูกละเมิด รวมทั้งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์และธุรกิจอีกด้วย 

        ในส่วนของการที่เครื่องหมายการค้าจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามกฎหมายนั้น สามารถทำได้โดยการยื่นจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศต่าง ๆ ดังนั้นการออกแบบหรือเลือกชื่อเครื่องหมายการค้าที่มีโอกาสในการได้รับจดทะเบียนและเป็นไปตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญ

        จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในปัจจุบันมีเครื่องหมายการค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศไทยหรือต่างประเทศ  ด้วยเหตุนี้เองเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนสำหรับวงจรเครื่องหมายการค้า (Trademark Life Cycle) แล้วหรือไม่ ? ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการออกแบบ จดทะเบียน ตรวจสอบความเหมือนคล้าย ให้ความคุ้มครองและรักษาเครื่องหมายดังกล่าวอย่างถูกต้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของท่านซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า

         ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้าจาก IDG ได้รวบรวม 8 ขั้นตอน ของ trademark lifecycle มาให้ทุกท่าน ทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ กันค่ะ

8 ขั้นตอนใน trademark lifecycle

1. การออกแบบเครื่องหมายการค้า (Creation)

       การออกแบบเครื่องหมายการค้าถือเป็นขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับการเริ่มใช้เครื่องหมายการค้านั่นเอง ซึ่งมีหลายหลักเกณฑ์ที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าควรให้ความสำคัญเมื่อเริ่มมีการออกแบบ อย่างเช่น ควรหลีกเลี่ยงคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นทั้งในภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ตาม หรือหลีกเลี่ยงเครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย 

        ซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านี้ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความของเรา [เครื่องหมายการค้าหรือ “โลโก้” ของท่านจะได้รับการคุ้มครองเป็นเครื่องหมายการค้าหรือไม่?]

        และอีกประเด็นที่ควรพิจารณา ก็คือบางครั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้ามักต้องการใช้โดเมนเนมให้สอดคล้องกับเครื่องหมายการค้า ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ท่านควรตรวจสอบโดเมนเนม และ เครื่องหมายการค้าก่อนที่จะทำการออกแบบ เพื่อไม่ให้เหมือนหรือคล้ายกับบุคคลอื่นนั่นเอง

2. การคัดเลือก (Screening)

       คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร หากในบางครั้งคุณอาจออกแบบเครื่องหมายการค้า (อย่างเช่น โลโก้) ที่คุณต้องการไว้หลากหลายแบบ เพื่อเก็บไว้เป็นตัวเลือก ว่าอันไหนที่จะไม่ซ้ำกันคนอื่น หรือ อันไหนที่ถูกใจและเหมาะสมมากที่สุด

       ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือการคัดเลือกเครื่องหมายการค้า ซึ่งวิธีที่เหมาะสมที่สุดคงไม่พ้นการสืบค้นความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าในฐานระบบว่าเครื่องหมายการค้าใดบ้างที่บุคคลอื่นได้ยื่นจดทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งในส่วนนี้ อาจจะทำให้หลาย ๆ ท่านเสียเวลาในการสืบค้น

        ในเวลาเดียวกัน เจ้าของเครื่องหมายอาจต้องการตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่เราเลือกนั้นเคยมีคนใช้เป็นโดเมนเนมดังกล่าวแล้วหรือยัง ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการค้นหาในระบบการจดโดเมนเนมเช่นเดียวกับการสืบค้นเครื่องหมายการค้า ซึ่งปกติการคัดเลือก (Screening) จะเป็นขั้นตอนสำหรับเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีเครื่องหมายการค้าจำนวนมากนั่นเอง จึงทำให้ต้องมีการทำ Screening ก่อนที่จะลงทุน

       โดยการค้นหาความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าสามารถทำได้โดยใช้ระบบเสิร์ชหรือบริษัทผู้มีความเชี่ยวชาญอย่าง IDG นั่นเอง

เมื่อทำการคัดเลือกเครื่องหมายการค้าแล้ว รายชื่อเครื่องหมายการค้าของคุณจะแคบลงเนื่องจากเครื่องหมายที่เหมือนคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นจะถูกตัดออกไป

3. การสืบค้นโดยละเอียด (Clearance)

         เครื่องหมายการค้าที่ผ่านการคัดเลือก (Screening) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสืบค้นโดยละเอียด ซึ่งการสืบค้นที่ครอบคลุมและมีโอกาสตกหล่นค่อนข้างน้อยมาก ๆ มักดำเนินการโดยบริษัทผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านเครื่องหมายการค้า โดยบริษัทจะดำเนินการจัดทำรายงานการสืบค้นความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้า (Search Report) โดยรายงานต่อเจ้าของเครื่องหมายก่อนดำเนินการยื่นจดทะเบียน ในส่วนของรายงานจะมีการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของคุณมีโอกาสจะได้รับจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหน 

        และรายงานดังกล่าวไม่เพียงแต่สืบค้นความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันเท่านั้น แต่ยังสืบค้นความเหมือนคล้ายสำหรับเครื่องหมายการค้าที่อาจอยู่ในจำพวกรายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกันอีกด้วย และรวมไปถึงเครื่องหมายที่มีคำพ้องเสียง พ้องความหมาย คำนำหน้าแบบเดียวกัน หรือ เครื่องหมายอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภคก็ด้วยเช่นกัน

         รายงานการสืบค้นความเหมือนคล้ายจะช่วยพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของท่านพร้อมสำหรับการจดทะเบียนและการใช้ในอนาคตหรือไม่

        ซึ่ง IDG มีบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวก และ ประหยัดเวลาให้กับท่าน โดยที่ IDG จะช่วยสืบค้น โดยผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ พร้อมกับเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ท่านไม่ต้องประสบกับปัญหาการจดเครื่องหมายการค้าซ้ำนั่นเอง

4. การตรวจสอบ (Investigation)

       อ้างอิงจากการสืบค้นความเหมือนคล้ายโดยละเอียด (Clearance) ทนายความในบริษัทที่ปรึกษาของคุณอาจทำการตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่มีความขัดแย้งกับเครื่องหมายการค้าของคุณยังมีการใช้จริงอยู่ในตลาดหรือไม่ หากพบว่ายังมีการใช้อยู่ ในขั้นตอนนี้จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายทราบว่าอาจเกิดปัญหาได้หากคุณใช้หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว 

5. การแสดงความคิดเห็น (Opinion)

         ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้าจะทำการแสดงความคิดเห็น และ วิเคราะห์ว่าเครื่องหมายการค้าของท่านพร้อมสำหรับการใช้งานและการจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในขั้นตอนนี้ทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้ามั่นใจได้ว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของท่านจะปลอดภัย และยังเป็นการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

