Entries by IDG Admin

LIVE บรรทัดที่เก้า

LIVE บรรทัดที่เก้า : พูดคุยประเด็นเรื่องสิทธิบัตร

📢 เตรียมพบกับ!
Live stream ผ่านเพจ Intellectual Design Group
.
ที่จะมาพูดคุยในหัวข้อคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเรื่อง ‘สิทธิบัตร’
ร่วมฟังการเสวนาสนุก ๆ และได้สาระ ตามวันและเวลาดังนี้
.
🔸 ตอนที่ 1: รวมคำถามพร้อมคำตอบ เรื่องสิทธิบัตรไทย 🔸
โดย บีม และพิมพ์ ตัวแทนสิทธิบัตร
ในวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2563
เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป
.
🔹 ตอนที่ 2: เคลียร์ชัดจัดเต็ม! เรื่องสิทธิบัตรในต่างแดน 🔹
โดย โจว และพัด นักวิเคราะห์สิทธิบัตร
ในวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2563
เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

 

ปักหมุดรอรับความรู้ได้เลย!
แล้วพบกันนะคะ 😁

การวิเคราะห์ภูมิศาสตร์ของนวัตกรรมด้วยข้อมูลสิทธิบัตร

จุดศูนย์รวมนวัตกรรม (Innovation Hotspots)

การวิเคราะห์ภูมิศาสตร์ของนวัตกรรมด้วยข้อมูลสิทธิบัตร

องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ World Intellectual Property Organization (WIPO) ได้จัดทำรายงาน The Geography of Innovation: Local Hotspots, Global Networks ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายการสร้างสรรค์นวัตกรรมในระดับโลก

        WIPO นำเสนอว่าการเกิดนวัตกรรม เกิดขึ้นในรูปแบบของจุดศูนย์รวมนวัตกรรม (Innovation Hotspots) แล้วจึงแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยจุดศูนย์รวมนวัตกรรม (Innovation Hotspots) เกิดขึ้นจากปัจจัยหลัก 3 ข้อ ได้แก่

1. แรงงานที่มีความสามารถ – จากการศึกษาพบว่า ในเขตของสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปที่มีแรงงานที่ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีรายได้เฉลี่ย และผลสัมฤทธิ์ด้านนวัตกรรมสูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ซึ่งแรงงานที่มีความสามารถต่างกัน มักจะกระจุกรวมกันในบริเวณที่ต่างกันไป เนื่องจากคนเหล่านี้มาหาสังคมของผู้ที่มีความสามารถเดียวกันเพื่อพัฒนาตนเอง การซ้อนทับกันของจุดศูนย์รวมของแรงงานที่มีความสามารถต่างกัน อาจทำให้เกิดความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมขึ้นได้

2. ปัจจัยของตลาด – บริเวณที่มีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมมีความได้เปรียบกว่าบริเวณอื่น เนื่องจากมี economy of scale อุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงจึงเกิดขึ้นตามบริเวณต่าง ๆ 

3. การถ่ายทอดความรู้ – การถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้จากภาคการศึกษาทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ 

      และปัจจัยทั้ง 3 นี้เอง ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของนวัตกรรมเช่นกัน เช่น การเคลื่อนย้ายของแรงงานที่มีความสามารถ การย้ายฐานการผลิตของบริษัทที่พัฒนานวัตกรรม หรือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบุคคล หรือองค์กรอื่นนอกจุดศูนย์รวมนวัตกรรม

      ในปี ค.ศ. 2019 WIPO ได้ทำการวิเคราะห์หา Innovation Hotspots ที่มีอยู่ทั่วโลกโดยอาศัยข้อมูลสิทธิบัตรและข้อมูลวารสารการวิจัย และพบว่า

การสร้างนวัตกรรมมีการแพร่ขยายออกไปอย่างมาก 

      จากเดิมที่ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และญี่ปุ่น เป็นผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรมากถึง 2 ใน 3 ของสิทธิบัตรทั้งหมด แต่ในช่วงที่ผ่านมาประเทศอื่น ๆ ได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแถบเอเชียทั้งจีน และเกาหลีใต้มีการสร้างนวัตกรรมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างรวดเร็ว

รูปที่ 1 แสดงสัดส่วนคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นโดยประเทศต่าง ๆ

การสร้างนวัตกรรมยังมีการกระจุกอยู่เป็นบางพื้นที่ในประเทศเท่านั้น 

     แม้ว่าบางประเทศจะมีแนวโน้มการพัฒนานวัตกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น แต่แหล่งที่มาของนวัตกรรมนั้นอย่างมีการกระจุกตัวเป็นบางบริเวณ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ซึ่ง Beijing, Shanghai, Shenzhen มีสัดส่วนคำขอรับสิทธิบัตรมากถึง 52% ของสิทธิบัตรในประเทศจีนทั้งหมด

รูปที่ 2 แสดงการกระจุกตัวของการยื่นขอรับสิทธิบัตรในหัวเมืองใหญ่

เมืองขนาดใหญ่จำนวนมากไม่ได้เป็นจุดศูนย์รวมนวัตกรรม

    แม้ว่าขนาดของเมืองจะส่งผลต่อขนาดของตลาดและนำไปสู่การก่อตัวเป็นจุดศูนย์รวมนวัตกรรม แต่ด้วยการขาดปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ทำให้เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นบางเมืองไม่ถูกจัดเป็นจุดศูนย์รวมนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น กรุงเทพ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา และจาการ์ตา ที่มีการสร้างนวัตกรรมบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่ถูกจัดเป็นจุดศูนย์รวมนวัตกรรม โดยกรุงเทพถูกจัดเป็น Specialized Niche Cluster ซึ่งมีการพัฒนานวัตกรรมที่เฉพาะทาง

รูปที่ 3 แสดงขนาดของเมืองเทียบกับการสร้างนวัตกรรม

แต่ละประเทศมีความร่วมมือการพัฒนานวัตกรรมที่ต่างกัน

  • ประเทศจีน มีสัดส่วนของการร่วมมือในระดับท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่มีสัดส่วนการร่วมมือระหว่างประเทศลดลง
  • ประเทศเยอรมนี ประเทศอินเดีย ประเทศสวิตเซอแลนด์ และประเทศสหรัฐอเมริกามีการร่วมมือในระดับสากล ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น
  • ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้มีสัดส่วนการร่วมมือระดับสากลคงที่

รูปที่ 4 แสดงลักษณะการร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมในแต่ละประเทศ

การร่วมมือกันระหว่างจุดศูนย์รวมนวัตกรรมจากคนละมุมโลกเพื่อสร้างนวัตกรรมมากขึ้น

     มีการร่วมพัฒนานวัตกรรมระหว่างจุดศูนย์รวมนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนมากเป็นการร่วมกันระหว่างจุดศูนย์รวมนวัตกรรมในสหรัฐอเมริกา จุดศูนย์รวมนวัตกรรมในกลุ่มประเทศยุโรป และจุดศูนย์รวมนวัตกรรมอีกแห่งหนึ่งจากประเทศอื่น

รูปที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบการสร้างความร่วมมือกันระหว่างจุดศูนย์ณวมนวัตกรรม

     จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะของการพัฒนาร่วมกันระหว่างผู้ที่อยู่ในจุดศูนย์รวมนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจึงควรมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับตัวเองเป็นจุดศูนย์รวมนวัตกรรม และสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมกับนักประดิษฐ์ที่อยู่ในจุดศูนย์รวมนวัตกรรมของประเทศอื่น ในขณะเดียวกันจะต้องส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีออกจากบริเวณจุดศูนย์รวมนวัตกรรมไปยังบริเวณอื่น ๆ ของประเทศอีกด้วย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาพรวมของประเทศ

 

      ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็สามารถมองหาหุ้นส่วนในการพัฒนานวัตกรรมที่อยู่ในจุดศูนย์รวมนวัตกรรมของประเทศนั้น ๆ เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงการร่วมมือที่เกิดขึ้นในโครงข่ายของจุดศูนย์รวมนวัตกรรม เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจุดศูนย์รวมนวัตกรรมอื่นกลับเข้ามาใช้ในประเทศไทย

ที่มา : https://www.wipo.int/edocs/pubdocs/en/wipo_pub_944_2019.pdf

 

5 ขั้นตอนพลิกธุรกิจ จาก”ผู้ซื้อ”เป็น”ผู้ขายนวัตกรรม”​

5 ขั้นตอนพลิกธุรกิจ จาก"ผู้ซื้อ"เป็น"ผู้ขายนวัตกรรม"

   เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ในนามของศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (IP-IDE Center) แห่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยที่มีวิสัยทัศน์และประสบการณ์ในการเปลี่ยนแปลงองค์กรของตน จากผู้ที่เคยพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้านวัตกรรมคุณภาพสูง ราคาแพงจากต่างประเทศมาโดยตลอดจนคู่แข่งหลายๆเจ้าเริ่มปรับตัวตาม กลายมาเป็นเจ้าของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี ที่ทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงกว่าเดิม ผมจึงอยากใช้ IP Vision ตอนนี้ได้แชร์ความรู้ที่ได้จากการสัมภาษณ์ผูประกอบการท่านนี้ให้กับท่านที่สนใจเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตนจากการเป็นผู้ซื้อนวัตกรรม (innovation buyer) ให้กลายเป็นผู้ขายนวัตกรรม (innovation seller) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คุณกฤษณ์ แจ้งจรัส (ซ้าย) และ ผม (ขวา)

จากการสัมภาษณ์ คุณกฤษณ์ แจ้งจรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก. M.Y.R. Cosmetics Solution  ซึ่งทำธุรกิจด้านการผลิต และจัดจำหน่ายเวชสำอางจากวัตถุดิบธรรมชาติ พร้อมรับจ้างวิจัยพัฒนา ผลิต และสร้างแบรนด์เครื่องสำอางให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆอีกมากมาย ทางคุณกฤษณ์ได้แชร์ประสบการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจจนปัจจุบันว่าต้องการผ่านและเรียนรู้อะไรมาบ้าง และทำไมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP จึงสำคัญสำหรับผู้เล่นในธุรกิจเครื่องสำอาง หรือในแวดวงอื่นที่ต้องมีการสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆให้ตรงกับเทรนด์ของตลาดอยู่ตลอดเวลา แต่การติดตามเพื่อเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะไม่ใช่ว่าจะคิดสร้างแบรนด์ใหม่  ปรับสูตร หรือ รูปแบบสินค้าไปเรื่อยๆแล้วธุรกิจจะไปรอด แต่ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องพยายามเป็นเจ้าของสิทธิใน IP ที่ตนคิดค้นขึ้นมาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะลดความเสี่ยงในการพึ่งพาสินค้า นวัตกรรม และ IP จากต่างประเทศ เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และควบคุมการใช้ประโยชน์จาก IP ที่ตนได้ลงทุนพัฒนาได้อย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ผมได้รวมไว้เป็น 5 ขั้นตอนที่สรุปให้ ดังต่อไปนี้ครับ

  1. ประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมเป้าหมาย (Commercial Feasibility Analysis)

     ขั้นตอนแรกเป็นปกติที่ทุกธุรกิจควรที่จะต้องทำอยู่แล้ว ซึ่ง ควรมีการประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ มีการศึกษาภาวะของตลาดและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วงเริ่มต้นของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ความน่าสนใจของตลาดเป้าหมาย โดยมีการศึกษาอัตราการเติบโตของตลาดโดยรวม และปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบกับตลาดเป้าหมาย เช่น ภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี ฯลฯ มีการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าในธุรกิจ จุดแข็งจุดอ่อนของผู้แข่งขันในตลาด และความสามารถเชิงพลวัตของคุณในการแข่งขันในระดับอุตสาหกรรม และที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
     ขนาดหรือจำนวนของกลุ่มนี้ และคุณค่าที่จะส่งมอบให้พวกเขา รวมถึงมีการวิเคราะห์พฤติกรรมของพวกเขาในการเลือกใช้สินค้าลักษณะเดียวกัน หรือ สินค้าคู่เทียบ ในชีวิตประจำวันด้วย และนอกจากนี้ ควรมีการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจแบบเดิมๆที่คู่แข่งทำกันอยู่ เพื่อพิจารณาการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภคยุค New Normal มากขึ้น สามารถสร้างความแตกต่าง และเสริมความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจของคุณได้

2. ประเมินศักยภาพด้านเทคโนโลยีจากข้อมูลสิทธิบัตรและวารสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง (Technological Feasibility Analysis)

     ขั้นตอน 2 เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำสำหรับธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีประยุกต์ที่ต้องมีการวิจัยพัฒนาเพื่อมาแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในลักษณะที่สินค้าปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบแนวโน้มเทคโนโลยีจากฐานข้อมูลสิทธิบัตร แหล่งข้อมูลการทดสอบจากห้องแลปหรือผลวิจัยทางคลินิก วารสารทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ มาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น
     โดยการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้วยข้อมูลสิทธิบัตร เป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมเข้าใจแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั่วโลก โดยการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่คุณสนใจมีแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังจะเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมหรือเริ่มล้าสมัยแล้ว คู่แข่งหลักๆที่ถือครองสิทธิบัตรในตลาดโลกเป็นใครมาจากไหน ใครเป็นผู้ประดิษฐ์ในงานที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถร่วมมือในการวิจัยพัฒนากับคุณได้บ้าง ช่องว่างทางนวัตกรรมที่น่าสนใจลงทุนเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง และตลาดที่เติบโตที่สุดสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ที่ไหน

3. หา IP จากภายนอกที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจมาใช้ประโยชน์แบบ WIN-WIN (Win-Win Acquisition of Third Party IP)

     หลังจากการประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์และเชิงเทคนิคที่ได้จาก 2 ขั้นตอนแรกแล้ว หากคุณมองว่าธุรกิจนวัตกรรมที่คุณสนใจลงทุนมีศักยภาพสูงในระดับสากล แต่ยังไม่พร้อมในการสร้างนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีขึ้นมาเองเนื่องด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความรู้ หรือความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ให้ลองมองไปที่แหล่งที่มีการผลิตและรวบรวมผลงานวิจัย งานประดิษฐ์ และนวัตกรรม โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี (Technology Licensing Office: TLO) หรือใช้ชื่อที่ใกล้เคียง ที่ดูแลผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรเพื่อให้บริษัทมาขอรับอนุญาตไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ รวมถึง online platform ที่รวบรวมผลงานจากทั่วประเทศเข้ามาโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น Tech2Biz  และ IP Mart 
        ทางคุณกฤษณ์เองก็เริ่มจากการติดต่อทาง TLO ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อขอเข้าไปศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยมีพร้อมให้ใช้ประโยชน์ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นนี้ ทำให้คุณกฤษณ์ได้ license เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสารสกัดธรรมชาติหลายตัวที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องสำอางรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม และมีผลวิจัยที่รับรองคุณภาพระดับสากล และนอกจากนี้ ทางคุณกฤษณ์มีการส่งตัวเองและทีมงานจากบริษัทเข้าไปเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย และได้ร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ๆกับสถาบันฯเพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมการสร้างกลไกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่บริษัทของตน 

        ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเรียกว่ากลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมแบบเปิดที่ WIN-WIN เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยก็ได้ทำการวิจัยในสิ่งที่ตลาดต้องการจริง และสร้างรายได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นกลับคืนสู่มหาวิทยาลัยและทีมนักวิจัยเพื่อสร้างแรงจูงใจในการต่อยอดงานวิจัย ส่วนบริษัทเองก็สามารถเข้าถึงกลุ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และองค์ความรู้ด้านเทคนิคอีกมากมายที่สามารถส่งต่อถึงบริษัท สร้างเป็น product pipeline ได้อย่างไม่รู้จบ

4. ต่อยอด IP ที่ได้ สร้าง portfolio ให้เข้มแข็ง สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ (IP Portfolio Creation & Management)

  ขั้นตอนนี้เป็นจุดเชื่อมสำคัญในการแปลงตัวคุณเองจากผู้ซื้อ IP เทคโนโลยี หรือนวัตกรรม ให้กลายเป็นผู้ขายได้ ซึ่งคุณต้องเริ่มลงทุนสร้าง IP portfolio ของตัวเองขึ้นมาที่เป็นสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือ IP ประเภทอื่นๆที่เป็นสิทธิของคุณเอง ซึ่ง IP ที่สร้างขึ้นมาใหม่อาจเป็นการปรับปรุงต่อยอดงานเดิมที่ได้รับการ licensing จากมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันที่เป็นเจ้าของ IP เดิม และควรตรวจสอบเงื่อนไขหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการต่อยอดผลงานวิจัยกับทางต้นสังกัดให้ดีก่อน แต่ IP ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ควรแตกต่างจากเดิมอย่าง มีนัยสำคัญ และสามารถระบุได้ว่ามาจากผลการวิจัยและพัฒนาของผู้ประกอบการเอง ด้วยเงินทุน ทรัพยากร และความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการและทีมงาน  

    ซึ่งควรสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะที่ผมกล่าวมาจะช่วยป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายหรือข้อพิพาทที่อาจตามมาจากการผิดเงื่อนไขในสัญญากับเจ้าของเดิม ซึ่งอาจมีระบุในสัญญาว่าห้ามผู้ประกอบการ หรือ ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิ นำ IP ดังกล่าวไปปรับปรุง ต่อยอด หรือเข้าไปถือสิทธิร่วมใน IP เดิม หรือ ยื่นจด IP ใหม่ที่ต่อยอดจาก IP เดิม นอกจากจะได้รับการยินยอมจากเจ้าของสิทธิต้นสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น ดังนั้น การตรวจสอบเงื่อนไขการอนุญาตใช้สิทธิก่อนการทำสัญญากับเจ้าของ IP เป็นเรื่องที่นักธุรกิจต้องพิจารณาให้รอบคอบ และวิธีที่ดีที่สุด คือ มีการพูดคุยกับทางเจ้าของ IP เดิมให้รู้ ให้เข้าใจถึงแผนธุรกิจ และแผนการพัฒนาสินค้านวัตกรรมของคุณในอนาคต รวมถือกลยุทธ์ด้าน IP ที่คุณต้องการสร้าง เพื่อช่วยสนับสนุนให้คุณสามารถแปลงเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและ IP ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

5. ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาได้หลากหลายวิธี (IP Monetization Pathways)

การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก IP ควรเริ่มมีการวางแผนหลังจากขั้นตอนการประเมินศักยภาพตามข้อ 1-2 เพราะมันจะส่งผลต่อลักษณะของ IP ที่คุณจะเข้าไปซื้อหรือขอรับอนุญาตมาใช้ประโยชน์ การจัดโครงสร้างและกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงลักษณะและองค์ประกอบของ IP portfolio ของคุณ แต่หลายๆครั้ง แผนการใช้ประโยชน์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ของตลาด หรือลักษณะของนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือ IP ที่ได้ออกมาจากการวิจัยพัฒนา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับที่วางแผนหรือคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น

ดังนั้น “นวัตกร” ในยุค new normal ที่ดีควรมี agile mindset สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี มีแผนสำรองในการนำนวัตกรรม และ IP ไปใช้ประโยชน์เสมอ ถึงแม้การวิธีหรือช่องทางหลักอาจใช้การไม่ได้ ควรมีแผนสำรองเพิ่มอีกอย่างน้อย 2-3 ช่องทาง เช่น หากนวัตกรมีแผนว่าจะถือครอง IP ที่เกี่ยวข้องกับสูตรเวชสำอางที่มีส่วนผสมของกวาวเครือขาวเพื่อการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว (internal use) หรือรับจ้างผลิต OEM ให้กับผู้อื่น แต่เนื่องด้วยปัญหาด้านศักยภาพการผลิตในระดับอุตสาหกรรมซึ่งเทียบเคียงกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่าไม่ได้ หรือต้องลงทุนสูงเกินกว่างบประมาณที่มีอยู่ นวัตกรอาจจะลองพิจารณาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี (licensing) การผลิตสูตรดังกล่าวไปให้คู่แข่งที่มีศักยภาพที่สนใจนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรม หรือหาพาร์ทเนอร์ที่มีความพร้อมด้านการเงิน การลงทุน และ/หรือที่มี intangible assets ที่ช่วยส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้นด้วยการสร้างเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทร่วมค้า (joint IP partnership/venture) ก็เป็นได้ ซึ่งผมได้กล่าวถึงช่องทางการใช้ประโยชน์จาก IP ไว้ในข้อ 3 ของ IP Vision เดือนมีนาคม 3 เหตุผล ทำไมช่วงวิกฤต เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการปรับโฉมธุรกิจด้วย INTANGIBLE ASSETS?”

         เคสของคุณกฤษณ์ถือเป็นบริษัทนวัตกรรมสัญชาติไทยที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงองค์กรของตัวเองจากผู้ที่เคยพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ กลายมาเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ สามารถสร้าง IP portfolio ของตัวเองได้ มีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และจดสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตรเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจมีความเข้มแข็ง มีความพร้อมในการขยายธุรกิจในระดับสากล พร้อมดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับทุกคนที่คิดจะสร้างธุรกิจนวัตกรรมในยุค new normal นี้ได้ครับ

วีระเวช อรธนาลัย (กาย)

วีระเวช อรธนาลัย (กาย)

กรรมการผู้จัดการ
บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด


IP Vision by GUY

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist ​

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist

     เวลาเรานึกถึงคำว่า “งานประดิษฐ์” บางคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำๆของ Apple หรือ Tesla แต่บางคนอาจนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในห้องแล็บทำการทดลองไปเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ว่างานประดิษฐ์จะออกมาเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมยังมีความชื่นชมในนักประดิษฐ์ทุกคนที่พยายามสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้มนุษย์ชาติอยู่เสมอ ส่งมอบความรู้ และบทเรียนให้พวกเราอย่างต่อเนื่อง

     Juicero เป็นเคสตัวอย่างของบริษัทที่ควรจะประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีความพร้อมเกือบทุกอย่างสำหรับธุรกิจนวัตกรรม เช่น มี Founder ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาก่อน และได้ผู้บริหารจาก Coca-Cola มาร่วมทีม ได้รับเงินลงทุน $120 million USD หรือ เกือบ 4 พันล้านบาท จาก Google Ventures และ KPCB ซึ่งเป็น VC ระดับต้นๆของอเมริกา มีทีมงานมากกว่า 120 ชีวิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงมีการประดิษฐ์ที่ยื่นจดสิทธิบัตรกว่า 140 ฉบับ ในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และอีกหลายๆประเทศ แต่ Juicero ก็ไม่สามารถไปต่อได้ และได้ปิดตัวไปเรียบร้อยในปี 2017

source: https://medium.com/@Patrick_Newton1/reasons-not-to-think-the-worst-over-juicero-369f0bd5b68

    เพื่อไม่ให้คุณสงสัย สินค้าหลักของ Juicero ก็คือ Juicero Press ซึ่งเป็นเครื่องสกัดเย็นน้ำผักผลไม้ที่มีราคาเครื่องละ $400 หรือ 13,000 บาท ซึ่งอยู่แล้วว่าราคาขนาดนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IoT ควบคุมการสั่งการเครื่อง Juicero Press ให้บีบสกัดน้ำผักผลไม้ใน Juicero Packs จาก Smart Phone App ซึ่งน้ำผักผลไม้สดนานาชนิดที่ขายเป็นแพ็ค ขายที่ $7 หรือ 225 บาท/แพ็ค 

     โดยแต่ละแพ็คประกอบด้วย QR code ที่ช่วยให้เครื่องรู้ว่าเป็นสินค้าของ Juicero จริง และสามารถแจ้งเตือนในกรณีที่สินค้าที่หมดอายุแล้ว (ภายใน 8 วัน) รวมถึงการเช็คถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบผักและผลไม้ออร์แกนิกทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าราคาสูงเกินความจำเป็น รวมถึงมีสื่ออย่าง Bloomberg ออกมาเปรียบเทียบการใช้เครื่อง vs. มือเปล่า ให้เห็นว่าเครื่องราคาแพงดังกล่าวจำเป็นต้องมีจริงหรือไม่:

     ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ใหม่มีให้พวกเราเห็นในทุกๆอุตสาหกรรมจน Professor Clayton Christensen อดีตกูรูด้านนวัตกรรมผู้โด่งดัง และอาจารย์ประจำ Harvard Business School เคยกล่าวไว้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ชิ้น/ปี แต่มากกว่า 80% จะไม่สามารถไปรอดได้ ดังนั้น การลงทุนในงานประดิษฐ์ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าหลงรักงานประดิษฐ์ของตนมากจนไม่ฟังเสียงคนอื่น และควรให้ความสำคัญกับความต้องการและประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหลัก ที่ซึ่ง กลายมาเป็นทฤษฎี Jobs-To-Be-Done เพื่อใช้ในการประเมินสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมนั้นว่ามันช่วยแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ได้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ให้เราสังเกตข้อแตกต่างระหว่างสินค้า vs. ความต้องการ เช่น คุณต้องการสว่านหรือรูในผนัง ? ต้องการเครื่องจักรหรือให้การผลิตรวดเร็วขึ้น ? ต้องการหน้ากาก N95 หรือเพื่อป้องกันติดเชื่อไวรัสโคโรน่า ฯลฯ

    อย่างที่เห็น Juicero ผิดพลาดเรื่อง Jobs-To-Be-Done อย่างรุนแรง ทำให้เสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรไปมหาศาล และดูเหมือนไม่มีแผนสำรองในการปรับโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะการนำ Intangible Assets ที่ถือครองอยู่จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีการวางกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ที่สามารถส่งเสริมกลยุทธ์ของธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประดิษฐ์หรือเจ้าของบริษัทจะเริ่มวางแผนลงทุนในการนำผลงานวิจัยพัฒนา งานประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ผมขอเสนอแนะให้ใช้ Invention Rating Checklist (IRC) พัฒนาโดย Russ Krajec ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและนักลงทุน ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน พร้อม 10 ตัวชี้วัด (indicators) พร้อมให้คุณและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้คะแนนระหว่าง 1 (ต่ำสุด) ถึง 5 (สูงสุด) ใน indicator แต่ละตัว ซึ่งการใช้ IRC สามารถช่วยคุณตรวจสอบความคุ้มค่าในการลงทุนในงานประดิษฐ์ พร้อมทั้งป้องกันการเสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรอื่นๆอีกจำนวนมากไปกับทางเลือกที่ผิดๆ ดังนี้ครับ: 

