Entries by IDG Admin

โปรโมชั่น : เกินคุ้ม คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเดียว

clmv-promotion

เสริมแกร่งให้แบรนด์ของคุณแบบยกกำลังสอง กับแพ็คเกจพิเศษเฉพาะคุณ!

บริการจดทะเบียนในประเทศจีน และประเทศกลุ่ม CLMV แหล่งเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคอาเซียน กับข้อเสนอที่คุณไม่กล้าปฏิเสธ

รายละเอียด
–  สำหรับบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ จีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และ
เวียดนาม ประเทศละ 19,900 บาท จากเดิมประเทศละ 28,000 บาท

– สามารถซื้อแพ็คเกจและใช้นำมาใช้บริการกับ IDG ภายหลังได้ ภายใน 60 วัน (เพื่อตอบโจทย์ในกรณีที่ลูกค้าอาจจะยังไม่มั่นใจเรื่องโควิด หรือ อยู่ระหว่างการสร้างแบรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากช่วงโควิดแล้วยังต้องการเวลาในการปรับปรุงดีไซน์ หรือดำเนินการจดทะเบียนในไทยก่อน เป็นต้น

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้าต่างประเทศ Ext 104,105

E-Mail: tm@idgthailand.com

เงื่อนไข
– ค่าบริการตามโปรโมชั่น รวมค่าธรรมเนียมของสำนักเครื่องหมายการค้าทั้งหมดแล้ว ตลอดจนค่า วิชาชีพทนายความรับรองลายมือชื่อ การจัดส่งเอกสารไปยังต่างประเทศและการนำส่งหนังสือสำคัญ แสดงการจดทะเบียนทางไปรษณีย์ภายในประเทศ
– การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศเมียนมานั้น ดำเนินการตามระบบจดทะเบียนรูปแบบเดิม ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการยื่นขอบันทึกข้อมูลในช่วง Soft Opening แล้ว
– โปรโมชั่นดังกล่าว ไม่สามารถเปลี่ยแปลงเป็นเงินสด และไม่สามารถใช่ร่วมกับส่วนลด หรือแคมเปญ ส่งเสริมการขายอื่น ๆ สำหรับบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV ได้

I-MATCHING ปีที่ 2 : 8 มิ.ย. : มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

i-matching 2

i-matching ปีที่ 2 ครั้งที่ 5  📣

กิจกรรมนำเสนอผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่พร้อมให้ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

 .

ครั้งที่ 5 พบกับผลงานจากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

มาพร้อมช่วง iMatching Talk มาพูดคุยกับ รศ.ดร.วาริน อินทนา อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร เป็นเจ้าของผลงานวิจัย ชีวภัณฑ์จากเชื้อรา
“Trichoderma asperellum NST -009” อีกด้วย

.

และพบกับการนำเสนอผลงานที่โดดเด่น 6 ผลงาน

1. สูตรอาหารเลี้ยงเชื้อสำหรับบ่งชี้เชื้อรา Candida glabrata
2. อาหารคัดเลือกจำเพาะสำหรับเพาะเลี้ยงเชื้อราเดอร์มาโตไฟต์ ชนิดทริโคพัยตอน
3. ชุดทดสอบวุ้นอาหารความหนืดสูงสำหรับคัดเลือกเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์
4. ถ้วยยางป้องกันการสัมผัสลูกบิด
5. TRIOCIN
6. กรรมวิธีการผลิตผงน้ำส้มจาก

โดยผ่านช่องทางออนไลน์ Zoom Webinar

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

พิมพ์พรรณ อโณทัยนาท (ฝ่ายสิทธิบัตร)

โทรศัพท์ 02-011-7161 ต่อ 301

Email. phimphan.an@idgthailand.com

Line: @idgthailand

Website: https://idgthailand.com/i-matching-live/

I-Matching ครั้งต่อไป

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร ?

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร ?

             ในปัจจุบัน ธุรกิจบริษัทฯทุกขนาด ต่างมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลของลูกค้า เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล หรือแม้แต่จะเป็นใบหน้า รวมไปถึงเสียง ก็ล้วนเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งสิ้น ดังนั้นในแต่ละองค์กรจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการรั่วไหลข้อมูลของลูกค้า ในขณะเดียวกันองค์กรได้สร้างความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจอีกด้วย

             วันนี้ IDG ขอนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีความเกี่ยวข้องกันกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร ?

            เงื่อนไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้มีการบังคับใช้ในกรณีที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิ่งที่เกิดจากการประดิษฐ์, คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว มีจุดเกาะเกี่ยวที่น่าสนใจ อาทิ

1. ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า (Customer database) กับความลับทางการค้า

          ในสมัยที่ยังไม่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ข้อมูลการค้าที่ประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนตัว หรือจะเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสมในการรักษาไว้ข้อมูลอย่างเป็นความลับ ตามความหมายของ “ความลับทางการค้า” ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นหนึ่งในขอบเขตของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

            ในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ข้อมูลความลับทางการค้าต่างๆที่ประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า จะถูกนำมาแยกส่วนและมีความคุ้มครองที่แตกต่างกัน โดยรวบรวมและประมวลผลข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ เพื่อทำเป็น Customer database และบริษัทมีหน้าที่ต้องแยกข้อมูลเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ด้วย

            ตัวอย่างเช่น IDG เป็นบริษัทฯ ที่ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร, เครื่องหมายการค้า และอื่น ๆ ทางบริษัทฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประจำตัวประชาชน, หรือช่องทางในการติดต่อ ไว้สำหรับเป็นข้อมูลในการจัดเตรียมเอกสารในการดำเนินการต่างๆ ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด เพื่อดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง ถือว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลไว้ประมวลผลข้อมูลตามฐานสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา ไว้สำหรับใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญา กล่าวคือ บริษัทฯ จะต้องรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมาเท่าที่จำเป็นและสำคัญต่อการดำเนินงานเท่านั้น โดยแยกออกจากข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าเกิดขึ้น

 