        จากขั้นตอนนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่สนับสนุนในการตัดสินใจสำหรับเจ้าของเครื่องหมายการค้าว่าจะต้องการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวไหม

6. การยื่นจดทะเบียน (Filing/registration)

         ในส่วนของขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ในกรณีนี้ IDG จะขอพูดถึงขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งในประเทศไทยนั้นไม่ได้กำหนดว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีการใช้ หรือ มีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อกำหนดในประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องแสดงหลักฐานให้เห็นชัดเจนว่าได้มีการใช้หรือเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่ต้องการจะขอจดทะเบียน

        เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินฯ แล้ว นายทะเบียนจะทำการพิจารณาความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้านั่นเอง หากตรวจสอบแล้วไม่พบว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ยื่นจดทะเบียนไว้ นายทะเบียนจะประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสามารถยื่นคำยื่นคัดค้านการจดทะเบียนได้ และเมื่อถึงวันที่ครบกำหนด หากไม่มีผู้คัดค้าน เครื่องหมายดังกล่าวก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการรับจดทะเบียนต่อไป

        อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ รวมไปถึงขั้นตอนอื่น ๆ ค่อนข้างที่จะใช้เวลาพอสมควร หากท่านมีความต้องการที่จะประหยัดเวลา รวมไปถึง ความน่าเชื่อถือ ทาง IDG มีบริการจดเครื่องหมายการค้า โดยผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 10 ปี ที่จะทำเดินการให้ครบทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ และ มีประสิทธิภาพนั่นเอง

7. การรักษาสิทธิในเครื่องหมายการค้า (Maintenance)

        เครื่องหมายการค้าจะแตกต่างจากทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร เพราะเครื่องหมายการค้านั้น สามารถได้รับความคุ้มครองตลอดไป ในขณะที่ลิขสิทธิ์มีความคุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์บวกไปอีก 50 ปีเท่านั้น

        แม้ว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าจะกำหนดให้เครื่องหมายการค้ามีอายุ 10 ปี แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้าก็สามารถต่ออายุเครื่องหมายการค้าได้ทุก ๆ 10 ปี นั่นเอง !

       ดังนั้น เครื่องหมายการค้าจะคงอยู่กับเจ้าของเครื่องหมายการค้า จนถึงวันที่หมดอายุและไม่มีการต่ออายุใด ๆ นั่นเอง ซึ่งการต่ออายุอาจดำเนินการโดยเจ้าของเครื่องหมายการค้า ทนายความผู้รับมอบอำนาจ หรือ บริษัทที่ปรึกษาของท่านนั่นเอง

       ในขั้นตอนนี้แสดงให้เห็นว่าการรักษาไว้ซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้า สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องหมายของคุณจะไม่ถูกเพิกถอน และคุณถือเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในเครื่องหมายดังกล่าว

8. การใช้ประโยชน์ในทางการค้า (Commercial exploitation)

        ในส่วนของขั้นตอนสุดท้าย เมื่อเครื่องหมายการค้าของคุณเริ่มเป็นที่รู้จักหรือได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น คุณอาจได้รับผลประโยชน์จากความนิยมเหล่านี้ได้ อย่างเช่นในกรณีที่ปกติคุณใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เมื่อสินค้าของคุณได้รับความนิยม เครื่องหมายการค้าก็จะเป็นที่รู้จักตามมา คุณอาจนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสินค้าประเภทอื่น ๆ เพื่อเป็นการขยายธุรกิจได้อีกด้วย ซึ่งในขั้นตอนนี้ถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัยชื่อเสียง (Goodwill) ในเครื่องหมายการค้าได้ ซึ่ง IDG สามารถให้คำแนะนำกับท่านได้เป็นอย่างดี

         จะเห็นได้ว่าการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวจะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความคุ้มครองและได้รับผลประโยชน์สูงสุดในเครื่องหมายการค้า 

         แต่อาจยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ละเลยบางขั้นตอนจนทำให้เกิดปัญหาในธุรกิจ อย่างเช่น มีบุคคลอื่นนำเครื่องหมายของคุณไปจดทะเบียนและเกิดข้อพิพาทระหว่างกันได้

         ซึ่ง IDG มีบริการเครื่องหมายครบทุกวงจร ที่ไม่ใช่แค่เพียงการจดเครื่องหมายการค้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านธุรกิจด้วยเช่นกัน ด้วยผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ มากกว่า 10 ปี เป็นความไว้วางใจจากแบรนด์ดัง ๆ ที่สามารถดำเนินการให้กับท่านครบทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ  และ ประหยัดเวลาให้กับท่านอีกด้วย


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

หรือ

บริการทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อหรือเอกสาร (Notarial Services Attorney)

บริการทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อหรือเอกสาร (Notarial Services Attorney)

        IDG มีบริการรับรองลายมือชื่อที่มีการลงนามต่อหน้าในเอกสารนั้น ๆ หรือรับรองเอกสารที่เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงจากต้นฉบับ รับรองคำแปลที่ถูกต้อง หรือทำคำรับรองประเภทอื่น ๆ รวมทั้งการลงชื่อในฐานะเป็นพยานในเอกสาร โดยทนายความผู้มีอำนาจในการรับรองลายมือชื่อ (Notarial Services Attorney) และ มีความเป็นมืออาชีพ ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นบุคคลผู้มีหน้าที่รับรองลายมือชื่อจากสภาทนายความแห่งประเทศไทย (The Lawyer council of Thailand)

       ทั้งนี้ โดยส่วนมากแล้ว เอกสารที่รับรองดังกล่าวจะนำไปใช้ในต่างประเทศ หรือสถานทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย


รายการรับรองเอกสาร 

  • รับรองเอกสาร รับรองใบสมัคร เพื่อเรียนต่อต่างประเทศ (Affidavit of support /Sponsor Notarization)
  • รับรองสำเนาเอกสาร (Certified true copy)
  • รับรองสถานะการเงิน  (Statement Notarization)
  • รับรองคำแปล (Certified true translation)
  • รับรองลายมือชื่อ รับรองบุคคล (Signature Notarization and Legalization)
  • รับรองการทำสัญญาระหว่างเอกชน (Contract Agreement Notary Public) 
  • รับรองเอกสารอื่น ๆ (All Legal Documents)


IDGTHAILAND มีทีมทนายความรับรองเอกสารที่พร้อมให้บริการท่านอย่างมืออาชีพ ด้วยบริการที่รวดเร็ว ในราคายุติธรรม

สอบถามค่าบริการหรือข้อมูลเพิ่มเติมโทร

02-011-7161 ext 104 หรือ 106

Line : @idgthailand

เมื่อจ่ายค่า บริการ หรือ เช่า ให้กับต่างประเทศ ต้องเสียภาษีประเภทไหน ?

