International Website
BAYH-DOLE ACT
กับสิทธิของนักวิจัย
 

        เมื่อตอนที่ 1 เราได้ทราบกันไปแล้วว่า Bayh Dole Act เปิดโอกาสให้ “ผู้รับทุน” เป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกิดจากสัญญารับทุนสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (มาตรา 10) และเป็นหน้าที่ของผู้รับทุน ที่จะต้องแสวงหาแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัยนั้นๆ

ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดของกฎหมายในมาตรา 10 เพิ่มเติม จะพบว่ามีการระบุไว้ในวรรค 4 ว่่า “กรณีที่ผู้รับทุนแสดงความประสงค์ไม่ถือครองสิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรม นักวิจัยที่มีความประสงค์ถือครองสิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรมนั้น อาจทำหนังสือขอถือครองสิทธิไปยังผู้ให้ทุนได้” นั่นหมายความว่าหาก “นักวิจัย” ท่านใดมองเห็นแนวทางใช้ประโยชน์จากงานวิจัยของตน สามารถขอเป็นเจ้าของในผลงานนั้นได้ แต่..ต้องเป็นกรณีที่ “ผู้รับทุน” ได้แก่ องค์กร หรือหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่ ไม่ขอเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยนั้น ซึ่งผู้รับทุนสามารถโอนความเป็นเจ้าของให้ “นักวิจัย” ได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ให้ทุน และเมื่อ “นักวิจัย” ได้ความเป็นเจ้าของในผลงานนั้นๆ แล้ว ต้องปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นผู้รับทุน คือ ..

  • รายงานผลการวิจัยและนวัตกรรม ให้ผู้ให้ทุนทราบก่อนดำเนินการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 10 วรรค 2)
  • บริหารจัดการผลงาน เพื่อการใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์ และสาธารณประโยชน์ และกรณีเกิดรายได้ต้องมีการจัดสรรให้แก่ผู้ที่เกี่วยวข้อง (มาตรา 11)
  • หากไม่มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่รายงานผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ค้นพบต่อผู้ให้ทุน ให้สิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรมกลับไปเป็นของผู้ให้ทุน (มาตรา 24)
 
         ในความเป็นจริง! การโอนสิทธิความเป็นเจ้าของจาก “ผู้รับทุน” มายัง “นักวิจัย” นั้น มีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐ หรือมหาวิทยาลัย จะต้องปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับ พรบ. ฉบับนี้ ด้วยในปัจจุบันหน่วยงานของรัฐมักระบุให้ สิทธิในผลงานวิจัยและผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานหรือลูกจ้าง เป็นของหน่วยงานของรัฐ เท่านั้น โดยมีการระบุไว้ในระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาของหน่วยงาน หรือในสัญญาว่าจ้างงาน เป็นต้น

แล้วถ้า “นักวิจัย” ได้โอกาสในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้นแล้ว แค่นักวิจัยเพียงฝ่ายเดียวจะสามารถจัดการผลงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างที่กฎหมายเปิดโอกาสให้หรือไม่? ควรมีตัวช่วยหรือไม่? และควรเป็นใคร? ในตอนที่ 3 เราจะมาแนะนำกันค่ะ

IDG หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์ในการวางแผน ให้กับผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่าน สำหรับการขอรับคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทางทีมงาน IDG ยินดีที่จะให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะช่วยท่านวางแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้
BAYH-DOLE ACT
กับสิทธิของนักวิจัย
 

        เมื่อตอนที่ 1 เราได้ทราบกันไปแล้วว่า Bayh Dole Act เปิดโอกาสให้ “ผู้รับทุน” เป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกิดจากสัญญารับทุนสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (มาตรา 10) และเป็นหน้าที่ของผู้รับทุน ที่จะต้องแสวงหาแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัยนั้นๆ

ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดของกฎหมายในมาตรา 10 เพิ่มเติม จะพบว่ามีการระบุไว้ในวรรค 4 ว่่า “กรณีที่ผู้รับทุนแสดงความประสงค์ไม่ถือครองสิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรม นักวิจัยที่มีความประสงค์ถือครองสิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรมนั้น อาจทำหนังสือขอถือครองสิทธิไปยังผู้ให้ทุนได้” นั่นหมายความว่าหาก “นักวิจัย” ท่านใดมองเห็นแนวทางใช้ประโยชน์จากงานวิจัยของตน สามารถขอเป็นเจ้าของในผลงานนั้นได้ แต่..ต้องเป็นกรณีที่ “ผู้รับทุน” ได้แก่ องค์กร หรือหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่ ไม่ขอเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยนั้น ซึ่งผู้รับทุนสามารถโอนความเป็นเจ้าของให้ “นักวิจัย” ได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ให้ทุน และเมื่อ “นักวิจัย” ได้ความเป็นเจ้าของในผลงานนั้นๆ แล้ว ต้องปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นผู้รับทุน คือ ..

  • รายงานผลการวิจัยและนวัตกรรม ให้ผู้ให้ทุนทราบก่อนดำเนินการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 10 วรรค 2)
  • บริหารจัดการผลงาน เพื่อการใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์ และสาธารณประโยชน์ และกรณีเกิดรายได้ต้องมีการจัดสรรให้แก่ผู้ที่เกี่วยวข้อง (มาตรา 11)
  • หากไม่มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่รายงานผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ค้นพบต่อผู้ให้ทุน ให้สิทธิในผลงานวิจัยและนวัตกรรมกลับไปเป็นของผู้ให้ทุน (มาตรา 24)
 
         ในความเป็นจริง! การโอนสิทธิความเป็นเจ้าของจาก “ผู้รับทุน” มายัง “นักวิจัย” นั้น มีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐ หรือมหาวิทยาลัย จะต้องปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับ พรบ. ฉบับนี้ ด้วยในปัจจุบันหน่วยงานของรัฐมักระบุให้ สิทธิในผลงานวิจัยและผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานหรือลูกจ้าง เป็นของหน่วยงานของรัฐ เท่านั้น โดยมีการระบุไว้ในระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาของหน่วยงาน หรือในสัญญาว่าจ้างงาน เป็นต้น

แล้วถ้า “นักวิจัย” ได้โอกาสในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้นแล้ว แค่นักวิจัยเพียงฝ่ายเดียวจะสามารถจัดการผลงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างที่กฎหมายเปิดโอกาสให้หรือไม่? ควรมีตัวช่วยหรือไม่? และควรเป็นใคร? ในตอนที่ 3 เราจะมาแนะนำกันค่ะ

IDG หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์ในการวางแผน ให้กับผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่าน สำหรับการขอรับคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทางทีมงาน IDG ยินดีที่จะให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะช่วยท่านวางแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

crossmenuchevron-down