INVENTION RATING CHECKLIST

ด้านที่ 1: ความคุ้มค่าในการจดสิทธิบัตร (Patent Worthiness) 

     เป็นส่วนที่จะช่วยคุณประเมินศักยภาพในการจดสิทธิบัตรสำหรับงานประดิษฐ์ของคุณ ซึ่งต้องเป็นการประดิษฐ์ใหม่       (1. Novelty) ที่ต้องสามารถบังคับใช้สิทธิได้จริง มีความง่ายในการตรวจหาผู้ละเมิดสิทธิบัตร (2. Detectability) เพราะหากการละเมิดนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ สิทธิบัตรนั้นก็ไร้ซึ่งประโยชน์ รวมถึงผู้เล่นในตลาดที่คุณสามารถบังคับใช้สิทธิได้   (3. Actor) ซึ่งควรเป็นคู่แข่งทางตรงของคุณ เพราะคุณไม่ควรดำเนินคดีและบังคับใช้สิทธิกับลูกค้าของคุณได้
     สำหรับความใหม่ (Novelty) งานประดิษฐ์ของคุณผ่านการวิจัยพัฒนา ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์มามากน้อยขนาดไหน จะถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการหรือไม่ มันเป็นการปรับปรุงเชิงวิศวกรรม การนำความรู้จากอุตสาหกรรมอื่นมาใช้ หรือเป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาทั่วไปในธุรกิจของคุณ?
    งานของคุณสามารถตรวจสอบการละเมิดโดยผู้อื่น (Detectability) ได้โดยง่ายเพียงด้วยตาเปล่าหรือจากสิ่งที่คู่แข่งโฆษณา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการตรวจสอบ เช่น ต้องเก็บตัวอย่างเพื่อมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือต้องจ้างนักสืบเข้าไปตรวจสอบโรงงาน ฯลฯ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้เลย (เช่น ต้องเข้าถึงศูนย์ข้อมูลของคู่แข่ง)?

     สำหรับผู้เล่นในตลาด (Actors) ผู้ที่จะละเมิดได้ เป็นคู่แข่งทางตรงที่มีโอกาสละเมิดงานของคุณสูงและมีเงินเพียงพอที่สามารถจ่ายค่าเสียหายได้ หรือเป็นคู่แข่งที่ไม่มั่นคง เช่น เพิ่งจัดตั้ง มีปัญหาทางการเงิน หรือเป็นธุรกิจสีเทา ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้จริง หรือเป็นลูกค้าของคุณ ?  

ด้านที่ 2: การวิเคราะห์งานประดิษฐ์ทางเลือก/คู่เทียบ (Design Around Analysis)

       การประเมินมูลค่างานประดิษฐ์จากราคาตลาด จำเป็นที่จะต้องมีคู่เทียบ ซึ่งโดยปกติแล้ว นักประเมิน และนักลงทุน จะพยายามเปรียบเทียบงานของคุณกับสิ่งที่มีอยู่แล้วที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในตลาด (4. Alternative Design Competitiveness) ดังนั้น ให้คุณกลับไปตรวจสอบงานของคุณดูว่ามีเทคนิคอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นในการแก้ไขปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ และการใช้เทคโนโลยีอื่นอาจให้ผลดีกว่างานประดิษฐ์ของคุณหรือไม่ 

       รวมถึงมุมมองของลูกค้าด้วยว่าพวกเขาสามารถใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ ปรับตัวเข้ากับปัญหานั้นได้ยากง่ายขนาดไหน ซึ่ง Juicero มองข้ามพฤติกรรมการปรับตัวของลูกค้าอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อมีการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของแบบสินค้าทางเลือก/คู่เทียบ ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (5. Economic Advantage) ของงานประดิษฐ์ของคุณจะต้องมีการคำนวณเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับงานประดิษฐ์หรือสินค้าทางเลือกที่ดีที่สุด

       งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ/งานประดิษฐ์ทางเลือกที่ดีที่สุด (Alternative Design) มีประสิทธิภาพเชิงเทคนิคสูงกว่า 10x 5x 1x เทียบเท่า หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ?
       งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบทางเลือกแล้ว มีศักยภาพในการให้ผลเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (Economic Advantage) เช่นสร้างยอดขาย หรืออัตรากำไร ได้มากกว่า 10x 4x 2x หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ?

ด้านที่ 3: คุณค่าภายในที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Internal Business Value)

       ด้านที่ 3 เน้นเรื่องความสำคัญของงานประดิษฐ์ต่อกระบวนการทางธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในการแปลงงานประดิษฐ์ให้เป็นสินค้าพร้อมจำหน่าย (6. Market Readiness) และความสำคัญของงานนั้นต่อตัวสินค้า รวมถึงแผนการสร้าง product roadmap ของคุณในอนาคต (7. Product Relatedness)

       สำหรับด้าน Market Readiness งานของคุณมีความพร้อมในการออกจำหน่ายเป็นสินค้า/ผลิตภัณฑ์/บริการได้ทันที หรือต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาต่อยอด เช่น เงินทุน เครื่องมือ และ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฯลฯ หรือยังอยู่ในช่วงทดสอบประสิทธิภาพ หรือ feasibility stage อยู่ ?

       สำหรับด้าน Product Relatedness งานประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถช่วยคุณเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวซึ่งสามารถเปิดทางให้อีกหลายๆผลิตภัณฑ์ในอนาคต หรือเป็นเพียงการปรับปรุงต่อยอดจากเดิม หรือเป็นเพียงตัวเสริมที่ไม่สัมพันธ์กับกลยุทธ์ของธุรกิจเลย ?     

ด้านที่ 4: คุณค่าภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (External Business Value)

       โอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานประดิษฐ์จากผู้เล่นภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องด้วยงานประดิษฐ์ที่มาพร้อมสิทธิบัตรคุณภาพสูง จะสามารถช่วยคุณหาโอกาสในการอนุญาตให้บริษัทอื่นๆใช้สิทธิ (8. Licensing Potential) และอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวางตัวให้กลายเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการในอนาคต (Acquisition Target) หากพอร์ทสินค้า และ/หรือ สิทธิบัตรที่คุณถืออยู่นั้นมีความใกล้เคียงกับพอร์ทของคู่แข่ง และ/หรือ แผนกลยุทธ์ของพวกเขา (9. Competitor’s Product Fit) รวมถึง มีความจำเป็นที่พวกคู่แข่งต้องใช้งานประดิษฐ์ของคุณเนื่องจากจะกลายเป็นมาตรฐานที่จำเป็น/สากลในอุตสาหกรรม (10. Industrial Standard Applicability) เช่น Standard Essential Patents (SEPs) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ของ Huawei และ ZTE เป็นต้น ซึ่งจากเคสของ Juicero แสดงให้เห็นว่าการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เล่นในตลาด และไม่สามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้ ทำให้ธุรกิจไม่สามารถหาผู้สนใจซื้อกิจการ หรือ License สิทธิบัตรไปให้คู่แข่งเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อได้  

       และเพื่อเพิ่มโอกาสในการ License งานออกไป งานประดิษฐ์ หรือ สิทธิบัตรของคุณสร้างคุณค่าที่คู่แข่งหรือผู้เล่นอื่นๆในตลาดขาดไม่ได้หรือไม่ คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตลาดอื่นๆได้ หรือสามารถนำไปรวมกับงานประดิษฐ์หรือสิทธิบัตรของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ?

       ในมุมของ Competitor’s Product Fit ให้ตรวจสอบว่างานประดิษฐ์ของคุณสอดคล้องกับพอร์ทสินค้าสำคัญของคู่แข่งและกลยุทธ์ของพวกเขาโดยตรง หรือปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งในสินค้าของคู่แข่งได้เยอะ บางส่วน หรือไม่ได้เลย ?

       งานประดิษฐ์ที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นนวัตกรรมที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยอมรับ และอาจกลายเป็น Industrial Standard ในอุตสาหกรรมนั้นด้วยเช่นกัน เช่น Intel ครองตลาดเทคโนโลยี Chipset และ Microprocessor ดังนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่าคุณสามารถแปลงงานประดิษฐ์ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องมาใช้ หรือ มีงานประดิษฐ์ทางเลือกอื่นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ถูกกว่า หรือไม่ ?