เมื่อจ่ายค่า บริการ หรือ เช่า ให้กับต่างประเทศ ต้องเสียภาษีประเภทไหน ?

        เนื่องจาก IDG ได้มีการพูดถึง ภ.พ. 36 กันไปแล้ว มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องของภาษีกันมากขึ้น และ ได้ทักมาขอคำปรึกษา และ บริการ จากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี ของ IDG ดังนั้นในครั้งนี้ เรามาดูกันว่า ภ.ง.ด. 54 ที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยิน หรือ คุ้นหู คืออะไรกันนะ ? แล้วสิ่งนี้สำคัญกับการซื้อ/ขาย/เช่า อย่างไรบ้าง มาดูกัน !


         ภ.ง.ด. 54 คือแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และ จำหน่ายเงินกำไร ให้แก่นิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศ และ ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย

         และ ในส่วนของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่มีความจำเป็นต้องจ่ายจากประเทศไทย ต้องให้บริษัทนั้น (ที่อยู่ในประเทศไทย) เป็นคนเสียภาษี โดยให้ผู้จ่าย หักภาษีจากเงินได้ที่ต้องจ่ายตามอัตราภาษีเงินได้พึงประเมินได้เลย

ซึ่งนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้ประเภท 40(2) – 40(6) ให้กับนิติบุคคลที่ตั้งตามกฏหมายต่างประเทศจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งกรมสรรพากร โดยการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะแบ่งเป็น 2 กรณีดังนี้  

  1. เงินได้พึงประเมิณ 40(2) – 40(6) หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%  
  2. เงินได้พึงประเมิณ 40(4) เงินปันผล หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% 

หลังจากหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ
ภ.ง.ด.54 ไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป 

* เงินได้พึงประเมิน คือ เงินได้ที่กฎหมายบังคับให้เราต้องเอามาเสียภาษี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเงินได้ที่เราได้รับจะเป็นเงินได้พึงประเมินแทบทั้งสิ้น เว้นแต่จะมีกฎหมายจะเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเงินได้ก้อนนั้นเป็น เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี

ข้อระวัง !!!  อย่าลืมดู “อนุสัญญาภาษีซ้อน” เผื่อมีการลดอัตราที่ต้องหักภาษีลง


ต่อมา IDG จะพามารู้จักกับเงินได้พึงประเมินประเภท 40 (2) – 40 (6) กันค่ะ

เงินได้ประเภทที่ 2 : เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม โบนัส

เงินได้ประเภทที่ 3 : ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (ค่าความนิยม) ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือ สิทธิอย่างอื่น

เงินได้ประเภทที่ 4 : ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร  เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น

เงินได้ประเภทที่ 5 : เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อ/สัญญาซื้อขายเงินผ่าน

เงินได้ประเภทที่ 6 : เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม

ตัวอย่าง

บริษัท CD จำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ได้เรียกเก็บเงินค่าที่ปรึกษาทนายความ (40 (6)) กับบริษัท A จำกัด ซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายไทยและประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท 

การคำนวณ

บริษัท A จำกัด จ่ายค่าที่ปรึกษาทนายความจำนวน 85,000 บาท (100,000 x 15% = 15,000.-)

บริษัท A จำกัดมีหน้าที่หักและนำส่งภาษีเงินนิติบุคคลแทนบริษัท CD จำกัดโดยยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 54

ภายในวันที่ 7 นับตั้งแต่สิ้นเดือนที่จ่ายเงินออกไป

** ในทางการบัญชี ค่าความนิยม (Goodwill) เป็นส่วนต่างของมูลค่ากิจการตามบัญชี กับมูลค่าที่ซื้อขายกันจริง โดยส่วนมากบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลานาน และมีผลประกอบการที่ดี เมื่อขายกิจการก็ย่อมขายได้ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชี เนื่องจากที่ภาพลักษณ์ที่ดีเป็น premium ของมูลค่ากิจการนั่นเอง


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี

หากท่านใดสนใจต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติมในด้านของบัญชี

ทาง IDG มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาทุกท่าน

โทร 02-011-7161 ถึง 6 (ต่อ 100,200,300,900) ฝ่ายบัญชี

อีเมล: account@idgthailand.com

Line: @924hurka หรือ @idgthailand 

จดสิทธิบัตรในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก ! ถ้ารู้ 5 อย่างนี้

จดสิทธิบัตรในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก ! ถ้ารู้ 5 อย่างนี้

         จากที่ IDG ได้มีการพูดถึง ขั้นตอนการยื่นจดสิทธิบัตร ภายในประเทศไทย กันไปแล้ว ครั้งนี้ เรามาพูดถึง วิธีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศกันบ้างดีกว่าค่ะ !

แต่ก่อนที่จะเริ่มจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เราควรที่จะมีการวางแผนให้ดีกันก่อนที่จะมีการดำเนินการ เนื่องจากแต่ละประเทศ จะมีกฎเกณฑ์ วิธีการในการยื่นและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป

ดังนั้นเราควรที่จะศึกษาอย่างละเอียดกันก่อนที่จะทำการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไปที่ประเทศนั้น ๆ ซึ่ง IDG มีผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสิทธิบัตร ที่จะคอยให้คำแนะนำผู้ประกอบการทุกท่าน ฟรี ! และ ได้รวบรวม 5 สิ่งที่จำเป็น สำหรับตรวจสอบก่อนที่จะทำการยื่นคำขอเข้าไปในต่างประเทศ ดังนี้:


1. การเลือกตัวแทนสิทธิบัตรในต่างประเทศ

        การเลือกตัวแทนสิทธิบัตรในต่างประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากกฎเกณฑ์ของสิทธิบัตรที่ ไม่ว่าจะได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศใดก็ตาม จะมีผลบังคับใช้แค่ในประเทศนั้นเท่านั้น จึงต้องมีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เพื่อป้องกันผู้อื่นทำการผลิต ใช้ ขาย สิ่งประดิษฐ์เดียวกันในประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ ทั้งนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจดครบทุกประเทศ ผู้ประกอบการสามารถจดแค่ในเฉพาะประเทศที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจเท่านั้นก็เพียงพอ

        ดังนั้นหากมีการวางแผนที่จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศ ก็ควรหาตัวแทนสำหรับการให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกในการยื่น ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญจาก IDG ยินดีให้คำปรึกษา และ บริการครบทุกขั้นตอน