2. เทคโนโลยี Biometrics กับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

          Biometrics คือ ลักษณะของมนุษย์ที่สร้างเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ในปัจจุบันถูกนำมาใช้กับเทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย เพื่อใช้ในการระบุตัวตนและตรวจพิสูจน์ผู้ใช้โดยใช้เทคนิคการแปรค่าเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล (Personal identity) ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ (Physical) หรือพฤติกรรม (Behavioral Characteristics) มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่าง ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถแบ่งกว้าง ๆ ออกเป็น 2 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่

  1. ลักษณะทางกายภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ลายฝ่ามือ จอตา ม่านตา ใบหน้า ใบหู รหัสพันธุกรรม (DNA)
  2. ลักษณะทางพฤติกรรม เช่น เสียง ลายเซ็น และการพิมพ์

            โดยที่ Biometrics ดังกล่าวข้างต้น จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรูปแบบของ Biometric Authentication เช่น Fingerprint Scanner, Face ID บนโทรศัพท์มือถือ หรือVoice Recognition จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive data) ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นข้อมูลที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลโดยแท้ และหากถูกเปิดเผยโดยไม่ชอบก็จะมีความเสี่ยงในการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมได้โดยง่าย

          เมื่อพิจารณาในแง่ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การนำ Biometrics มาใช้กับเทคโนโลยีเพื่อก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม ทั้งยังก่อให้เกิดขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงต้องมีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2552 ซึ่งจะมีผลให้ผู้คิดค้นเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวในการมีสิทธิเด็ดขาด หรือสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว

            ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันธนาคาร เริ่มนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (facial recognition) มาใช้สำหรับลูกค้าใหม่ที่เพื่อวัตถุประสงค์ในการยืนยันตัวตนสำหรับการเปิดบัญชีเงินฝาก
ออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (แบบออนไลน์) ของธนาคารด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป
การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ มีผลให้ธนาคารมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล โดยข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial recognition) ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวที่มีความอ่อนไหว ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดการฝ่าฝืนหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลตามที่ฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้

           ดังนี้ ทาง IDG จึงเล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหรือองค์กรธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงบุคคลธรรมดา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องดังกล่าวให้ความสำคัญกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ควบคู่กับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565

 


IDGTHAILAND มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทางด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือธุรกิจของท่านให้ก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง และลดความเสี่ยงในการละเมิดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-011-7161 ext 104 / Line : @idgthailand

R&D สิ่งที่คุณอาจมองข้ามก่อนลงทุนในยุคที่บริษัทเติบโตด้วยนวัตกรรม

R&D สิ่งที่คุณอาจมองข้ามก่อนลงทุนในยุคที่บริษัทเติบโตด้วยนวัตกรรม

R&D บอกอะไรได้บ้าง และ impact กับการลงทุนมากแค่ไหน?

        อย่างที่ทุกคนทราบ นักลงทุนทุกคนจะศึกษาข้อมูลของบริษัทรวมถึงสตาร์ทอัพ (start up) ที่สนใจที่จะลงทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของสถานภาพทางการเงิน กำไร-ขาดทุน กระแสเงินสด ธุรกิจ การลงทุนจากบริษัทอื่น ๆ เช่น

การลงทุน R&D

        แต่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปก็คือการศึกษาข้อมูล R&D

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูล R&D ?

       จากการให้ความสำคัญกับข้อมูลการเงินและการลงทุน ทำให้เห็นว่านักลงทุนทุกคนอยากลงทุนกับบริษัทที่มีงบการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี มีกำไรสุทธิเฉลี่ยที่ดีถึงแม้ว่าจะมีการนำเงินไปขยายการผลิตบ้าง หลาย ๆ คนอาจมองว่า R&D อาจเป็นแค่ทีมทีมหนึ่งในบริษัท หากลองคิดตามความเป็นจริง R&D นั้นถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญมากทีเดียว เพราะต่อให้บริษัทมีทีมการตลาดที่เก่งมากแค่ไหน หากสินค้าที่ผลิตออกมาไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ไม่มีความโดดเด่น ประสิทธิภาพสู้คู่แข่งไม่ได้ก็คงไม่มีคนซื้อ ดังนั้นการศึกษาข้อมูล R&D ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรศึกษาก่อนลงทุน

การศึกษาข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยในบริษัทต่าง ๆ ทำให้เราเห็นถึง

       การศึกษา R&D นั้นเราอาจศึกษาได้จากหน้าเว็บ หรือ Annual report ว่ามีการจัดสรรเงินไปวิจัยและพัฒนากี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการวิจัย อย่างไรก็ตามการที่เราดูแค่ตัวเลขเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าบริษัทวิจัยเทคโนโลยีอะไรกันอยู่ ดังนั้นทาง IDG ขอพูดถึงคำว่า “การวิเคราะห์ข้อมูลจากสิทธิบัตร” เพราะจำนวนสิทธิบัตรในบริษัทสามารถสะท้อนถึงปริมาณและคุณภาพของงานวิจัย และสิทธิบัตรยังเป็นสิ่งที่ยืนยันสำหรับบริษัท ว่าสิทธิของผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นที่สามารถผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งนักลงทุนทุกคนสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุนได้


          หากนักลงทุนหรือบริษัทที่มีความสนใจจะลงทุนกับบริษัทอื่น ๆ สามารถติดต่อสอบถามกับทาง IDG ได้ ทาง IDG มีนักวิเคราะห์สิทธิบัตรที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจของคุณ ติดต่อเราเพื่อสอบถามรายละเอียด

ทีมวิเคราะห์สิทธิบัตร

Tel : 02-0117161 ต่อ 302

Line : @idgthailand

E-mail : Pattaraporn.srg@idgthailand.com


Corporate Identity Design คืออะไร? ทำไมเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรมี

            เคยสงสัยกันไหม? ว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราจดจำแบรนด์ดังๆได้ เช่น เราจดจำชื่อแบรนด์นี้ได้ เราเห็นสีแบบนี้แล้วเรานึกถึงแบรนด์นี้เป็นอันดับแรก logo Font การจัดวาง Artwork Template ถ้อยคำที่ใช้สื่อสาร หรือภาพลักษณ์ต่างๆที่สะท้อนให้ลูกค้าเห็นบ่อยๆ รวมไปถึงบุคลิกภาพของแบรนด์ที่สะท้อนผ่านการให้บริการ หรือคนในองค์กรที่มองเห็นและสะท้อนพันธกิจขององค์กรออกมาเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เป็นอัตลักษณ์ขององค์กร หรือเรียกว่า “Corporate Identity” (CI) หรือ Brand Identity นั่นเอง

           Corporate Identity (CI) หรือ Brand Identity คือ การสื่อสารเรื่องราวหรือภาพลักษณ์ขององค์กรสู่สายตาลูกค้า โดยที่เป็นการโฟกัสไปที่เรื่องของ Visual หรือการแสดงออกด้วยภาพนั่นเอง ซึ่งถือว่า CI เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากในการทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตน ลักษณะเฉพาะขององค์กร และต้องมีความสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจด้วย เมื่อเราสะท้อนอัตลักษณ์องค์กรของเราออกไปสู่สายตากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการที่จะสื่อสารด้วย จะทำให้แบรนด์ของเรามีความโดดเด่น แตกต่างจากธุรกิจคู่แข่งประเภทเดียวกัน นอกจากจะช่วยให้ลูกค้าของเราจดจำได้ ยังช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  และทำให้แบรนด์ของเราอยู่ในใจลูกค้าได้ไม่ยาก

               องค์ประกอบที่จะทำให้แบรนด์ของเรามีความแข็งแกร่ง มีหลากหลายปัจจัยประกอบร่วมกัน จะขอยกองค์ประกอบหลักๆของ Corporate Identity ที่ควรจะมีค่ะ

1. บุคลิกภาพของแบรนด์ Persanolity Brand

เมื่อพูดถึง CI หลายๆคนอาจจะนึกถึงเรื่องของ Design ขึ้นมาก่อน ซึ่งจริงๆแล้วนอกจากเรื่องของ Design แล้ว การแสดงออกของแบรนด์ในด้านอื่นๆก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่จำเป็นมาก การสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ของเราแตกต่าง ต้องเริ่มจากการที่แบรนด์ของเราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราอยากสื่อสารคือใคร ทำไปเพื่ออะไร เป้าหมายที่แบรนด์ของเรายึดมั่นคืออะไร เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว สิ่งต่างๆจะค่อยๆตามมาและสะท้อนเป้าหมายออกมาให้เห็นเป็นภาพมากขึ้น

2. การออกแบบ Design

เมื่อวางบุคลิกภาพของแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย ทิศทางของแบรนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของการออกแบบ หรือ Corporate Identity Design ซึ่งส่วนนี้คิดว่าหลายคนคงพอจะนึกภาพออก อาทิเช่น Logo, Website, Ads Template, Stationery, Uniform และอื่นๆอีกมากมาย

2.1 การออกแบบโลโก้ Logo

สิ่งที่จะปรากฎอยู่ในทุกๆที่และสร้างการจดจำได้ดีที่สุดก็คือ Logo ถึงแม้ว่า Logo จะไม่ใช่ Brand หรือทุกสิ่งทุกอย่างของ Brand แต่ Logo เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของการสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายที่สุดและอยู่ในทุกๆจุดที่เราต้องการสื่อสารแบรนด์ออกไป การออกแบบ Logo นั้นจึงควรคำนึงถึงการใช้งานในภาพรวม ว่าจะไปวางอยู่จุดไหน ส่วนไหนของสินค้า/บริการบ้าง ควรออกแบบให้สื่อสารถึง Persanolity Brand ที่เราได้วางไว้ด้วย และควรเลือกใช้สีที่มีความสอดคล้องไปกับธุรกิจของเราเพื่อสร้างการจดจำและสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกถึงกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น Nike ที่เห็นรูปปีกไนกี้ก็จดจำได้ทันที หรือ Adidas แม้จะมีเพียงขีด3ขีด ไม่มีชื่อแบรนด์ ก็นึกออกทันที

2.2 สี Color palette

การเลือกใช้สีกับแบรนด์เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่จดจำแบรนด์ได้จาก “สี” ที่เลือกใช้ และเมื่อเลือกใช้สีใดแล้ว ก็ควรนำไปใช้กับทุกๆสื่อที่ผลิตออกมาสู่สายตาของลูกค้า เช่น การทำ Website, บรรจุภัณฑ์ (Packaging), สีของ Logo แต่ทั้งนี้ เราสามารถเลือกแทรกสีอื่นที่ต่างเข้าไปใช้งานร่วมด้วยได้บ้างตามโอกาส แต่ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป จนทำให้สีหลักนั้นถูกลืมไป และควรใช้ไปตลอดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  จะยิ่งตอกย้ำและสร้างการจดจำได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์เครื่องดื่ม Coke ที่มีสีแดงเป็นเอกลักษณ์ หรือธุรกิจธนาคารที่ใช้สีสร้างการจดจำ เช่น ธนาคารออมสิน ที่ใช้สีชมพู, ธนาคารไทยพานิชย์ที่ใช้สีม่วง

2.3  ตัวอักษร Font 

การเลือกใช้ Font ประจำองค์กร ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้ Font ในงานกราฟิกต่างๆ ควรใช้ชุด Font เดียวกันอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรูปแบบ Font ให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ขององค์กรก็มีผลต่อการจดจำด้วยเช่นกัน เช่น หากต้องการให้ Brand มีความทันสมัย อาจเลือกใช้ชุด Font ที่ไม่มีหัว ตัวเรียวบาง ประเด็นสำคัญคือไม่ควรเปลี่ยนบ่อยๆ อาจทำให้ลูกค้าสับสนได้ยกตัวอย่างเช่น IKEA ที่ออกแบบ Ads โดยใช้ชุด Font แบบเดียวกัน จัดวางให้มีความ Clean และ Minimal อยู่ตรงไหนคนก็จำได้