      คะแนนที่รวบรวมจากตัวชี้วัดทั้ง 10 จากทั้ง 4 ด้าน (เต็ม 50 คะแนน) จะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนในงานวิจัย งานประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมได้อย่างมีกลยุทธ์ และหากส่วนไหนของ IRC ที่คุณยังมองว่าเป็นจุดอ่อนก็ควรให้เวลาทุ่มเทกับการปิดช่องโหว่หรือเติมเต็มส่วนนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้งานประดิษฐ์ที่คุณต้องการลงทุนมีศักยภาพครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน นั่นคือ ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐกิจ และด้านทางกฎหมาย และผมเชื่อว่างานประดิษฐ์ของคุณจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในโลกยุค New Normal ซึ่งจะเป็นโลกที่มีการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ดุเดือดขึ้นทุกวันครับ 

7 ขั้นตอนทรงพลัง สร้าง Deep Tech รวดเร็วจนคู่แข่งตามไม่ทัน​

7 ขั้นตอนทรงพลัง สร้าง Deep Tech รวดเร็วจนคู่แข่งตามไม่ทัน

     ถึงเวลาที่ผมต้องแบ่งปัน 7 ขั้นตอนความลับอันทรงพลังของ IDG ที่จะช่วยเร่งสร้างนวัตกรรมในหลากหลายธุรกิจหลายอุตสาหกรรมได้ เพื่อเป็นการช่วยให้นักประดิษฐ์ นวัตกร และผู้ที่มีวิสัยทัศน์ทุกคนที่สนใจเร่งหาและสร้างนวัตกรรม Deep Tech ใหม่ๆ ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น บางท่านสามารถนำไอเดียดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการหานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์ในภาวะวิกฤต COVID-19 นี้ ซึ่งผมใช้เวลาสะสมประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ลงทุนไปหลายล้านบาทในการศึกษาค้นคว้า และการใช้เครื่องมือ Big Data ต่างๆเพื่อพัฒนาเครื่องมือ และขั้นตอนดังกล่าวขึ้นมาใหม่หมด และสิ่งที่ผมจะแชร์น่าจะช่วยหลายๆคนในวงการ R&D, Corporate Innovators และ Start-Ups ได้ไม่มากก็น้อย แต่คนที่จะนำไปใช้ต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด และควรทำความเข้าใจกับ “สิทธิบัตร” และ “ข้อมูลที่ได้จากสิทธิบัตร” มาก่อนที่จะใช้ขั้นตอนดังกล่าวสำหรับการสร้างนวัตกรรม Deep Tech เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ก่อนกล่าวถึงขั้นตอนทั้ง 7 บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า Deep Tech เกี่ยวข้องอะไรกับ “สิทธิบัตร” หรือ “Patent”? เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ “Deep Tech (Deep Technology)” นั้น ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน ใช้งบประมาณและเวลาในการค้นคว้า วิจัยและพัฒนา (R&D) ในเชิงวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาทางเทคนิค ซึ่งสิ่งที่มีอยู่แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ และเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว โดยทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ได้แบ่งประเภทของ Deep Tech ไว้เป็น 8 ประเภท  ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Augmented & Virtual Reality (AR/VR), Internet of Things (IoT), Blockchain, Biotech, Robotics, Energy, และ Spacetech

      เผอิญว่าผมและทีมงาน IDG ได้มีโอกาสช่วยนักประดิษฐ์และนวัตกรด้าน Deep Tech ปกป้องงานของพวกเขามาพอควร เลยมองว่าสิทธิบัตรนั้นสำคัญกับพวกเขามาก โดยเฉพาะถ้าต้องการผลักดันให้งานนั้นได้รับการสนับสนุนและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งนอกเหนือจากการปกป้องให้เป็นสิทธิบัตรได้แล้ว ผมจะเน้นย้ำให้พวกเขาใช้ฐานข้อมูลสิทธิบัตร (Patent Databases) และเครื่องมือวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent Analytics) เพื่อช่วยตรวจสอบ รวบรวม และวิเคราะห์สิทธิบัตรด้าน Deep Tech จากทั่วโลก เนื่องจาก ตามสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้กล่าวไว้  ฐานข้อมูลสิทธิบัตร (Patent Databases)” เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล เทคโนโลยีประยุกต์ (Applied Technology)” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการปรับปรุง และอัพเดทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลเทคโนโลยีประยุกต์ รวมถึง Deep Tech ต่างๆ มากกว่า 80% นั้น ไม่สามารถหาได้จากแหล่งอื่น

     จากที่กล่าวมา ผมจึงได้คิดค้นขั้นตอนทั้ง 7 เพื่อช่วยเร่งสปิตในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมส่งเสริมการสร้างสรรค์ และวางกลยุทธ์ร่วมกันเป็นทีมด้วย IP-Innovation Canvas ดังนี้ครับ:

ระยะการวิเคราะห์ (Analysis Phase):

IP-Innovation Canvas

1. หานวัตกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจของเรา (Inspiration Gathering)

     เริ่มจากการหานวัตกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจของเรา ทั้งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด และที่ยังไม่ได้ออกมาแต่อาจจะอยู่ในสื่อหรือโปรโมทในแหล่งต่างๆที่มีผู้ติดตามเยอะ ถ้าให้ดีควรเป็นสิ่งที่คนชื่นชอบ และสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของพวกเขาได้ไม่ช้าก็เร็ว เช่น การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมเนื้อสังเคราะห์ที่ใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บ หรือ (Cultured meat) จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่มีมูลค่า 1 แสนล้าน USD อย่างแน่นอน บริษัทที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น Impossible Foods, Beyond Meat, Future Meat Technologies และผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง Cargill, Dupont, และ Fuji Oil ก็ได้หันมาลงทุนพัฒนาและจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีด้านเนื้อสังเคราะห์กันอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยี 3D & Digital Printing มาใช้ในการปริ้นท์หรือขึ้นรูปเนื้อให้มีลักษณะ รูปร่าง รสชาติ ความละเอียด และเพิ่มสารอาหาร เช่น วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารที่สามารถช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย(Immune Booster) เพื่อป้องกันการติดไวรัสโคโรน่า เป็นต้น อาจจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเราด้วย เราสามารถตรวจสอบสิทธิบัตรของบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เช่น Natural Machines และ Nova Meat เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการผลิตเนื้อด้วย 3D printer และ/หรือ องค์ประกอบของเครื่อง 3D printer ด้วยเช่นกัน

รูปที่ 1: ตัวอย่างรูปประกอบเอกสารสิทธิบัตร WO2016186815A1 ของ Natural Machines เกี่ยวกับผสมและปริ้นท์อาหาร 3 มิติด้วยระบบ ultrasound เป็นหนึ่งใน 37 คำขอของ Natural Machines

      เมื่อสรรหาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้แล้วจากแหล่งต่างๆ เช่นสื่อออนไลน์ วารสารวิชาการ งานประชุมด้านเทคโนโลยี งานแสดงสินค้า สื่อเฉพาะทาง ฯลฯ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการหาเอกสารสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง (ไม่ว่าสิทธิบัตรจะอยู่ในสถานะไหน) ออกมาให้ได้เยอะที่สุดจากบริษัทที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อมาใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป

2.วิเคราะห์ความต้องการขั้นพื้นฐาน และตัวขับเคลื่อนสำคัญ (Basic Needs & Key Drivers Analysis)

     จากเทคโนโลยีที่เราคัดสรรมาจากข้อมูลสิทธิบัตร และแหล่งอื่นๆ เช่น วารสารวิชาการ สื่อเฉพาะทาง ฟีดข่าว สื่อออนไลน์ ฯลฯ เราจะเริ่มวิเคราะห์ 2 องค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี: 1) ความต้องการขั้นพื้นฐาน; 2) ตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวจะช่วยเราทำความเข้าใจถึงแหล่งที่มาของเทคโนโลยี ความเสี่ยง และโอกาสที่เทคโนโลยีนั้นจะประสบความสำเร็จในอนาคตจากมุมมองทางฝั่งของตลาดและผู้บริโภค

     “ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs)” คือ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ ซึ๋ง ให้เป็นไปตามทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) รวมไปถึง ความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัย ความรัก ไปจนถึง ความสมบูรณ์แบบของชีวิต เทคโนโลยีที่ดีต้องเข้าใจและเข้าถึงความจำเป็นของมนุษย์ก่อนที่จะคิดสร้างมันขึ้นมา และเวลาเราคัดเลือกเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ ให้ตั้งคำถามตั้งแต่ต้นเลยว่า มันสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคของเราจริงหรือไม่ เช่น มันช่วยทำให้เขาปลอดภัย มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือได้รับความเป็นธรรมที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ หากเทคโนโลยีนั้น เป็นเพียงแค่ gimmick หรือ fad ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ มันก็จะไม่ยั่งยืนแน่นอน

      องค์ประกอบที่ 2 ที่ขาดไม่ได้คือ ตัวขับเคลื่อนสำคัญ (Key Drivers)” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถขยายผลต่อ หรือเติบโตขึ้นได้ โดยพวก key drivers เหล่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านเทคโนโลยี ด้านสภาพแวดล้อม ด้านกฎหมาย ฯลฯ และภาวะการแข่งขันในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาวะในปัจจุบัน เช่น วิกฤตของระบบสาธารณสุขจาก COVID-19 ความโปร่งใสของธุรกิจ ภาวะโลกร้อน Made-For-China ความอ่อนไหวต่อเวลา วัฒนธรรมแห่ง start-up หรือ เทคโนโลยีที่จะสร้างความพลิกผันในทุกอุตสาหกรรม เช่น AI, Big Data, Blockchain, Robotics เป็นต้น