2. ประเภทของสิทธิบัตร

       ในแต่ละประเทศจะมีกฎเกณฑ์และระบบในการยื่นสิทธิบัตรต่างกัน อย่างเช่น ระบบอนุสิทธิบัตรที่มีเพียงบางประเทศท่านั้น ดังเช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่ในสหรัฐอเมริกาจะไม่มีระบบนี้ หรือ แม้กระทั่งข้อจำกัดในสิ่งประดิษฐ์หรือการประดิษฐ์บางประเภท เช่น ประเทศจีน หากเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือการประดิษฐ์ที่เป็นสูตรหรือกรรมวิธี จะต้องยื่นเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์เท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นอนุสิทธิบัตรได้ 

        นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงกฎเกณฑ์ในการพิจารณาของแต่ละประเภทสิทธิบัตร ซึ่งก็คือ ความใหม่ (Novelty) ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive step/Non-obviousness)  และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม โดยหากสิ่งประดิษฐ์หรือการประดิษฐ์ใดที่มีความใหม่และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็อาจจะยื่นเป็นอนุสิทธิบัตรแทน ในประเทศที่มีระบบอนุสิทธิบัตร

3. ค่าใช้จ่าย

        หากต้องการที่จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศ อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั่นก็คือ ค่าใช้จ่าย เนื่องจากการยื่นสิทธิบัตรในแต่ละประเทศจะมีค่าธรรมเนียมในแต่ละขั้นตอน ที่แตกต่างกันไป และค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่ง เช่น 

  • การแปลภาษา – บางประเทศสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการยื่นได้ แต่บางประเทศจะต้องใช้ภาษาท้องถิ่นเท่านั้น
  • ประเภทของสิทธิบัตร – ในหลาย ๆ ประเทศ จะมีค่าธรรมเนียมในการยื่นของแต่ละประเภทสิทธิบัตรต่างกัน หากยื่นเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์
  • รวมไปถึงจำนวนหน้าในคำขอหรือจำนวนข้อถือสิทธิ – ในบางประเทศจะมีข้อจำกัดในจำนวนหน้าหรือข้อถือสิทธิ ซึ่งหากเกินก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มตามจำนวนที่เกินมา ทั้งนี้ในแต่ละประเทศจะมีอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันไป
  • ประเภทของผู้ขอถือสิทธิ – ในบางประเทศอาจมีการลดค่าธรรมเนียมลงสำหรับบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคลขนาดเล็ก ทั้งนี้กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้มีในทุกประเทศ *มีแค่เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับตัวแทนในต่างประเทศ –  เพื่อดำเนินการยื่นสิทธิบัตรเข้าประเทศนั้น ๆ

4. ระยะเวลาในการยื่นคำขอไปจนถึงการได้รับจดทะเบียน

       สำหรับระยะเวลาในการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไปจนถึงการได้รับจดทะเบียนในต่างประเทศ จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ดังนั้นควรที่จะคำนวณระยะเวลาให้ดี หากมีสิ่งประดิษฐ์อยู่ในมือและสนใจที่จะทำธุรกิจในต่างประเทศ ก็ควรรีบนำสิ่งประดิษฐ์นั้นไปจดสิทธิบัตรในประเทศที่สนใจ เพราะระยะเวลาในการยื่นไปจนถึงการได้รับจดทะเบียนสำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะใช้เวลาอยู่ที่ 3-5 ปี อนุสิทธิบัตรจะอยู่ที่ 1-2 ปี และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่ 2-4 ปี ด้วยประสบการณ์หลายปี ของผู้เชี่ยวชาญ จาก IDG จะสามารถช่วยธุรกิจหลาย ๆ ท่าน คำนวณระยะเวลาที่เหมาะสมได้

5. การต่ออายุรายปี

          หลังจากสิทธิบัตรได้รับจดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อที่จะรักษาการบังคับใช้สิทธิในสิทธิบัตร ซึ่งค่าธรรมเนียมก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิบัตรและกฎสิทธิบัตรของประเทศที่ได้ยื่นคำขอไป เช่น ในบางประเทศมีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มตามจำนวนข้อถือสิทธิหรือจำนวนหน้าในคำขอที่เกินจากกำหนด การชำระค่าธรรมเนียมรายปีจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนการยื่นสิทธิบัตรเข้าไปในแต่ละประเทศ


       จาก 5 ข้อทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศมีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเยอะ และ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขให้ดีก่อนการยื่นเข้า

         ทั้งนี้ บริษัท IDG มีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร และ นวัฒกรรม รวมไปถึง เครื่องมือในการดำเนินการที่เหมาะสม

หากท่านใดมีข้อสงสัย ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจที่จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศ 

สามารถติดต่อได้ที่ 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายสิทธิบัตร กรุณากด 301, 302, 303, 304

E-Mail: patent@idgthailand.com

หรือ


ท่านสามารถ Download Check-list ได้ที่นี่ ! 

เมื่อสั่งซื้อของ และ มีค่าขนส่ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไร ?

เมื่อสั่งซื้อของ และ มีค่าขนส่ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไร ?

         ในหลาย ๆ ครั้ง ที่บริษัทมีการสั่งซื้อสินค้าจากทางออนไลน์ หรือ แม้กระทั่งออฟไลน์ ที่มีการจัดส่งสินค้ากันเกิดขึ้น และ ทางร้านได้คิดค่าขนส่งรวมมาด้วย ทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่า บริษัทที่เป็นคนสั่งของ จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหมนะ ? ซึ่งวันนี้ IDG ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี มาให้สรุปให้ทุกคนอ่านแบบสั้น ๆ และ เข้าใจง่ายกันค่ะ

บิลส่วนใหญ่ที่พบเห็นกันจะเป็นลักษณะ 3 แบบ หลัก ดังนี้:

  1. ค่าสินค้าและค่าขนส่ง รวมเป็นยอดเดียวกัน
  2. ค่าสินค้าและค่าขนส่ง แยกรายการอยู่บิลเดียวกัน
  3. ค่าสินค้าและค่าขนส่ง แยกบิล


ทั้งนี้ IDG จะมายกตัวอย่างของแต่ละข้อ ให้เห็นภาพกันชัด ๆ ค่ะ

ตัวอย่างข้อ 1 ค่าสินค้าและค่าขนส่ง รวมเป็นยอดเดียวกัน

บริษัท สมพรค้าไม้ จำกัด เป็นกิจการแบบซื้อมาขายไป จำหน่ายไม้ทุกประเภท ได้ขายสินค้าให้กับบริษัท การช่าง จำกัด ซึ่งทางผู้ขายออกบิลใบกำกับภาษีรวมค่าสินค้าและค่าขนส่งเป็นยอดเดียว ในตัวอย่างนี้บริษัท การช่าง จำกัด ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะถือว่าเป็นขายสินค้าทั้งจำนวน