2.4 Template

ในการทำธุรกิจ การสื่อสารกับลูกค้าในช่องทางต่างๆ การส่งอีเมล นามบัตร หัวจดหมายต่างๆ เกิดขึ้นอยู่แทบทุกวัน ยิ่งในยุคที่ทุกธุรกิจควรมีตัวตนบน Platform online มีการทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารแบรนด์อยู่เสมอ การสร้าง Template ที่มีความสอดคล้องกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะทำให้ธุรกิจมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง เป็นมืออาชีพ และสร้างภาพจำได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง AIS ที่ใช้สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์มาเป็นจุดเด่นที่ต้องมีในทุกๆที่

ในยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญและยากยิ่งกว่าคือการสร้างตัวตนของแบรนด์ ให้แข็งแกร่งและสู้กับคู่แข่งที่มีอยู่อย่างมากมาย ทำให้แบรนด์ เป็นที่จดจำและอยู่ในใจของลูกค้า การมี Corporate Identity Design ที่แข็งแรงนั้นเป็นสิ่งสำคัญและทุกแบรนด์ ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ตาม การสื่อสาร CI ที่คุมโทนและต่อเนื่อง จะช่วยให้ตัวตนแบรนด์ เป็นที่จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น  อย่าลืมที่จะศึกษาคู่แข่ง และติดตามเทรนด์อยู่ตลอด หรือสามารถใช้เครื่องมือทางการตลาดในการศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าก็ได้เช่นกัน ว่า Brand CI ของเรานั้นยังมีอะไรที่สามารถปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไปได้ รวมไปถึงการที่เราจะต้องมีการพัฒนา Product หรือ Service ธุรกิจของเราอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เมื่อทำทั้งหมดนี้แล้ว Brand ของคุณจะต้องมีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตนที่ยากจะเลียนแบบอย่างแน่นอน


IDG ให้บริการออกแบบโลโก้ และ อัตลักษณ์องค์กร (corporate Identity)  

สร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ (Brand Identity) ที่จะเสริมธุรกิจของคุณให้แข็งแรง และเป็นที่จดจำด้วยความโดดเด่น แตกต่าง และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เรายินดีให้คำปรึกษา ด้านการออกแบบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์และธุรกิจของคุณ

https://idgthailand.com/design/#logodesign 

https://idgthailand.com/design/#CIdesign 

สิทธิบัตรใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

สิทธิบัตรใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

ในโลกปัจจุบันได้มีการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ออกมามากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่มีอย่างหลากหลาย ซึ่งบางสิ่งประดิษฐ์มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จนทำให้คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเป็นสิ่งของทั่วไปที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร และมันอาจดูธรรมดาเสียจนไม่น่าที่จะนำไปจดเป็นสิทธิบัตรได้ แต่รู้หรือไม่ว่า มีสิทธิบัตรจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากการนำสิ่งของเครื่องใช้รอบตัวมาต่อยอด พัฒนา หรือออกแบบเพิ่มเติม และจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองเป็นสิทธิบัตรประเภทต่าง ๆ ซึ่งบางอย่างก็ใกล้ตัวเราจนคาดไม่ถึง ลองมาดูงานเหล่านี้กันครับ

1. กระติกน้ำแข็ง (คำขอรับสิทธิบัตรเลขที่คำขอ “1803000604” ชื่อการประดิษฐ์ “กระติกน้ำแข็งที่มีฝาเปิดกางได้ 180 องศา”)

: หลายคนคงเคยไปแคมป์ปิ้งปิกนิกกับครอบครัว หรือไปสังสรรค์กับเพื่อน และคงได้มีโอกาสใช้กระติกน้ำแข็งกันอยู่บ้าง ซึ่งในฐานข้อมูลสิทธิบัตรไทยพบว่า มีผู้พัฒนากระติกน้ำแข็งและนำมาจดเป็นสิทธิบัตรโดย ลักษณะพิเศษที่โดดเด่น คือ การทำให้ฝากระติกสามารถกางได้ 180 องศา ดังแสดงในรูปด้านล่าง

2. แฟ้มเก็บเอกสาร (คำขอรับสิทธิบัตรเลขที่คำขอ “1703002452” ชื่อการประดิษฐ์ “แฟ้มกล่องอเนกประสงค์”)

: คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรณรงค์ให้ลดการใช้เอกสารในรูปแบบกระดาษ และส่งเสริมการใช้เอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กโทรนิค แต่เอกสารในรูปแบบกระดาษก็ยังมีความจำเป็นสำหรับการทำงานในบางลักษณะ ส่งผลให้การจัดเก็บเอกสารด้วยแฟ้มเอกสารยังคงมีความสำคัญ พบว่ามีผู้นำแฟ้มเอกสารมาออกแบบและพัฒนาเพิ่มเติม และนำไปจดสิทธิบัตร โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ยึดเอกสารภายในแฟ้ม ทำให้ไม่จำเป็นต้องเจาะรูบนกระดาษเพื่อใส่เอกสารเข้าไปในแฟ้ม ดังแสดงในรูปด้านล่าง

3. คลีปหนีบกระดาษ (คำขอรับสิทธิบัตรเลขที่คำขอ “0902001922” ชื่อการประดิษฐ์ “คลิปหนีบกระดาษ” และคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่คำขอ “0602000865” ชื่อการประดิษฐ์ “คลิปหนีบกระดาษ”)

: ในบรรดาอุปกรณ์สำหรับสำนักงาน หลายคนคงได้ใช้คลิปหนีบกระดาษนี้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เหมือนว่าล่องหนได้เพราะมักจะหมดไปจากโต๊ะทำงานโดยไม่รู้ตัว คลิปหนีบกระดาษได้มีผู้ออกแบบรูปร่าง ลักษณะภายนอกใหม่ และมีการนำมายื่นจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้ด้วย ดังรูปที่แสดงด้านล่าง ถึงแม้ว่าคลิปหนีบกระดาษจะไม่ได้มีการทำงานที่ซับซ้อน แต่หากมีการออกแบบใหม่ก็สามารถขอรับความคุ้มครองลักษณะภายนอกของมันได้