      เมื่อได้วิเคราะห์องค์ประกอบ 2 ส่วนที่สำคัญสำหรับเทคโนโลยีนั้นแล้ว เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีไหนเหมาะสม และไม่เหมาะสมต่อการนำไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต เนื่องจากบางตัวอาจไม่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด หรือ ไม่สามารถปรับให้เข้ากับปัจจัยภายนอกที่มีผลในการส่งเสริมหรือบั่นทอนการใช้เทคโนโลยีนั้นในอนาคต อีกประเด็นของการคัด Basic Needs และ Key Drivers ออกมา คือ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเราว่าตลาดและผู้บริโภคกำลังคาดหวังอะไรจากธุรกิจเพิ่มเติม

3. ตรวจสอบอิสรภาพในการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ (Freedom-to-Operate Assessment)

      ข้อมูลสิทธิบัตรให้อะไรเราเยอะมากจนบางคนสามารถแกะสูตรออกมาหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับได้เลย แต่ต้องไม่ลืมว่าเราต้องตรวจสอบอิสรภาพทางกฎหมายเพื่อนำเทคโนโลยีในสิทธิบัตรเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ดัดแปลง หรือ พัฒนาต่อยอด ดังนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องตรวจสอบ คือ

  • สถานะของเอกสารสิทธิบัตร: หากยังอยู่ในอายุการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายสิทธิบัตร (Active) เราไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์ ถึงงานนั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองในประเทศที่เราสนใจนำไปใช้ก็จริง แต่หากสถานะของเอกสารสิทธิบัตร คือ ไม่ได้รับการคุ้มครอง (Inactive) เช่น หมดอายุไปแล้ว หรือโดนปฏิเสธการรับจดทะเบียนในประเทศที่เราต้องการนำไปใช้ประโยชน์ เราก็จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่เราต้องตรวจสอบการพัฒนาต่อยอดจากงานเดิม เนื่องจากอาจมีการยื่นจดสิทธิบัตรฉบับอื่นๆที่ต่อเนื่องจากงานเดิมของบริษัทที่เราไปดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยก็เป็นได้
  • รายละเอียดของเอกสารสิทธิบัตร: ต้องตรวจสอบดูว่ารายละเอียดเทคโนโลยีครบถ้วนในฉบับนั้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่สิทธิบัตร 1 ฉบับจะครอบคลุมงานประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีที่เราต้องการทั้งหมด เช่น บริษัท A อาจจะมี 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Cultured Meat โดยฉบับแรกคุ้มครององค์ประกอบวัตุดิบที่ใช้ ฉบับที่ 2 คุ้มครองกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3 ประเภท และฉบับที่ 3 คุ้มครองกระบวนการขึ้นรูปเป็นแผนเนื้อด้วย 3D printer พร้อมบริโภค เป็นต้น
  • เจาะไปที่ข้อถือสิทธิโดยตรง: เราจะไม่สนใจเอกสารอื่นๆนอกเหนือจากสิทธิบัตร และเป็นสิทธิบัตรที่ Active อยู่เท่านั้น เพราะเราสนใจแค่อิสรภาพทางกฎหมาย ซึ่ง งานประดิษฐ์ที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ และข้อมูลที่หาได้ในแหล่งอื่นๆอาจมีลิขสิทธิ์ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการคุ้มครองเป็นสิทธิบัตร และเราจะเข้าไปตรวจสอบ “ข้อถือสิทธิ (claims)” เพื่อยืนยันขอบเขตสิทธิทางกฎหมายของเทคโนโลยีนั้น แต่หากบางส่วนของเทคโนโลยีที่มีการกล่าวอ้างถึงในสิทธิบัตรไม่ได้อยู่ในข้อถือสิทธิ แต่อยู่ในรายละเอียดการประดิษฐ์ เป็นต้น นั่นหมายความว่าเจ้าของสิทธิไม่ได้ขอรับความคุ้มครองในส่วนนั้น ซึ่งเราอาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้หากส่วนนั้น ไม่ได้มีการขอรับความคุ้มครองภายใต้สิทธิบัตรฉบับอื่นๆไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

     สำหรับการตรวจสอบอิสรภาพทางกฎหมายตามขั้นตอนนี้ ผมแนะนำให้ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร เพื่อช่วยเราตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารสิทธิบัตรที่เราดึงมาวิเคราะห์เพื่อแนะนำความเสี่ยงทางกฎหมาย และโอกาสการนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ติดข้อกฎหมายจะดีที่สุดครับ

4. ตรวจสอบสินทรัพย์สำคัญที่มีอยู่ (Key Assets Audit)

     ขั้นตอนนี้สามารถทำก่อนขั้นตอนอื่นๆได้ โดยจะเป็นกระบวนการทำ Audit หรือการนำสินทรัพย์ที่สำคัญของเรามาตรวจสอบ บันทึก และปกป้องอย่างถูกวิธี และเนื่องจากธุรกิจในยุคปัจจุบันล้วนแต่ใช้ Intangible Assets ในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพขององค์กร ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้ อาจรวมไปถึง แบรนด์ ดาต้า อัลกอริทึม บุคลากร ความรู้เฉพาะทาง กระบวนการทางธุรกิจ สิทธิบัตร ความสัมพันธ์กับนักลงทุน ลูกค้า และซัพพลายเออร์ ใบรับรอง กระบวนการ/ระบบ วัฒนธรรมองค์กร เป็นต้น 

     ผมจึงอยากให้คุณได้ลองวิเคราะห์กับทีมงาน และบันทึก Intangible Assets ที่เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจภายในของคุณอย่างแท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ เมื่อนำไปประกอบกับเทคโนโลยีที่เราวิเคราะห์ในขั้นตอนที่ 1-3 แล้วจะช่วยเราสร้างนวัตกรรมที่โดดเด่น ทรงพลัง และแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างสูงสุด แต่อย่าลืมว่าคุณจะต้องปกป้อง Intangible Assets ที่สำคัญเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา และสัญญาในรูปแบบต่างๆให้ได้มากที่สุด

5. วิเคราะห์ความคาดหวังใหม่ที่เกิดขึ้น (New Expectations Analysis)

      จากขั้นตอนที่ 1-2 เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีที่เป็นแรงบันดาลใจของเรา ทำให้ตลาด ลูกค้า และผู้บริโภคเกิดความคาดหวังอะไรขึ้นมาใหม่จากแบรนด์หรือบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมา ผลจากการวิเคราะห์อาจจะทำให้เห็นจุดตึงเครียด (Tension Points) ที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่กับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้นๆ ลูกค้าอาจต้องการความ Personalize หรือความเฉพาะกับตัวบุคคลมากขึ้น เช่น เนื้อสังเคราะห์ที่มีการเพิ่ม Immune Booster ที่สามารถดูดซึมได้ดีกว่าเนื้อปกติ สำหรับบุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือติดเชื้อได้ง่าย หรือความปลอดภัยในกระบวนการผลิตที่ปราศจากเชื้อโรค ทำให้ผู้บริโภคสามารถเช็คย้อนกลับถึงต้นทางได้ 

     หรือเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการ เช่น การสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เปลี่ยนหลังจากวิกฤต COVID-19 จะทำให้ผู้บริโภคคาดหวังการเลือกซื้อสินค้าหลากหลายผ่านช่องทางออนไลน์ การระบุความต้องการทางโภชนาการและการได้รับการบริการผ่านผ่านช่องทางดังกล่าวโดยไม่ต้องพบเจอผู้ขายด้วยตัวเองอีกต่อไป ทั้งนี้ การใช้ Chatbot มาช่วยตอบคำถามและให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์จากมีประโยชน์กับผู้บริโภคมากมาย

ความคาดหวังเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะบอกเราว่าเราควรพัฒนานวัตกรรม หรือ Deep Tech ของเราไปในทิศทางไหนให้สอดคล้องกับความคาดหวังใหม่หรือปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ระยะการสร้างนวัตกรรม (Creation Phase):

6.เลือกประเภทของนวัตกรรมที่ต้องการสร้าง (Innovation Type Selection & Creation)

     Deep Tech หรือนวัตกรรมที่จะสร้างขึ้นมาควรสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดให้มากที่สุด โดยไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น และสามารถใช้สินทรัพย์สนับสนุนที่สำคัญ (Key Contributing Assets) ภายในองค์กรเพื่อช่วยพัฒนาและผลักดันให้ Deep Tech ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นทำได้จริง หากไม่มี Assets ที่สามารถช่วยสนับสนุน หรือขับเคลื่อนให้องค์กรพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวได้ สิ่งที่เราต้องการคงเกิดได้ยาก หรือ ต้องใช้เวลา เงินทุน และทรัพยากรในการพยายามสร้างหรือหา Key Assets เหล่านั้นมาให้ได้ก่อน เพื่อนำไปสนับสนุนการสร้าง Deep Tech ของเราได้ เช่น หากไม่มี Data Scientist การเก็บข้อมูลจากกระบวนการ หรือความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่ต้น หากเราต้องการทำ Personalized Cultured Meat คงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีทั้ง Data และผู้เชี่ยวชาญในการนำ Data ไปพัฒนาเป็นอัลกอริทึมที่สามารถประเมินความต้องการทางโภชนาการของลูกค้าแต่ละรายได้ เป็นต้น ด