 

ตัวอย่างข้อ 2 ค่าสินค้าและค่าขนส่ง แยกรายการอยู่บิลเดียวกัน

บริษัท สมพรค้าไม้ จำกัด ขายสินค้าให้บริษัท การช่าง จำกัด โดยออกบิลใบกำกับภาษี แยกราคาค่าสินค้า และค่าขนส่งออกจากกันแต่อยู่ในบิลเดียวกัน และค่าขนส่งได้คิดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้าไปด้วย จากการณีนี้ เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า ดังนั้น บริษัท การช่าง จำกัด จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

 

ตัวอย่างข้อ 3 ค่าสินค้าและค่าขนส่ง แยกบิล

บริษัท สมพรค้าไม้ จำกัด ขายสินค้าให้บริษัท การช่าง จำกัด โดยได้ออกบิลเรียกเก็บค่าสินค้า และค่าขนส่ง แยกเป็น 2 บิลคือ 1. ค่าสินค้า 2. ค่าขนส่ง
ในกรณีนี้ บิลค่าขนส่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี  รวมถึงให้คำแนะนำ และปรึกษา ฟรี ! ในเรื่องของพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี

โทร: 02-0117161 ต่อ 100,200,300,900

Email: account@idgthailand.com

Line: @924hurka หรือ @idgthailand


“คัมภีร์พิชิต IP แดนมังกร”

“คัมภีร์พิชิต IP แดนมังกร”

ในยุคที่มีความทันสมัยและหลากหลายของความสร้างสรรค์ 
คงไม่แปลกที่จะมีผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านได้มีความสนใจที่จะส่งสินค้าของตนไปยังต่างประเทศ

โดยเฉพาะ ประเทศจีน  ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโดนเด่นด้านการค้านั่นเอง

💡 กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) มองเห็นว่า

#ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิ่งที่สำคัญ และ มีประโยชน์กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

ทาง DIP จึงได้จัดทำเอกสาร ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกซ์ (e-BOOK) เกี่ยวกับ

“แนวทางการคุ้มครองและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศจีน” ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย 
.
 เพื่อผู้ประกอบการจะได้มีข้อมูลในการปกป้องทรัพย์สินปัญญาของท่าน รวมไปถึงป้องกันปัญหาของการถูกละเมิดในประเทศจีนอีกด้วย !
.
สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 

3 เรื่องควรรู้เมื่อคิดสร้าง Brand

อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเองใช่ไหม ? ไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้ารู้จัก 3 อย่างนี้ Brand Positioning, Brand Personality, Brand Identity


ในยุคปัจจุบัน มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้การสร้างแบรนด์
เป็นเรื่องที่สะดวก  และ ง่ายมากขึ้นสำหรับทุกคน

แต่ การที่เราจะเป็นแบรนด์ที่ยืนหนึ่ง มีความโดดเด่น เป็นที่น่าจดจำ และ อยู่ในใจของลูกค้า
หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างแบรนด์นั้นให้มีความแข็งแรงตั้งแต่รากฐานที่ประกอบด้วยหลากหลายองค์ประกอบ

E-book เล่มนี้จะร่วมรวม 3 เรื่องที่สำคัญ ในการสร้างแบรนด์
(Brand Positioning, Brand Personality, Brand Identity)


กรอกข้อมูลด้านล่างนี้ เพื่อรับ E-book



ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการออกแบบโลโก้ และ อัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity)

โดยตรงที่ฝ่ายออกแบบของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

02-011-7161 ถึง 6 กรุณากด 202

E-Mail: design@idgthailand.com

Line: @idgthailand (มี@)

นำเข้าเครื่องมือแพทย์ ไม่ยาก อย่างที่คิด !

อยากนำเข้าเครื่องมือการแพทย์ไม่ยากอย่างที่คิด

ในช่วงนี้ เครื่องมือการแพทย์ได้รับความสนใจจากคนหมู่มากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเชื้อไวรัส COVID-19
ที่ยังคงระบาดและเป็นความกังวลต่อใครหลาย ๆ คน

ดังนั้น IDG ผู้เชี่ยวชาญด้านการจดทะเบียน อย. และ การนำเข้าสินค้าเครื่องมือแพทย์ มองเห็นว่า
“ขั้นตอนการนำเข้า เครื่องมือแพทย์” เป็นข้อมูลที่สำคัญมากเลยทีเดียว สำหรับใครที่กำลังสนใจในเรื่องนี้อยู่ค่ะ


ก่อนอื่น เราต้องมารู้จักกับประเภทของ “เครื่องมือแพทย์” กันก่อน ซึ่ง IDG แบ่งออกมาเป็น 2 ข้อหลัก ดังนี้:

1. เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องกล หรือ วัตถุที่ใช้ใส่เข้าไปในร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์นั่นเอง
รวมไปถึง น้ำยาที่ไว้ใช้สำหรับตรวจในห้องปฏิบัติการ หรือแม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ และ ซอฟต์แวร์
หรือ จะเป็นวัตถุอื่น ๆ ที่ผู้ผลิตตั้งใจสำหรับใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้แต่เพียงผู้เดียว ใช้ร่วมกัน หรือ ใช้ประกอบกับสิ่งอื่น ๆ

2. เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องกล ผลิตภัณฑ์
หรือวัตถุอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดว่าเป็นเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ และ ต้องไม่เกิดจากกระบวนการทางเภสัชวิทยา วิทยาภูมิคุ้มกันหรือปฏิกิริยาเผาผลาญให้เกิดพลังงานเป็นหลัก


ขั้นตอนการนำเข้า เครื่องมือแพทย์ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้:

  1. วินิจฉัยว่าผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่
  2. จัดประเภทของเครื่องมือแพทย์ว่าอยู่ใน Category ไหน
  3. จดสถานที่ประการนำเข้าและสถานที่เก็บรักษาผลิตภัณฑ์
  4. ขึ้นทะเบียน / จดแจ้ง ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
  5. หลังจากได้ใบอนุญาตหรือใบจดแจ้ง ก็สามารถนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศได้ อย่างเช่น ประเทศจีน โดยนำใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งไปทำ  LPI (License per Invoice)