4. ภาชนะรองแก้วน้ำ (คำขอรับสิทธิบัตรเลขที่คำขอ “0601004700”ชื่อการประดิษฐ์ “ภาชนะรองแก้ว”)

: สำหรับคนที่ชอบนำแก้วน้ำมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว หรือวางบนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำเย็น น่าจะเจอปัญหาการเกิดหยดน้ำบนพื้นผิวที่นำไปวาง ซึ่งในบางครั้งที่รองแก้วทั่วไปก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ สำหรับปัญหานี้ได้มีผู้ให้ความสนใจและนำมาสร้างสรรค์เป็นสิ่งของเพื่อแก้ไขการเกิดหยดน้ำอยู่บนพื้นผิวที่ไม่ต้องการ โดยการพัฒนาที่รองแก้วโดยเพิ่มที่เก็บน้ำขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อลดหยดน้ำที่จะติดอยู่ใต้แก้ว ดังแสดงในรูปด้านล่าง และนำไปจดเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์อีกด้วย

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรานั้น สามารถนำมาออกแบบและพัฒนาเพิ่มเติมให้มีความโดดเด่นและดีกว่าเดิม รวมถึงเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มีการคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเป็นคนแรกและยังไม่ได้ผลิตหรือจำหน่ายไปแล้ว สามารถนำไปยื่นจดเป็นสิทธิบัตรเพื่อให้ได้รับสิทธิในผลงานนั้น ๆ แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดว่าผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ของคุณที่ผ่านการคิดค้นพัฒนามาอย่างตั้งใจและยากลำบาก จะไม่สามารถยื่นจดสิทธิบัตรได้ โดยหากท่านยังไม่มั่นใจว่าสินค้าของท่านจะจดเป็นสิทธิบัตรได้ไหม สามารถติดต่อสอบถามทาง IDG เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำสำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ในการยื่นจดสิทธิบัตร IDG ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำแก่ท่านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ครับ

I-MATCHING ปีที่ 2 : 18 พ.ค. : มหาวิทยาลัยขอนแก่น

i-matching ปีที่ 2 ครั้งที่ 4  📣

กิจกรรมนำเสนอผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่พร้อมให้ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

 .

ครั้งที่ 4 พบกับผลงานจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

โปรโมชั่นช่วงโควิด ! สำหรับผู้ทำสัญญาขออนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานที่นำเสนอในครั้งนี้

ฟรี! ค่าเปิดเผยเทคโนโลยี (Upfront fee)

ฟรี! ค่าตอบแทนการใช้สิทธิรายปี (Royalty fee) ในปีแรก โดยเริ่มชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิรายปี (Royalty fee) ในปีที่ 2 เพียง 3 % จากยอดขายเท่านั้น

.

พบกับผลงานที่โดดเด่น 12 ผลงาน

1. ปลาส้มผงรสสมุนไพร
2. ปลาส้มผงรสสาหร่าย
3. ถุงเจลโพลิเมอร์สำหรับประคบ
4. กรรมวิธีการผลิตเต้าหู้กาบา
5. สูตรสารสกัดต้านการอักเสบสำหรับแผลที่ผิวหนัง
6. สูตรผักแผ่นอบกรอบ
7. สูตรขนมปังกรอบที่มีส่วนผสมของแป้งกล้วย
8. ข้าวพร้อมรับประทานเสริมโปรตีนไฮโดรไลเซทจากรำข้าว
9. เยลลี่สำหรับผู้มีปัญหาการเคี้ยวและกลืน
10. อุปกรณ์ตัดแยกหัวมันสำปะหลังออกจากเง้า
11. ผงไขน้ำปรุงรสและกรรมวิธีการผลิตผงไข่น้ำปรุงรสดังกล่าว
12. สูตรผงไขน้ำปรุงรส

โดยผ่านช่องทางออนไลน์ Zoom Webinar

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

พิมพ์พรรณ อโณทัยนาท (ฝ่ายสิทธิบัตร)

โทรศัพท์ 02-011-7161 ต่อ 301

Email. phimphan.an@idgthailand.com

Line: @idgthailand

Website: https://idgthailand.com/i-matching-live/

I-Matching ครั้งต่อไป

4 เหตุผล ทำไมคุณต้องมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)

4 เหตุผล ทำไมคุณต้องมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)

     ปัจจุบันนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นหนึ่งในเอกสารที่สําคัญสําหรับการทำธุรกิจของคุณ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบออฟไลน์ หรือออนไลน์ ไม่ว่าจะทำบริการบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ หรือแอปพลิเคชันบนเดสก์ท็อป (Destop) ก็ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัวจะเข้ามามีบทบาทสำคัญด้วยเหตุผล 4 ประการดังนี้

เหตุผลที่ 1: กฎหมายบังคับให้ต้องมีหากคุณมีการ เก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

หนึ่งในเหตุผลที่สําคัญที่สุด ที่กำหนดว่าทําไมคุณถึงต้องจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากวันนี้ประเทศไทยของเรามีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ ที่เราเรียกกันคุ้นหูว่า “PDPA” ที่ประกาศให้มีผลบังคับใช้บางหมวดไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา แต่ได้มีการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ทั้งฉบับออกไป 1 ปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สมบูรณ์ใน วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ที่จะถึงนี้ กำหนดให้บุคคลหรือนิติบุคคลใดที่มีการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง วัตถุประสงค์ของการประมวลผล แหล่งที่มาของการเก็บรวบรวมข้อมูล และทราบสิทธิ์ของตนเอง

เหตุผลที่ 2: บริการของคุณอาจมีการใช้บุคคลอื่นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

การทำธุรกิจของคุณอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้บริการจากบุคคลอื่น ในการประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของคุณเพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นของคุณ หรือใช้บริการเครื่องมือสำหรับการทำ    โฆษณาออนไลน์ในรูปแบบการติดตามกลุ่มเป้าหมาย (Remarketing) ที่มีประสิทธิภาพ เช่น Google AdWords หรือ Google Analytics ซึ่งแต่ละที่มีการทำ Remarketing มีการเก็บและใช้ คุกกี้ (“Cookies”) เพื่อติดตามพฤติกรรมทางออนไลน์ของลูกค้าและนำไปประมวลผลเพื่อแสดงโฆษณาที่เหมาะสมและตรงตามความตามความสนใจของลูกค้า ด้วยเหตุผลนี้เอง ทําให้คุณต้องมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพราะ การที่คุณให้บุคคลอื่น อย่างเช่น Google Analytics เข้ามาทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า จะต้องมีเงื่อนไขและข้อกําหนดเกี่ยวกับการยินยอมให้บุคคลนั้น ๆ เข้าประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นเอกสารสำคัญที่จะทำให้คุณและบุคคลอื่นสามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามวัตถุประสงค์และถูกต้องตามกฎหมาย

เหตุผลที่ 3: ลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

เหตุผลอีกประการคือ ลูกค้าของคุณเริ่มตื่นตัวและใส่ใจความเป็นส่วนตัวในข้อมูลของตนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงการเก็บ รวบรวม ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทางออนไลน์แล้ว โดยลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการที่จะรู้ว่าคุณมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสร้างความไว้วางใจมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับคุณ เช่น ชื่อ-สกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารที่จะต้องจัดทำเพียงเพราะกฎหมายกําหนดให้มีเท่านั้น แต่เป็นช่องทางสื่อสารที่ดีในการแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าคุณเชื่อถือได้และมีขั้นตอนในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาด้วยความระมัดระวังตามขอบเขตของกฎหมาย

เหตุผลที่ 4: เพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน และขอบเขตการเก็บ รวบรวม ใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กรของคุณ

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำมาเป็นคัมภีร์ในการกำหนดระเบียบและวิธีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ รวบรวม ใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรของคุณ เนื่องจากคุณอาจจะมีบริการที่หลากหลายและมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไปตามบริการ การมีนโยบายส่วนบุคคลจะช่วยให้คุณและทีมของคุณกำหนดเงื่อนไขการใช้บริการภายใต้ขอบเขต และจัดการกับข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรให้เหมาะสมกับบริการของคุณได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าของคุณต้องถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพจากการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

จากที่กล่าวมาข้างต้น หากเราเข้าใจและให้ความสำคัญเรื่องนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนที่กฏหมายจะเริ่มใช้ในเดือน มิถุนายน 2564  ที่จะถึงนี้ IDG เชื่อว่าจะลดความเสี่ยงให้กิจการของท่านในอนาคตได้อย่างแน่นอน

เครื่องหมายสามมิติ คืออะไร

เครื่องหมาย 3 มิติ คืออะไร

          การจดทะเบียนเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุหรืออาจเรียกได้ว่า เครื่องหมายสามมิติ นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า “รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ” หมายถึง เครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุที่แสดงถึงด้านกว้าง ด้านยาว ด้านลึก และแสดงชัดเจนให้เห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายในลักษณะอย่างอื่นตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ เป็นต้น

          และในการยื่นจดทะเบียนจะต้องแสดงทั้งด้านกว้าง ด้านยาว ด้านลึก ซึ่งอาจเป็นตัวสินค้า (Product Design) หรือเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้า (Product Packaging) ก็ได้ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้วางระเบียบแนวทางในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายเหมือนแนวทางการรับจดทะเบียนเครื่องหมายทั่วไป ดังนี้

  1. ต้องเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ
  2. เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน
  3. เป็นเครื่องหมายที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

เครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 832305 (บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด)

          ในปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มนิยมนำเครื่องหมาย 3 มิติ มาจดทะเบียนกันมากขึ้น แต่แนวปฏิบัติของแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกันไป ส่วนในประเทศไทยนับว่ายังไม่เป็นที่นิยมในการจดทะเบียนมากนัก ดังจะเห็นได้จากการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหลายคำขอที่ส่วนใหญ่จะยื่นจดในลักษณะรูปเครื่องหมายทั่วๆไป

ทั้งนี้หากเรามีเครื่องหมายการค้าที่เป็นลักษณะรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ ก็สามารถเลือกขอรับความคุ้มครองในรูปทรงดังกล่าวโดยเลือกในคำขอยื่นจดทะเบียนได้เลย

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา
โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการ
โทร: 02-011-7161 ถึง 6
ฝ่ายสิทธิบัตร กรุณากด 301, 302, 303, 304
E-Mail: patent@idgthailand.com

Click Here

PEUGEOT ความท้าทายใหม่ในการสร้าง Brand Identity

        ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์รถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง PEUGEOT จะออกมาส่งเสียงคำราม ประกาศความเป็นเจ้าตลาดยักษ์ใหญ่ในวงการผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรป ซึ่งในขณะนี้ต้องยอมรับเลยว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังพัฒนาและแข่งขันกันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ถึงแม้ PEUGEOT จะเป็นแบรนด์จักรยานยนต์และรถยนต์ที่มีประวัติยาวนานกว่าสองศตวรรษ 

        การออกมาปรับภาพลักษณ์ในครั้งนี้เป็นการออกมาประกาศตัวว่าถึงแม้แบรนด์ของเขาจะเก่าแก่ แต่แบรนด์ของเขาจะไม่เลือนหายตามกาลเวลา และนี่เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดในการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ เพื่อสร้างความชัดเจนและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณ โดยการเปิดตัวโลโก้ใหม่นี้ก็เพื่อตอกย้ำบุคลิกและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ PEUGEOT

ตั้งแต่ปี 1858 ที่ PEUGEOT เลือกใช้สัญลักษณ์ของสิงโต ในการสื่อสารภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง และ รวดเร็ว นับจากนั้นมา PEUGEOT ได้มีการปรับโลโก้มาแล้วถึง 10 ครั้งด้วยสิงโตในรูปแบบต่างๆ หลังจากที่เปิดตัวโลโก้ใหม่ในปี 2021 หลายคนคงอดนึกถึงโลโก้ PEUGEOT ในปี 1960 ไม่ได้ อาจจะมีความคล้ายอยู่บ้างแต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว โดยโลโก้ใหม่นี้ได้รับการออกแบบจากสิงโตทั้งตัวให้เหลือเพียงส่วนหัวโดยออกแบบให้เป็น2มิติเพื่อรองรับการใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น

        สิงโตในปี 2021 จะไม่ได้หมายความถึงความแข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว แต่ PEUGEOT ได้ถ่ายทอดความสง่างามผ่านแผงคอที่อยู่ภายในรูปทรงของโล่ ซึ่งโล่ในโลโก้ที่เราเห็นก็ได้แฝงประวัติศาสตร์ของ PEUGEOT ไว้  รูปทรงโล่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราประจำเมืองเบลฟอร์ตซึ่งเป็นฐานการผลิต ที่ทำให้ PEUGEOT กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์แนวหน้าของฝรั่งเศสจนถึงทุกวันนี้ นอกจากการถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ยังสะท้อนในเห็นถึงความมุ่งมั่นและประสบการณ์ที่ผ่านมา สร้างให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์

       โลโก้ใหม่นี้ถูกนำมาใช้กับ PEUGEOT 308 ปี 2021 เป็นรุ่นแรก และในอนาคตเราจะได้เห็นโลโก้นี้อยู่บนผลิตภัณฑ์ โชว์รูม และ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ PEUGEOT เพราะนี่ไม่ใช่การเปลี่ยนโลโก้แต่นี่เป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ PEUGEOT โดยถ่ายทอดเรื่องราวถึงสิ่งที่พวกเขาทำในอดีต สิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน และ สิ่งที่พวกเขาจะทำในอนาคต เข้าด้วยกันผ่านการออกแบบที่สง่างาม ทรงคุณค่า และเหนือกาลเวลา ด้วยการปรับ Brand Identity ใหม่ทั้งหมด

ด้วยการออกแบบ Visual Identity ไม่ว่าจะเป็นโทนสี หรือ ตัวอักษร กราฟฟิก ที่ให้ความรู้สึกทันสมัยมากขึ้น มุ่งหน้าไปสู่อนาคตด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยยังคงความ คลาสสิคของแบรนด์ไว้ เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ให้สอดรับกับแผนกลยุทธ์ใหม่ผ่านการสื่อสารภาพลักษณ์ 

        พร้อมทั้งปล่อยแคมเปญ  LIONS OF OUR TIME  ซึ่งถือว่าเป็แคมเปญแรกในรอบ 10ปี ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความแตกต่างของผู้คนด้วยหลากหลายทั้งช่วงวัย ความสนใจ และ วิถีชีวิต ในขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ “เวลา กลายเป็นหนึ่งใน ทรัพย์สินที่หายากและมีค่าที่สุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของ PEUGEOT ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยคำมั่นสัญญาที่พวกเขาจะเปลี่ยนช่วงเวลาที่ลูกค้าจะได้รับจากนี้ให้เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการสร้าง Brand Experience ให้กับกลุ่มลูกค้า ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เป็นมากกว่า สินค้า หรือ บริการ แต่ถูกรวมให้เป็นไลฟ์สไตล์ซึ่งนี่เป็นหนึ่งอีกหนึ่งกลยุทธที่ PEUGEOT เลือกใช้ในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 

       โลโก้ สโลแกน และ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจในการสื่อสาร ทางการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้า เป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้า ไม่ว่า ธุรกิจของคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน คุณสามารถสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่าง ทางธุรกิจได้ IDG ให้บริการออกแบบโลโก้ และ อัตลักษณ์องค์กร (corporate Identity)  

สร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ (Brand Identity) ที่จะเสริมธุรกิจของคุณให้แข็งแรง และ

เป็นที่จดจำด้วยความโดดเด่น แตกต่าง และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เรายินดีให้คำปรึกษา ด้านการออกแบบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์และธุรกิจของคุณ https://idgthailand.com/design/#logodesign 

https://idgthailand.com/design/#CIdesign 

บริการออกแบบอัตลักษณ์องค์กร, Logo, ติดต่อทีมออกแบบ 02-011-7161 ต่อ 202  design@idgthailand.com  

I-MATCHING ปีที่ 3 : 20 เม.ย. 2564: มหาวิทยาลัยพะเยา

i-matching ปีที่ 2 ครั้งที่ 3  📣

กิจกรรมนำเสนอผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่พร้อมให้ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

 

ครั้งที่ 3 พบกับผลงานจากมหาวิทยาลัยพะเยา

.

พบกับผลงานที่โดดเด่น

1.สูตรตำรับครีมเจลบำรุงผิวที่สามารถเปลี่ยนเป็นหยดน้ำนมเมื่อทาลงบนผิว (Milky drop moisturizing cream-gel formulation) และเทคนิคการเพิ่มความคงตัวทางกายภาพ

2.สูตรและกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์ไพรเมอร์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบพลู

3.สูตรและกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์เจลแต้มสิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบพลู

4.สูตรและกรรมวิธีการผลิตรองพื้นชนิดเพสต์ที่ปราศจากน้ำหรือรูปแบบมูส (mousse) ที่ใช้สีธรรมชาติจากครั่งและขมิ้นอ้อยเป็นพื้นฐาน

5.สบู่มะแขว่นลดการอักเสบของสิวและทำให้ผิวขาวซึ่งมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ

6.แกรนูลปูนแดงเคลือบมะแขว่น

7.กระบวนการผลิตผ้าต้านแบคทีเรียแกรมบวกด้วยการหมักผ้าร่วมกับแอคติโนแบคทีเรียและกรรมวิธีการสกัดสารเคลือบและตรึงสารโดยตรงจากการหมักด้วยการใช้ความร้อน

พิเศษพบกับช่วงใหม่ i-Matching Talk ที่เราจะพูดคุยกับนักวิจัย และอาจารย์จากหน่วยงานที่เข้าร่วม i-Matching ครั้งนั้น ๆ เพื่อแชร์ไอเดีย ประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาครับ

โดยผ่านช่องทางออนไลน์ Zoom Webinar

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

พิมพ์พรรณ อโณทัยนาท (ฝ่ายสิทธิบัตร)

โทรศัพท์ 02-011-7161 ต่อ 301

Email. phimphan.an@idgthailand.com

Line: @idgthailand

Website: https://idgthailand.com/i-matching-live/

I-Matching ครั้งต่อไป

5 เหตุผล ทำไมผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องจดสิทธิบัตร

5 เหตุผล ทำไมผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องจดสิทธิบัตร

          หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบ, startup, SMEs, นักประดิษฐ์หรือนักวิจัยที่มีการประดิษฐ์ คิดค้น หรือวิจัยพัฒนา ให้ได้มาซึ่งนวัตกรรม หรือผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือเพื่อเพิ่มศักยภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด การถูกลอกเลียน หรือละเมิดสิทธิในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คงเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากการได้มาซึ่งนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น แลกมาด้วยต้นทุนทางความคิด ค่าใช้จ่ายทางการเงิน รวมถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ไป

          แต่อย่างไรก็ดีสำหรับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ในบางลักษณะ ก็ไม่จำเป็นต้องจดสิทธิบัตรเพื่อให้ได้รับสิทธิคุ้มครองในสิ่งประดิษฐ์หรือผลงานนวัตกรรมก็ได้ วันนี้ IDG เลยลอง นำ  5 เหตุผล ทำไมผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องจดสิทธิบัตร ได้มาลองเช็คกันหากคุณกำลังลังเลว่าจะจดสิทธิบัตรดีไหม

1. คุณเป็นคนใจดี ต้องการเผื่อแผ่ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นได้ให้ใครๆ เอาไปทำตาม

          : ถ้าคุณอยากทำบุญโดยการให้ผู้อื่นเอาผลิตภัณฑ์ที่คุณทุ่มเทวิจัยมาไปทำการผลิต, จัดจำหน่าย และส่งออกไปจำหน่ายนอกประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากคุณ หรือแม้แต่แบ่งผลประโยชน์ใดๆ ให้คุณเลย รวมถึงไม่ได้บอกชื่อผู้ประดิษฐ์ของผลิตภัณฑ์นั้น การยื่นขอรับความคุ้มครองคงไม่จำเป็น เพราะจะทำให้คุณเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยื่นจดเปล่าๆ

 

2. ผลิตภัณฑ์ของคุณก็เหมือนๆ กับที่คนอื่นเขาขายกันอยู่

          : ถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต่างจากคู่แข่งมากนัก หรือมีผลิตภัณฑ์อื่นที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันอยู่แบบทั่วไปตามท้องตลาด คงไม่มีความจำเป็นต้องยื่นขอรับความคุ้มครองหรอก เพราะถ้าหากยื่นขอรับความคุ้มครองไป ก็มีโอกาสมากที่จะไม่ได้รับจด เนื่องจากขาดเรื่องความใหม่ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็น 1 ในเกณฑ์การยื่นขอรับความคุ้มครองรูปแบบสิทธิบัตร

 

3. ผลิตภัณฑ์ของคุณลอกคนอื่นมาอีกที

          : ถ้าคุณไปเอาผลิตภัณฑ์ของผู้อื่นมาผลิตและจัดจำหน่ายเอง โดยไม่แจ้งเจ้าของผลิตภัณฑ์ คุณคงไม่อยากให้ใครรู้ว่าคุณกำลังละเมิดผลิตภัณฑ์ของผู้อื่นอยู่ เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรไปยื่นขอรับความคุ้มครอง ที่อาจจะทำให้ผู้ที่ถูกคุณละเมิดรู้ และอาจจะมาดำเนินคดีกับคุณได้

 

4. ผลิตภัณฑ์ของคุณได้ทำการวางขายตามท้องตลาดหรือโฆษณาต่อสาธารณชนไปแล้ว

          : เนื่องจากการยื่นขอรับความคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร มีเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องความใหม่ ซึ่งจะพิจารณาว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะไปจดนั้น ต้องไม่เคยแสดง หรือโฆษณาในส่วนของสาระสำคัญต่อสาธารณชน ทำให้หากคุณเคยโฆษณาหรือจัดจำหน่ายไปแล้ว ก็มีโอกาสมากที่จะไม่ได้รับจด เนื่องจากขาดเรื่องความใหม่นั่นเอง

 

5. ผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นความลับสุดยอด ที่สามารถเก็บเป็นความลับได้ตลอดไปชั่วกาลนาน

          : หากว่าคุณมั่นใจว่าสามารถรักษาความลับของผลิตภัณฑ์ของคุณ โดยที่ไม่มีใครสามารถรู้หรือเข้าใจได้ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเอาผลิตภัณฑ์ของคุณไปวิเคราะห์แล้วก็ตาม คุณก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขอรับความคุ้มครองหรอก เพราะคุณคงไม่อยากเปิดเผยความลับเพื่อแลกกับความคุ้มครองที่อย่างมากที่สุดคือ 20 ปี ในเมื่อคุณสามารถรักษาความลับนั้นได้ตลอดไป

ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของคุณเข้าข่ายเหตุผล 5 ข้อนี้ การจดสิทธิบัตรก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคุณ แต่หากว่าคุณอยากได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต จำหน่าย ทำการตลาด ใช้ประโยชน์ ในผลงานสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมที่ทุ่มเทพยายามสร้างสรรค์มานั้น IDG ยินดีให้ข้อมูลและคำปรึกษาเพื่อให้คุณได้รับสิทธิคุ้มครองในผลงานสร้างสรรค์ของตัวเองด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพครับ

ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวการจดทะเบียนสิทธิบัตรโดยตรงที่ฝ่ายสิทธิบัตรของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการ

โทร: 02-011-7161 ถึง 6
ฝ่ายสิทธิบัตร กรุณากด 301, 302, 303, 304
E-Mail: patent@idgthailand.com