     และคำว่า Deep Tech สำหรับผม ไม่จำเป็นต้องเป็นในรูปแบบ “ผลิตภัณฑ์/สินค้า/โซลูชั่นส์ (Product)” ก็ได้ แต่อาจจะเป็นรูปแบบ “บริการ (Service)” “โมเดลธุรกิจ (Business Model)” หรือ “แคมเปญการตลาด (Marketing/Campaign)” ได้ด้วยเช่นกัน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่า Deep Tech ต้องเป็น Product Innovation แต่ตามที่ 

     Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า “เราต้องเริ่มจากประสบการณ์ของลูกค้า และย้อนกลับมาที่เทคโนโลยี ไม่ใช่ทำอย่างหลังก่อน” ซึ่งหมายความว่า เราควรเริ่มจากความคาดหวังของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Target Customers) ซึ่งอาจจะไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีใหม่ แต่อาจเป็นการได้รับการบริการที่รวดเร็วทันใจจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนั้นก็ได้ ดังนั้น รูปแบบของ Deep Tech ที่ควรเป็น คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองประสบการณ์ที่เฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยนวัตกรรมการบริการ (Service Innovation) โดยเราอาจจะมีการปรับหรือแก้ไขเทคโนโลยีที่ได้จากเอกสารสิทธิบัตรนั้นเล็กน้อยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างบริการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

7. สร้างกลยุทธ์ปกป้องและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา (IP & Innovation Utilization Strategy)

     หลังจากขั้นตอน 6 อาจมีการพัฒนารูปแบบของนวัตกรรมหรือ Deep Tech ออกมาบางส่วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพียง Concept หรือ Working Prototype เราควรมีการวางแผนการปกป้องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไว้ด้วยเช่นกัน โดยคุณสามารถใช้ My IP-Innovation Worksheet   ในการวางแผนของคุณต่อไปได้ โดยให้ชัดเจนถึงสาระสำคัญของ Deep Tech ที่ได้พัฒนาขึ้น ความใหม่ (Novelty) ของมัน พร้อมรูปประกอบ (ถ้ามี) ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา (IP Protection Type) ที่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ 

My IP-Innovation Worksheet

     รวมไปถึง ลิขสิทธิ์ (Copyright), เครื่องหมายการค้า (Trademark/Service Mark), สิทธิบัตร (Invention/Utiilty/Design Patent), และความลับทางการค้า (Trade Secret) และวิธีการใช้ประโยชน์จากมัน (IP Utilization Type) เลือกได้จากอย่างน้อย การใช้ภายใน (Internal), การขายหรือโอนให้ผู้อื่นใช้ (Assignment), การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing), การขยายแฟรนไชส์ (Franchising), การทำกิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือ การตั้งธุรกิจย่อย (Spin-Off) เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบของ Deep Tech ที่จะพัฒนาขึ้นมา วิธีและกลยุทธ์การปกป้องและใช้ประโยชน์อาจแตกต่างกันไปตามแต่กรณี  แนวการปฏิบัติในอุตสาหกรรม และวัฏจักรของเทคโนโลยีนั้นๆด้วยเช่นกัน 

     ขั้นตอนทั้ง 7 ที่ผมได้กล่าวมา ควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 7 สัปดาห์ในการช่วยคุณเร่งพัฒนา Deep Tech ภายในองค์กรของคุณ โดยโปรแกรมนี้ เราเรียกว่า 7-Week Innovation (ZEWIN®) โดยจะเริ่มมีการนำไปใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมต่างๆอย่างจริงจัง ทางทีมงาน IDG จะทำการตรวจสอบ Intangible Assets ของคุณ พร้อมวิเคราะห์เทรนด์นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากข้อมูลสิทธิบัตร และแหล่งข้อมูลนวัตกรรมต่างๆเพื่อนำมาใช้ในการช่วยคุณพัฒนาต่อยอด Deep Tech ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และทำให้สามารถนำไปปกป้องและขยายผลการใช้ประโยชน์จริงได้ภายใน 7 สัปดาห์

(Note: IP-Innovation Canvas และ IP-Innovation Worksheet เป็นเครื่องมือที่ IDG พัฒนาต่อมาจาก Consumer Trend Canvas ของ Trendwatching)

Great Wall Motor คือใคร?

great wall motor คือใคร

Great Wall Motor คือใคร? ใหญ่แค่ไหนในจีน? - บทวิเคราะห์โดย IDG Patent Analytics

Great Wall Motor คือใคร? เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับคนไทยจำนวนไม่น้อย หลังจากข่าว Chevrolet ประกาศยุติกิจการในประเทศไทย โดยที่มีผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนภายใต้ชื่อ Great Wall Motor (GWM) เข้าซื้อโรงงานผลิตรถยนต์ของกลุ่ม GM ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ Chevrolet ที่จังหวัดระยอง

GWM อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก แต่ที่จริงแล้ว GWM เป็นกลุ่มผลิตรถยนต์ที่ติด 3 อันดับแรกของประเทศจีน และมียอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคัน

แล้วขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของ GWM เป็นอย่างไรบ้าง?

เราขอแนะนำเครื่องมือหนึ่งในการศึกษาศักยภาพทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัท นั่นคือการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร ที่บริษัทนั้น ๆ ได้ดำเนินการขอรับความคุ้มครองการประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาในรูปแบบของสิทธิบัตร

 

การวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร คือ กระบวนการคัดกรองและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารสิทธิบัตรและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของเทคโนโลยีหรือข้อมูลเชิงลึก เพื่อประกอบการวางแผนกลยุทธ์หรือการตัดสินใจทางธุรกิจในตลาด รวมถึงยกระดับเทคโนโลยีนวัตกรรมของท่านให้ก้าวสู่
การเป็นผู้นำในเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ

Great Wall Motor Patent

(รูปที่ 1) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 จนถึงปัจจุบัน บริษัท Great Wall Motor มีการประดิษฐ์ที่ขอรับความคุ้มครองในรูปแบบของสิทธิบัตรที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว 5,953 การประดิษฐ์ โดยมีการนำการประดิษฐ์เหล่านี้ไปขอรับสิทธิบัตรทั่วโลกรวมทั้งหมด 6,015 ฉบับ เนื่องจากสิทธิบัตรจะคุ้มครองการประดิษฐ์เพียงแค่ในประเทศที่มีการขอรับสิทธิบัตรไว้เท่านั้น ซึ่งโดยปกติบริษัทระดับโลกจะมีจำนวนสิทธิบัตรมากกว่าจำนวนการประดิษฐ์อยู่มากเนื่องจากมีการดำเนินการในหลายประเทศและต้องการปกป้องการประดิษฐ์ให้ครอบคลุมทุกประเทศ

การประดิษฐ์ (Patent Family): เนื่องจากสิทธิบัตรเป็น Territorial Rights ที่มีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย เฉพาะในประเทศที่มีการเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้เท่านั้น หมายความว่าถ้าเราต้องการคุ้มครองการประดิษฐ์และ เทคโนโลยีให้ครอบคลุมตลาดในประเทศที่เราสนใจ ก็จะต้องเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้ในประเทศนั้นๆ ด้วย เมื่องานประดิษฐ์มีการยื่นจดสิทธิบัตรเข้าไปในประเทศแรก และเข้าไปยื่นต่อในประเทศต่างๆ โดยการ Claim Priority ในระยะเวลาที่กำหนด เอกสารทั้งหมดจะเรียกว่าอยู่ในครอบครัวสิทธิบัตร (Patent Family) เดียวกัน และถ้ามีการยื่นเข้าไปในหลายประเทศเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวสิทธิบัตรนั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจจะสื่อถึงมูลค่าของการประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมีความต้องการในการคุ้มครองสิทธิในตลาดที่ใหญ่ขึ้น

(รูปที่ 1) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 จนถึงปัจจุบัน บริษัท Great Wall Motor มีการประดิษฐ์ที่ขอรับความคุ้มครองในรูปแบบของสิทธิบัตรที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว 5,953 การประดิษฐ์ โดยมีการนำการประดิษฐ์เหล่านี้ไปขอรับสิทธิบัตรทั่วโลกรวมทั้งหมด 6,015 ฉบับ เนื่องจากสิทธิบัตรจะคุ้มครองการประดิษฐ์เพียงแค่ในประเทศที่มีการขอรับสิทธิบัตรไว้เท่านั้น ซึ่งโดยปกติบริษัทระดับโลกจะมีจำนวนสิทธิบัตรมากกว่าจำนวนการประดิษฐ์อยู่มากเนื่องจากมีการดำเนินการในหลายประเทศและต้องการปกป้องการประดิษฐ์ให้ครอบคลุมทุกประเทศ