จาก 5 ขั้นตอน ที่กล่าวมา ผู้ประกอบการจะต้องจดสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษาผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ก่อน
ถึงจะสามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ได้
ซึ่งเอกสารในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์นั้น จะมีความแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับประเภทตามความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์นั้น ๆ 

โดย IDG มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ที่จะสามารถให้คำแนะนำ และ บริการครบทุกขั้นตอนได้ โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเองให้เสียเวลา


ทั้งนี้ทั้งนั้น เอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนสถานที่ประการนำเข้าและสถานที่เก็บรักษา มีดังนี้:

  1. บุคคลธรรมดา
    1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่น ที่สามารถใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้
    2. สำเนาทะเบียนบ้าน
    3. รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก ขนาด 3×4 เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้วต้องไม่เกิน หกเดือน จำนวน 3 รูป
    4. ใบรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งรับรองว่าผู้ขอจดทะเบียนสถานประกอบการไม่เป็นโรคที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    5. สำเนาใบทะเบียนการค้าหรือใบทะเบียนพาณิชย์
  2. ในกรณีผู้ขอจดทะเบียนสถานประกอบการเป็นนิติบุคคล
    1. สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนของนิติบุคคล
    2. สำเนาหนังสือรับรองจากนายทะเบียนของนิติบุคคลนั้น ๆ ที่แสดงวัตถุประสงค์และผู้มีอำนาจ ลงชื่อแทนนิติบุคคล ซึ่งออกมาแล้วไม่เกินหกเดือน
    3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่น ที่สามารถใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได
    4. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ดำเนินกิจการ
    5. ใบรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งรับรองว่าผู้ดำเนินกิจการไม่เป็นโรคที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    6. แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์ สถานที่เก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ และ สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจำนวน 2 ชุด
    7. แผนผังภายในบริเวณสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ที่ถูกต้องตาม มาตราส่วน จำนวน 2 ชุด


จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด อาจทำให้หลาย ๆ ท่านรู้สึกยุ่งยาก และ มีหลากหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน
แต่ทั้งหมดทั้งมวงนี้ จะง่าย และ สะดวกขึ้นมาในทันที เพราะ IDG มีผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ โดยให้คำปรึกษา ฟรี ! และ บริการจดทะเบียน อย. ให้กับท่านอีกด้วย

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นอย. (FDA) โดยตรงที่ฝ่าย Regulatory ของเรา

โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 102 

E-Mail: tm@idgthailand.com

Line : @idgthailand


I-MATCHING ปีที่ 2 : สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2564

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2564

i-matching ปีที่ 2 ครั้งที่ 8 📣

กิจกรรมนำเสนอผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่พร้อมให้ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

 .

ครั้งที่ 6 พบกับผลงานจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มาพร้อมช่วง iMatching Talk มาพูดคุยกับ ดร. รังสิมา ชลคุป (นักวิจัยเชี่ยวชาญสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) และ อาจารย์ณัฐดนย์ รุ่งเรืองกิจไกร (อาจารย์ ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
.

และพบกับนวัตกรรมการผลิตและการใช้ประโยชน์จากเส้นใยธรรมชาติ และ ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติ

  1. แผ่นฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียงจากเส้นใยสับปะรด
  2. เครื่องขูดเส้นใยของวัตถุดิบจากธรรมชาติแบบอัตโนมัติ
  3. เจลทาสิวผสมสารสกัดจากสมอไทยและสมอพิเภก
  4. โปรตีนอัลบูมินที่มีฤทธิ์เสริมสุขภาพจากรำข้าวขาวดอกมะลิ
  5. แผ่นฉนวนกันความร้อนและดูดซับเสียงจากเส้นใยสับปะรด
  6. ภาชนะบรรจุย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากเศษเส้นใยใบสับปะรด

 โดยผ่านช่องทางออนไลน์ Zoom Webinar

ในวันที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

พิมพ์พรรณ อโณทัยนาท (ฝ่ายสิทธิบัตร)

โทรศัพท์ 02-011-7161 ต่อ 301

Email. phimphan.an@idgthailand.com

Line: @idgthailand

Website: https://idgthailand.com/i-matching-live/


I-MATCHING ครั้งต่อไป

 

  •  7 ก.ย. 2564: มหาวิทยาลัยทักษิณ
  •  28 ก.ย. 2564: เร็ว ๆ นี้

บริการการจดทะเบียนนิติบุคคล

บริการการจดทะเบียนนิติบุคคล

รายละเอียดบริการจดทะเบียนจัดตั้ง

  • จดทะเบียน บริษัทจำกัด
  • จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • จดทะเบียน สมาคมการค้า
  • จดทะเบียน พาณิชย์ (ร้านค้า)
  • จดทะเบียน ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดบริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการอื่น ๆ  

          นอกจากการจดทะเบียนจัดตั้ง IDG ยังมีบริการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการของนิติบุคคล ได้แก่

  • แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการ
  • แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานของบริษัทจำกัด (ย้ายภายในจังหวัดเดียวกัน, ย้ายข้ามจังหวัด)
  • แก้ไขเพิ่มเติมชื่อและดวงตราสำคัญ
  • แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุที่ประสงค์
  • แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ
  • แก้ไขเพิ่มเติมมติพิเศษให้เพิ่มทุน/ลดทุน
  • แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
  • จดทะเบียนเลิก/ควบกิจการ
  • รายการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด


Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกับจดทะเบียนบริษัท

Q: ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต้องชำระทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจำนวนเท่าไหร่?

A: ต้องชำระทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

Q: หากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเลยหรือไม่?

A: ในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นใหม่ กฎหมายไม่ได้กำหนดหรือบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจจำต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันที แต่หากธุรกิจของท่านมีรายได้ 1.8 ล้านบาท กฎหมายบังคับให้ต้องมีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท

Q: ใช้คอนโด (Condominium) เป็นสถานที่ตั้งบริษัทได้หรือไม่?

A: สามารถใช้สถานที่ตั้งเป็นคอนโดจดทะเบียนบริษัทกับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ แต่ไม่สามารถใช้สถานที่ตั้งเป็นคอนโดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับทางสรรพากรได้

Q: ควรมีทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำกี่บาท?

A: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่า หุ้นหนึ่งจะต้องมีมูลค่าหุ้นไม่ต่ำกว่า 5 บาท และต้องมีผู้ก่อการ/ผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน

ดังนั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสุดของบริษัท คือ 15 บาทก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งได้แล้ว แต่ทั้งนี้ ทุนจดทะเบียนเป็นสิ่งที่แสดงถึงงบประมาณและบ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท ดังนั้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือจึงควรมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000-1,000,000 บาทขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดธุรกิจของท่าน


IDGTHAILAND มีทีมรับจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการต่าง ๆ ของบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด, สมาคมการค้า

รวมถึงธุรกิจพาณิชย์อื่นที่พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล

เพื่อประกอบธุรกิจของท่านให้เป็นไปอย่างถูกต้อง สะดวก และประหยัดเวลา

สอบถามเพิ่มเติมโทร 
0987939261 (K.
วรารัตน์ ศรีวิเชียร) หรือ
02-011-7161 ext 103

wararat.s@idgthailand.com

Line : @idgthailand

ขั้นตอนการยื่นจดสิทธิบัตร ภายในประเทศไทย

IDG ได้มองเห็นว่า ในตอนนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ได้ให้ความสนใจกับการ “จดสิทธิบัตร” กันมากขึ้น แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะหลาย ๆ คนล้วนมีฝีมือในการออกแบบ และ ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา
รวมไปถึง มีความต้องการที่จะป้องกันปัญหาการถูกละเมิดสิทธิบัตรอีกด้วย

ดังนั้น ก่อนที่จะทำการยื่นสิทธิบัตรภายในประเทศ เราต้องรู้ ประเภทของสิทธิบัตร และ ขั้นตอนขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรให้ดีก่อน  ซึ่งขั้นตอนการยื่นสิทธิบัตรภายในประเทศ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:

  1. การสืบค้นความเป็นไปได้ในการจดสิทธิบัตร
    เริ่มแรก บริษัท IDG (ตัวแทนรับสิทธิบัตร) จะนำข้อมูลงานของลูกค้ามาทำการสืบค้นจากฐานข้อมูลภายในและต่างประเทศก่อน เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ของประเภทสิทธิบัตรที่จะยื่นจด ซึ่งเราจะรวบรวมข้อมูล และ จัดทำเป็นรายงานการสืบค้นให้กับลูกค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับขั้นตอนถัดไป โดยจะแนะนำให้ลูกค้าทำการยื่นจดโดยอ้างอิงจากผลการสืบค้นเป็นหลัก ว่าเข้าข่ายสิทธิบัตรประเภทไหน แต่ทั้งนี้ การเลือกประเภทของการยื่นจดสิทธิบัตร ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ที่จะยื่นจดอีกด้วย

     

  2. การจัดเตรียมคำขอรับสิทธิบัตรและยื่นจดทะเบียน
    เมื่อสามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบของการยื่นขอความคุ้มครองสิทธิบัตรได้แล้ว IDG จะทำหน้าที่รับผิดชอบให้กับลูกค้าในเรื่องของการร่างคำขอรับสิทธิบัตรให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด > พร้อมจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง > และยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยการเตรียมเอกสารของแต่ละสิทธิบัตรประเภท จะมีความแตกต่างของข้อมูล ที่ทางบริษัทรับจดสิทธิบัตร จำเป็นต้องได้รับจากลูกค้า ดังต่อไปนี้

    2.1 สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และ อนุสิทธิบัตร

    • ในส่วนของลูกค้า จำเป็นต้องส่งข้อมูลในส่วนของกลไก การทำงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ ชิ้นส่วนเชิงวิศวกรรม สูตร กรรมวิธี ที่เกี่ยวข้องกับงานประดิษฐ์ของลูกค้า พร้อมรูปภาพประกอบ หากไม่มีรูปภาพประกอบ
      ทาง IDG ยินดีเป็นผู้จัดทำให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    2.2. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

    • จำเป็นจะต้องส่งรูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ทั้ง 6 ด้าน พร้อมภาพไอโซเมติก โดยภาพที่เหมาะสมควรเป็นภาพลายเส้นดำบนพื้นขาว หรือภาพถ่ายขาวดำที่ไม่มีพื้นหลัง

       

  3. การประกาศโฆษณา และ รับจดทะเบียน
    ในส่วนของขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่เราได้ยื่นเอกสารไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางกรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร และหากเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จะทำการประกาศโฆษณา ซึ่งผู้ขอหรือตัวแทนของผู้ขอ จะต้องไปยื่นเอกสารและชำระค่าธรรมเนียม จากนั้นคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร จะได้รับการประกาศโฆษณาเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งในระยะเวลานี้ อาจมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาคัดค้านงานของเรา และหากงานของเรามีการถูกคัดค้าน เราสามารถส่งคำชี้แจ้งให้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้

    ซึ่งในขั้นตอนการประกาศโฆษณานี้ จะมีความแตกต่างของรายละเอียดสำหรับสิทธิบัตรแต่ละประเภท ดังนี้

    • สิทธิบัตรการประดิษฐ์
      ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะแจ้งให้ผู้ขอหรือตัวแทนของผู้ขอ มาชำระค่าธรรมเนียมเพื่อประกาศโฆษณา ซึ่งต้องชำระภายใน 60 วัน หลังจากได้รับแจ้ง

      จากนั้นทางกรมฯ จะทำการประกาศโฆษณา เป็นเวลา 90 วัน และ หากไม่มีการถูกคัดค้าน ผู้ขอหรือตัวแทน ต้องยื่นขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบการประดิษฐ์ภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศโฆษณา หากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบการประดิษฐ์ จะได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์
    • อนุสิทธิบัตร
      ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะแจ้งให้ผู้ขอหรือตัวแทนของผู้ขอ มาชำระค่าธรรมเนียมเพื่อประกาศโฆษณาและรับจดอนุสิทธิบัตร ซึ่งต้องชำระภายใน 60 วัน หลังจากได้รับแจ้ง
      หลังจากนั้นจะได้รับการประกาศโฆษณาและรับจดอนุสิทธิบัตรไปพร้อมกัน ซึ่งอนุสิทธิบัตรอาจมีการยื่นให้ตรวจสอบการประดิษฐ์โดยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้ แต่ต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี หลังได้รับการจดทะเบียน 
    • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
      ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะทำการประกาศโฆษณา หลังจากผู้ขอหรือตัวแทนของผู้ขอมาชำระค่าธรรมเนียม จากนั้น หากไม่มีผู้คัดค้าน จะทำการตรวจสอบแบบผลิตภัณฑ์เพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ (ระยะเวลาที่สามารถคัดค้านได้ คือ 90 วัน) ก่อนจะรับจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
      โดยเราไม่จำเป็นต้องยื่นขอให้ตรวจสอบเหมือนกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์


เอกสารการประกอบการจดสิทธิบัตรประเภทต่าง ๆ

 

จดในนามบุคคลธรรมดา

จดในนามนิติบุคคล

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตร

กรณีผู้ประดิษฐ์เป็นบุคคลเดียวกับผู้ขอถือสิทธิ

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครองและผู้ประดิษฐ์
  3. คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร
    /อนุสิทธิบัตร
  4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  5. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์
  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  3. สำเนาบัตรประขาชนของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  5. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
  6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  7. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์

กรณีผู้ประดิษฐ์กับผู้ขอถือสิทธิ
เป็นคนละคนกัน

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครอง
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  4. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร
    /อนุสิทธิบัตร
  5. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  6. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

กรณีผู้ประดิษฐ์เป็นบุคคลเดียวกับผู้ขอถือสิทธิ

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครองและผู้ประดิษฐ์
  3. คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร
    /อนุสิทธิบัตร
  4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  5. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ทั้ง 6 ด้าน พร้อมภาพไอโซเมติก
  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  3. สำเนาบัตรประขาชนของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  5. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
  6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  7. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ทั้ง 6 ด้าน พร้อมภาพไอโซเมติก

กรณีผู้ประดิษฐ์กับผู้ขอถือสิทธิ
เป็นคนละคนกัน

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครอง
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  4. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร
    /อนุสิทธิบัตร
  5. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  6. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์
    ทั้ง 6 ด้าน พร้อมภาพไอโซเมติก


โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้จะไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพราะ IDG มีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร และ วิศวกร รวมถึง วิทยาศาสตร์หลากหลากหลายสาขา ที่พร้อมให้คำปรึกษา รวมถึงคำแนะนำ ฟรี และ มีบริการจดสิทธิบัตรครบทุกขั้นตอน

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

เบอร์โทร : 02-011-7161 ถึง 6 (ฝ่ายสิทธิบัตรต่างประเทศกด 303) 

Email: patent@idgthailand.com

อยากขายชุดตรวจ COVID-19 ต้องรู้อะไรบ้าง ?

อยากขายชุดตรวจ COVID-19 ต้องรู้อะไรบ้าง ?

        จากครั้งก่อนเราได้พูดถึง ข้อแตกต่างระหว่างชุดตรวจ COVID-19 ของบุคคลากรทางการแพทย์ กับ บุคคลทั่วไป กันแล้ว

ในครั้งนี้ เรามารู้จักกับ ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนชุดตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) รวมไปถึงประเภทของชุดตรวจกันค่ะ ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการท่านไหนที่สนใจในเรื่องของเครื่องมือการแพทย์อยู่แล้ว ขอบอกเลยว่า รู้ก่อนได้เปรียบนะคะ

         เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ประชากรในประเทศไทยจำนวนมากที่ต้องรอคิว และ ไม่สะดวกไปตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีมาตรฐานอย่าง Real Time Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) ดังนั้น การตรวจเชื้อไวรัสนี้ด้วยตัวเองจะสามารถช่วยคัดแยกผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น และ ให้ได้รับการรักษาทันเวลา

        ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรถ้าช่วงนี้จะมีการ ซื้อ-ขาย ของ Rapid Test กันเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และแน่นอนว่า คงจะมีผู้ประกอบการหลาย ๆ คน สนใจอยากที่จะจำหน่าย ชุดตรวจ COVID-19 นี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น ต้องรู้รายละเอียดต่อไปนี้ก่อนนะคะ


 

  1. เราต้องทราบก่อนว่าชุดตรวจ COVID-19 มีกี่ประเภท ?
    ประเภทของชุดตรวจ COVID-19 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ปรเภทหลัก ๆ ดังนี้ :

1.1. การตรวจโควิด-19 แบบ Real Time Polymerase Chain Reaction (RT-PCR)

        การตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR จะแจ้งผลได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง เพราะปกติแล้ว จุดตรวจที่เก็บตัวอย่างนั้นมักตั้งอยู่ห่างจากห้องปฎิบัติการ เลยทำให้ต้องใช้เวลาในการขนย้ายและทำการตรวจพิสูจน์ผล
        ในส่วนผลของการตรวจจะมี ผลเป็นบวก และ ลบ ดังนั้นหากมีการพบเชื้อ COVID-19 ผลออกมาจะเป็น บวก (Positive)  แต่ถ้าไม่พบเชื้อ ผลจะออกมาเป็น ลบ (Negative) นั่นเอง
        
นอกจากนี้ แพทย์อาจให้มีการตรวจสแกนคอมพิวเตอร์ (CT-Scan) เพิ่มเติมในบางราย เพื่อ ช่วยวินิจฉัยโรค COVID-19 และดูการกระจายของเชื้อ

1.2. การตรวจโควิดแบบ Rapid test จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย

  • เป็นการนำตัวอย่างไปตรวจหาเชื้อไวรัส (Antigen) 
  • เป็นการนำตัวอย่างเลือดไปตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody)

ชุดตรวจ Rapid test สามารถใช้งานได้ง่าย และ รวดเร็ว แต่ก็มีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงกว่าแบบ PCR เนื่องจากมีปัจจัยที่อาจทำให้ผลไม่แม่นยำได้ หรือ ไม่พบเชื้อได้ ดังนั้นจะต้องตรวจหลังจากรับเชื้อมาแล้ว 5-14 วัน ผลจึงจะมีความแม่นยำ และ หากตรวจหาภูมิคุ้มกัน จะต้องตรวจในวันที่ 10 เป็นต้นไป จนกระทั่งหายจากโรค

  1. เพิ่มขอบข่าย Clinical laboratory  ลงไปในสถานที่นำเข้าหรือสถานที่ผลิต 
  2. ยื่นขอนำเข้าเฉพาะครั้ง เพื่อนำเข้าตัวอย่างชุดตรวจโควิด-19 ในปริมาณที่จำเป็น เพื่อนำไปประเมินเทคโนโลยี 
  3. หลังจากประเมินเทคโนโลยีเสร็จแล้ว จะส่งเรื่องไปให้ผู้เชี่ยวชาญจากสภาเทคนิคการแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบอีกครั้ง 
  4. ถ้าผู้เชี่ยวชาญจากสภาเทคนิคการแพทย์เห็นชอบ ก็จะส่งเรื่องกลับมาที่ อย. เพื่อออกใบรับรองการประเมินเทคโลยีในลำดับถัดไป


โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้จะไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพราะ IDG มีผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาฟรี

และ มีบริการจดทะเบียนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ที่พร้อมจะช่วยผู้ที่สนใจจะนำเข้าหรือจำหน่าย เครื่องชุดตรวจCOVID-19 อย่าง Rapid Antigen Test ครบทุกขั้นตอน

โดยผู้ประกอบการสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นอย. (FDA) โดยตรงที่ฝ่าย Regulatory ของเรา

โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 102 

E-Mail: tm@idgthailand.com