Patent Cooperation Treaty (PCT) เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศสำหรับการขอรับความคุ้มครองการประดิษฐ์ในประเทศสมาชิก เพื่อให้สะดวก และลดภาระของผู้ขอรับสิทธิบัตรที่ต้องการขอยื่นรับสิทธิบัตรในหลายประเทศทั่วโลก

รูปที่ 3

      เมื่อดูจากสถิติในการยื่นขอรับสิทธิบัตรของบริษัท Great Wall Motor จึงพบว่า บริษัทมีการยื่นขอรับสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 จนถึงปัจจุบัน และยังพบว่า GWM เริ่มมีการขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศในปี ค.ศ. 2013 มีการขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีจำนวนการยื่นขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศมากที่สุดในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งในปี ค.ศ. 2018-2020 อาจยังไม่มีข้อมูลครบถ้วนเนื่องจากขั้นตอนการขอรับสิทธิบัตรที่ซับซ้อนและใช้เวลานานก่อนที่จะมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ

      โดยนอกจากการยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศจีนแล้ว GWM ยังมีการยื่นขอรับสิทธิบัตรผ่านระบบ PCT ทั้งหมด 50 ฉบับ ซึ่งสิทธิบัตรที่ยื่นผ่านระบบ PCT เหล่านี้สามารถใช้เพื่อขอรับสิทธิบัตรในประเทศต่าง ๆ ได้อีกภายในระยะเวลา 30 เดือน จากวันที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรครั้งแรก โดยส่วนมากการประดิษฐ์ที่เจ้าของมองว่ามีศักยภาพสูงมักจะถูกเจ้าขอสิทธิบัตรนำไปขอรับสิทธิบัตรไว้ในหลายประเทศเพื่อปกป้องเทคโนโลยีของตนเองไม่ให้ถูกลอกเลียน หรือทำซ้ำ

      โดยตัวอย่างการประดิษฐ์ที่ GWM ดำเนินการขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศ ได้แก่ สิทธิบัตรจีนเลขที่ประกาศโฆษณา CN109344677A ภายใต้ชื่อการประดิษฐ์ “identifying three-dimensional object method, device, vehicle, and storage medium” ซึ่งเปิดเผยการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการระบุตำแหน่งของวัตถุสามมิติที่มีความแม่นยำสูง หรือ สิทธิบัตรจีนเลขที่ประกาศโฆษณา CN109404721A ภายใต้ชื่อการประดิษฐ์ “hydrogen bottle” ซึ่งเปิดเผยการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบอกบรรจุเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ และ สิทธิบัตรจีนเลขที่ประกาศโฆษณา CN208444901U ภายใต้ชื่อการประดิษฐ์ “battery module and battery pack for a vehicle with the same” ซึ่งเปิดเผยการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับชุดแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ เป็นต้น 

       ซึ่ง GWM มีการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้วภายใต้แบรนด์รถยนต์ ORA นอกจากนี้ GWM ยังวางแผนที่จะนำเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาใช้ในแบรนด์รถยนต์ HAVAL ภายในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งล่าสุด GWM ได้ยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร เลขที่ประกาศโฆษณา CN209487618U ภายใต้ชื่อการประดิษฐ์ “Manifold assembly, fuel cell system and fuel cell vehicle” ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบจ่ายก๊าซในระบบเซลล์เเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยรวมระบบจ่ายก๊าซไฮโดรเจน ระบบจ่ายอากาศ และระบบทำความเย็นเข้าด้วยกัน เพื่อให้จ่ายต่อการประกอบและเชื่อมต่อระบบเซลล์เชื้อเพลิงเข้าด้วยกันโดยประหยัดพื้นที่มากขึ้น

        ซึ่ง GWM มีการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนจำนวน 3 การประดิษฐ์ และทั้ง 3 งานเกี่ยวข้องกับการส่งจ่ายก๊าซไฮโดรเจนเท่านั้น และไม่ได้ครอบคลุมไปถึงองค์ประกอบอื่นของเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ในขณะที่เมื่อเทียบกับบริษัท Toyota ที่มีการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมากถึง 2994 การประดิษฐ์ และยังเกี่ยวข้องกับส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุมการส่งก๊าซและการผลิตพลังงาน แหล่งกักเก็บก๊าซไฮโดรเจน และโครงสร้างภายในของเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นต้น แสดงให้เห็นว่า GWM ยังขาดการประดิษฐ์ที่สำคัญต่อเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเราอาจเห็นการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งกักเก็บก๊าซไฮโดรเจน และโครงสร้างเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาแบรนด์รถยนต์ HAVAL หากไม่อย่างนั้น GWM จะต้องซื้อเทคโนโลยีจากผู้ผลิตเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเจ้าอื่น

(รูปที่ 4) เมื่อดูแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของ GWM โดยจำแนกตามกลุ่มเทคโนโลยีโดยแยกเป็นแนวโน้มในการยื่นขอรับสิทธิบัตรในแต่ละปีตามกลุ่มเทคโนโลยี พบว่าสิทธิบัตรส่วนมากของ GWM เกี่ยวข้องกับ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถยนต์ เครื่องยนต์ กลไกจักรกล และ อุปกรณ์ต่างๆ และยังพบกลุ่มสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลไฟฟ้ามากเป็นอันดับ 3 ซึ่งสิทธิบัตรของ GWM ในกลุ่มเทคโนโลยีเครื่องจักรกลไฟฟ้า กล่าวถึง อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถยนต์ เช่นหลอดไฟ รวมถึง แบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อมูลเบื้องต้นจากสิทธิบัตรเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Great Wall Motor ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยแหล่งพลังงานอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน เช่น ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และเซลล์เชื้อเพลิงไฮโรเจน โดยเห็นได้จากแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยี และการยื่นขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของบริษัท Great Wall Motor เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากต้องการจะเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของ GWM ในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า เราสามารถนำสิทธิบัตรด้านรถยนต์ไฟฟ้าของ GWM มาเปรียบเทียบกับบริษัทที่เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง เช่น Tesla หรือ Toyota เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพของ GWM ในด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะได้อีก

Disney จับมือกับ Kenneth Cobonpue เสกสรร Star Wars ออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์สุดล้ำ

บริษัทผลิตภาพยนตร์และอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง Walt Disney จ้างให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังสัญชาติฟิลิปปินส์ Kenneth Cobonpue ให้เป็นผู้ออกแบบคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์ในธีมสตาร์วอร์สขึ้นมา…

บลูทูธแจ้งเตือนเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม

หมดปัญหากังวลใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือใคร ๆ ก็ตามที่ต้องเลี้ยงดูเด็กอ่อน เมื่อ Monit บริษัทสัญชาติเกาหลีจับมือร่วมกับ Kimberly Clark เปิดตัวเครื่องบลูทูธแจ้งเตือนเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมในงาน CES เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีขนาดไซส์เท่ากับคุกกี้…

สิทธิบัตรอาหารเพื่อการรักษา ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

อย่างที่เข้าใจกันว่าเมื่อคนเรามีอาการป่วย หรือไม่สบายอาจทำให้การรับประทานอาหารเป็นไปได้ยาก รวมถึงรสชาติของอาหารของผู้ป่วย หรืออาหารที่ช่วยรักษาอาการต่างๆ มักมีรสชาติที่ไม่ดีเท่าที่ควร วันนี้ทีม IDG จึงขอนำเสนออาหารที่จะมาช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอีก…

6 ข้อควรรู้ ก่อนจดเครื่องหมายการค้าในเมียนมา

ทำไมต้องไปลงทุนในเมียนมา? ทำไมต้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเมียนมา? จะคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในเมียนมาอย่างไร? เมื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วจะมีอายุความคุ้มครองกี่ปี? การประกาศโฆษณาต้องทำอย่างไร? ทำไมต้องใช้บริการกับ IDG? ค้นหาคำตอบได้ที่นี่

Urban Outfitters เตรียมเปิดแพลทฟอร์ม subscription ให้เช่า/ยืมเสื้อผ้า

ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ Urban Outfitters แบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นชั้นนำสัญชาติอเมริกา เตรียมเปิดแพลทฟอร์ม subscription ให้เช่า/ยืม ภายใต้แบรนด์ลูกที่ชื่อว่า nuuly ….

ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต เชียงใหม่ นำใบตองมาใช้แทนพลาสติกจนชาวเน็ตทั่วโลกพากันกระหน่ำแชร์

ด้วยกระแสรักษ์โลก และการรีไซเคิล จะช่วยกันแก้ปัญหาปริมาณพลาสติก ในปัจจุบัน ทำให้มีการรณรงค์งดใส่ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ทุกวันที่ 4 ของเดือน และการไม่รับถุงในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ …