สิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร คืออะไร ? การจดสิทธิบัตรเบื้องต้น มีขั้นตอนอย่างไร (อัปเดต 2026)

สิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร คืออะไร

อัปเดตล่าสุด: 3 สิงหาคม 2569

ตรวจทานเนื้อหาโดยทีมที่ปรึกษาด้านสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา IDG Thailand

  • คุณพิมพ์พรรณ อโณทัยนาท — ผู้จัดการฝ่ายสิทธิบัตรและนวัตกรรม
  • คุณณรงค์เดช โสภาโชติ — ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสิทธิบัตร

เคยสงสัยไหมว่า “สิทธิบัตร” และ “อนุสิทธิบัตร” ต่างกันอย่างไร และทำไมถึงสำคัญกับการปกป้องนวัตกรรม? สิทธิบัตรคือเอกสารคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบที่ช่วยป้องกันการลอกเลียนและเพิ่มมูลค่าให้สินค้า มี 3 ประเภท ได้แก่ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่คุ้มครองสิ่งใหม่ที่ซับซ้อนคุ้มครอง 20 ปี, อนุสิทธิบัตรที่คุ้มครองสิ่งปรับปรุงเล็กน้อยคุ้มครอง 6-10 ปี และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นรูปลักษณ์คุ้มครอง 10 ปี การจดสิทธิบัตรไม่เพียงป้องกันไอเดียของคุณ แต่ยังสร้างโอกาสในเชิงพาณิชย์ เช่น การขายสิทธิหรือดึงดูดนักลงทุน หากคุณต้องการปกป้องและต่อยอดไอเดียของคุณ นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้!

สารบัญสิทธิบัตร

สารบัญสิทธิบัตร

สิทธิบัตร คืออะไร?

สิทธิบัตร (Patent) คือ เอกสารทางกฎหมายที่ออกเพื่อคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยให้สิทธิ์เฉพาะแก่เจ้าของในการผลิต ขาย ให้เช่า หรือแจกจ่ายการประดิษฐ์ในประเทศที่ได้รับการคุ้มครอง เจ้าของสิทธิบัตรสามารถกีดกันผู้อื่นจากการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่น อุปกรณ์ที่มีการทำงานเฉพาะ หรือการออกแบบที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น รูปทรง ลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์

ในการขอรับสิทธิบัตร ผู้ขอต้องเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบอย่างครบถ้วนต่อสำนักงานสิทธิบัตรในประเทศที่ต้องการการคุ้มครอง การมีสิทธิบัตรช่วยให้ผู้ประดิษฐ์สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การก่อตั้งธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือการให้เช่าสิทธิ (license-out) ให้ผู้อื่นนำไปผลิตหรือพัฒนาต่อยอด

ประเภทของสิทธิบัตร มีกี่ประเภท จดสิทธิบัตรอะไรได้บ้าง?

ภายใต้กฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย สิทธิบัตรสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

  1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์

  2. อนุสิทธิบัตร 

  3. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ คืออะไร?

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ คือ ทรัพย์สินทางปัญญาที่มอบให้กับผลงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อนและไม่สามารถคิดค้นได้โดยง่าย สิทธิบัตรการประดิษฐ์ช่วยคุ้มครองแนวคิดและนวัตกรรมที่มีความสำคัญในเชิงเทคนิค ส่งเสริมการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และให้สิทธิ์เฉพาะแก่ผู้ประดิษฐ์ในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในตลาด

ปกป้องการประดิษฐ์ที่มีการใช้งานหรือมีประโยชน์ใช้สอย การประดิษฐ์อาจรวมถึง ลักษณะ องค์ประกอบ กลไก โครงสร้าง กระบวนการ หรือ กรรมวิธี สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ 20 ปี นับจากวันที่ยื่นจดสิทธิบัตร และคุ้มครองในประเทศที่ยื่นจดเท่านั้น

3 หลักเกณฑ์ในการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากสำนักงานสิทธิบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.1 สิ่งประดิษฐ์ต้องเป็นสิ่งใหม่ (Novelty)

สิ่งประดิษฐ์ที่ยื่นขอรับสิทธิบัตรต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีการเผยแพร่หรือเปิดเผยต่อสาธารณชนมาก่อนในระดับโลก ผู้ยื่นจดสิทธิบัตรต้องตรวจสอบว่าการประดิษฐ์นั้นไม่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ วารสาร นิตยสาร หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ การตรวจสอบนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ที่กำลังยื่นจดเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และผู้ยื่นจดสิทธิบัตรต้องไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือสาระสำคัญของสิ่งประดิษฐ์ก่อนวันที่ยื่นจดสิทธิบัตร เช่น การเผยแพร่ในงานประชุม สัมมนา สิ่งพิมพ์ หรือผ่านสื่อออนไลน์

1.2 สิ่งประดิษฐ์ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step)

สิ่งประดิษฐ์นั้นต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่ไม่ได้เป็นที่เข้าใจโดยง่ายสำหรับผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ ซึ่งหมายถึงว่าการประดิษฐ์นั้นต้องมีลักษณะที่ก้าวหน้ากว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด เพื่อยืนยันว่าเป็นการคิดค้นใหม่ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น การยื่นขอจดสิทธิบัตรอาจต้องอ้างอิงผลการทดสอบ ผลการวิจัย หรือการสืบค้นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ (prior arts) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและความก้าวหน้าทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ที่กำลังยื่นขอสิทธิบัตร

1.3 สิ่งประดิษฐ์ต้องสามารถใช้ในอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability)

สิ่งประดิษฐ์นั้นต้องมีความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้ และต้องไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามหรือเป็นอันตรายต่อประชากรหรือประเทศชาติ เช่น อาวุธชีวเคมีหรืออุปกรณ์ในการขโมยข้อมูลจากบัตรเครดิต ทั้งนี้การประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ในประเทศไทยรวมถึง จุลชีพที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ กฎหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ฐานข้อมูล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และวิธีการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคในมนุษย์และสัตว์

ตัวอย่างของสิ่งประดิษฐ์ที่อาจได้รับความคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์

  • กรรมวิธีผลิตผงซักฟอกใหม่ที่มีส่วนประกอบของสารสมุนไพรหลายชนิด (ไม่เป็นสารสกัดจากผลิตภัณฑ์น้ำมัน) เมื่อนำเอาสิ่งเหล่านี้มาผ่านกรรมวิธีการผลิตนี้แล้วทำให้เกิดผลบวกต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ (ควรมีผลการทดลองเพื่อประกอบการยื่นจดด้วย) เช่น การฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่บนผ้า การระงับการแพร่เชื้อโรค ขจัดคราบต่างๆ และไม่มีพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลที่ดีเหนือกว่าผงซักฟอกแบบเดิม
  • ระบบไฮบริดใหม่ (Hybrid) ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนในเครื่องยนต์และมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและประหยัดต้นทุน เหนือกว่าเครื่องยนต์ระบบไฮบริดแบบเดิมในตลาด
  • ระบบการผลิตไม้กอล์ฟแบบใช้ข้อมูลดิจิตอลมาประกอบการผลิต ที่อำนวยให้ลูกค้าสามารถเลือกรูปร่างลักษณะ ขนาด ความโค้งมนและวัสดุให้ตรงตามความต้องการ ด้วยระบบการผลิตชนิดนี้ทำให้สามารถผลิตไม้กอล์ฟได้อย่างรวดเร็วทันที ลูกค้าสามารถรอรับกลับบ้านได้

Tip จากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร

ก่อนยื่นจดสิทธิบัตร ควรมีการสืบค้นความใหม่ (Novelty Search) เพื่อประเมินว่าสิ่งประดิษฐ์ของคุณมีโอกาสผ่านการพิจารณาหรือไม่

การตรวจสอบล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ และช่วยให้สามารถปรับปรุงคำขอให้แข็งแรงมากขึ้น สามารถปรึกษา IDG Thailand คลิก

IDG สรุปให้ : การขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต้องผ่านการพิจารณาโดยยึดหลักเกณฑ์ทั้งสามประการดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งประดิษฐ์นั้นเป็นสิ่งใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยไม่มีการขัดต่อกฎหมายหรือความปลอดภัยของสังคมและประเทศชาติ
ตัวอย่างสิทธิบัตรการประดิษฐ์
ตัวอย่าง สิทธิบัตรการประดิษฐ์​
สิทธิบัตรการประดิษฐ์​

2. อนุสิทธิบัตร คืออะไร?

อนุสิทธิบัตร เป็นหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับที่ไม่ซับซ้อนหรือมีการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยอาจเป็นการปรับปรุงหรือคิดค้นเพียงเล็กน้อย แต่มีประโยชน์ใช้สอยที่ชัดเจน อนุสิทธิบัตรช่วยให้ผู้ประดิษฐ์ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในระยะเวลาที่กำหนด และสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าผู้อื่นจะนำไอเดียไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ปกป้องการประดิษฐ์ที่มีการใช้งานหรือมีประโยชน์ใช้สอย การประดิษฐ์อาจรวมถึง ลักษณะ องค์ประกอบ กลไก โครงสร้าง กระบวนการ หรือ กรรมวิธีอนุสิทธิบัตรมีอายุ 6 ปี นับจากวันที่ยื่นจด และคุ้มครองในประเทศที่ยื่นจดเท่านั้น เจ้าของสิทธิสามารถยื่นต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี แต่ทั้งหมดไม่เกิน 10 ปี หลักเกณฑ์ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” จะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตร เหมาะสมกับสิ่งประดิษฐ์ที่มีการพัฒนาหรือมีการปรับปรุงเล็กน้อย

อนุสิทธิบัตร มีหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากสำนักงานสิทธิบัตร ดังนี้:

  • ต้องเป็นสิ่งใหม่ (Novelty) สิ่งประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีการเผยแพร่หรือเปิดเผยต่อสาธารณชนมาก่อนในระดับโลก ผู้ยื่นขอต้องตรวจสอบว่าสิ่งประดิษฐ์ของตนไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว โดยการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลสิทธิบัตร วารสาร นิตยสาร ข่าว หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ นอกจากนี้ ผู้ยื่นจดต้องไม่เปิดเผยสาระสำคัญของสิ่งประดิษฐ์ก่อนวันที่จะยื่นขออนุสิทธิบัตร การเปิดเผยนี้รวมถึงการนำเสนอในการประชุมสัมมนา การออกร้าน สื่อออนไลน์ หรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้สิ่งประดิษฐ์ไม่สามารถถือว่าเป็นสิ่งใหม่ได้
  • ต้องสามารถใช้ในอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability) สิ่งประดิษฐ์ต้องมีคุณค่าหรือประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การแพทย์ หรืออื่น ๆ ในประเทศไทย สิ่งประดิษฐ์ต้องไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ของประชาชนหรือประเทศชาติ เช่น อาวุธชีวเคมีหรืออุปกรณ์สำหรับขโมยข้อมูลจากบัตรเครดิต นอกจากนี้ การประดิษฐ์บางประเภทที่ไม่สามารถขอรับอนุสิทธิบัตรได้รวมถึง จุลชีพที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ, ต้นไม้, สัตว์, ทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์, ฐานข้อมูล, โปรแกรมคอมพิวเตอร์, และวิธีการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคในมนุษย์และสัตว์

ตัวอย่างการประดิษฐ์ที่อาจได้รับความคุ้มครองด้วยอนุสิทธิบัตร

  • การออกแบบถุงใส่ไม้กอล์ฟที่มีพื้นที่แบ่งเป็นสัดส่วน เหมาะกับการจัดเก็บไม้กอล์ฟไม่ให้หล่นหรือหลุดออกจากถุงได้ มีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถุงมือ ลูกกอล์ฟ หรือไม้สำหรับตั้งลูกกอล์ฟ (tee)
  • หม้อต้มที่มีก้นหม้อเป็นพื้นผิวโค้งมน เพื่อกระจายความร้อนจากเตาให้หม้อต้มได้รับความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและหุงต้มได้รวดเร็วขึ้น
  • สูตรเครื่องสำอางที่ประกอบไปด้วยส่วนผสมอนุภาคทองขนาดนาโนเมตร (เรียกอีกอย่างว่า อนุภาคนาโน) ที่ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างประกายหลังการทา

IDG สรุปให้ : เพื่อให้การขอรับอนุสิทธิบัตรสำเร็จตามหลักเกณฑ์ ทั้งสิ่งประดิษฐ์ต้องเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน และต้องมีความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลกระทบเชิงลบต่อสังคมหรือประเทศชาติ

3. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คืออะไร?

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือสิทธิพิเศษที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการออกแบบรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ถือสิทธิบัตรจะได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการผลิตและจำหน่ายสินค้าตามการออกแบบดังกล่าวในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำการออกแบบไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในตลาด

การคุ้มครองรูปลักษณ์ ลวดลาย หรือสีสันของงานออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น (ไม่ปกป้องในแง่ของการใช้งานหรือประโยชน์ใช้สอย) สิทธิบัตรการออกแบบมีอายุ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นจด และได้รับการคุ้มครองในประเทศที่ยื่นจดเท่านั้น

 

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการที่ต้องปฏิบัติตาม ดังนี้:

  • ต้องเป็นสิ่งใหม่ (Novelty) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอรับสิทธิบัตรต้องเป็นการออกแบบที่ไม่เคยมีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อนในระดับโลก ผู้ยื่นขอต้องตรวจสอบว่าการออกแบบนั้นไม่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับการออกแบบที่มีอยู่แล้ว โดยสามารถตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลสิทธิบัตร วารสาร นิตยสาร ข่าว หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ผู้ยื่นจดต้องไม่เปิดเผยสาระสำคัญของการออกแบบก่อนวันที่ยื่นขอสิทธิบัตร เช่น การนำเสนอในการประชุมสัมมนา การออกร้าน สื่อออนไลน์ หรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการออกแบบนั้นยังคงความใหม่
  • การออกแบบต้องสามารถใช้ในอุตสาหกรรมหรืองานหัตถกรรมได้ (Industrial or Craft Applicability)การออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องมีความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหรือการผลิตในงานหัตถกรรมต่าง ๆ และต้องได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ในประเทศไทย การออกแบบต้องไม่กระทบต่อความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนา และต้องไม่สื่อถึงสิ่งอบายมุขหรือลามกอนาจาร เช่น การออกแบบนาฬิกาที่มีลักษณะเหมือนอวัยวะเพศ หรือโคมไฟที่มีรูปลักษณ์เหมือนเศียรพระพุทธรูป ซึ่งการออกแบบเหล่านี้จะไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้

ตัวอย่างการออกแบบที่อาจได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

  • กระถางปลูกต้นไม้ที่มีก้นเป็นรูปทรงกลมมน
  • ตู้เย็นที่มีรูปร่างคล้ายนกเพนกวิน
  • การออกแบบรถจักรยานยนต์ที่มีความหลากหลายดีไซน์แต่มีการใช้งานหรือมีประโยชน์ใช้สอยคล้ายกัน

IDG สรุปให้ : เพื่อขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ผู้ขอต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบนั้นเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหรืองานหัตถกรรมได้ โดยไม่กระทบต่อความเชื่อทางศาสนาและไม่สื่อถึงสิ่งที่ไม่เหมาะสมทางสังคม

ตัวอย่างสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ความแตกต่างของสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร

สิทธิบัตรการประดิษฐ์
อนุสิทธิบัตร
การประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนหรือมีการแก้ไขปัญหา ทางเทคนิค (มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น)
การประดิษฐ์ง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อน หรือเพิ่ม ประโยชน์ใช้สอย
ระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี
ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี (6 ปีนับตั้งเเต่วันที่ยื่นคำขอ ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี)
ใช้ระบบรอการตรวจสอบ (เมื่อผู้ขอยื่นคำขอให้ตรวจสอบอีกครั้ง)
ใช้ระบบรอการตรวจสอบ (เมื่อผู้ขอยื่นคำขอให้ตรวจสอบอีกครั้ง)
สิทธิที่ได้รับมีความมั่นคงกว่า (บุคคลอื่นจะเพิกถอนสิทธิบัตรต้องนำคดีสู่ศาลเท่านั้น)
สิทธิที่ได้รับไม่มั่นคง (บุคคลอื่นสามารถขอให้ตรวจสอบได้ภายใน 12 เดือนนับตั้งแต่จดทะเบียนซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้)

5 ขั้นตอนการยื่นจดสิทธิบัตรด้วยตัวเอง ภายในประเทศไทย UPDATE 2026

ขั้นตอนการยื่นจดสิทธิบัตรด้วยตัวเอง

ก่อนเราจะทำยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร เราควรรู้จักประเภทของสิทธิบัตร ทั้งหลักเกณฑ์ และรูปแบบความคุ้มครอง เพื่อให้เราสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น

1. ร่างคำขอรับสิทธิบัตร
2. เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง 
 > รายละเอียดเพิ่มเติม
3. ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ชำระค่าธรรมเนียม

ก่อนเราจะทำยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร เราควรรู้จักประเภทของสิทธิบัตร ทั้งหลักเกณฑ์ และรูปแบบความคุ้มครอง เพื่อให้เราสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น โดยสรุปแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตัดสินใจว่าควรจดสิทธิบัตรประเภทไหน?

พิจารณาว่าสิ่งที่มีคือ การประดิษฐ์ (ฟังก์ชัน กลไก สูตร กระบวนการผลิต) หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (รูปลักษณ์ภายนอก) และถ้าเป็นการประดิษฐ์ ต้องเลือกต่อว่า ซับซ้อนพอจะจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือเหมาะกับอนุสิทธิบัตรมากกว่า เพราะถ้าเลือกผิดจะต้องเขียนร่างคำขอใหม่ทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 2 จัดทำร่างคำขอรับสิทธิบัตร

ส่วนที่สำคัญที่สุดของคำขอ ต้องระบุชื่อการประดิษฐ์ สาขาวิทยาการ ภูมิหลัง ลักษณะและความมุ่งหมาย คำอธิบายรูปเขียน การเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ และข้อถือสิทธิ ซึ่งเป็นส่วนกำหนดขอบเขตความคุ้มครองทั้งหมด ดูตัวอย่างการเขียนข้อถือสิทธิ

ขั้นตอนที่ 3 เตรียมเอกสารให้ครบ

เอกสารหลักคือ ร่างคำขอรับสิทธิบัตร, แบบพิมพ์คำขอ, คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิ หรือ หนังสือโอนสิทธิ กรณีนิติบุคคล, และสำเนาบัตรประชาชน ดูรายละเอียดเอกสารแบบเต็มด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 4 กรอกแบบพิมพ์คำขอ 

กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มราชการให้ตรงกับร่างคำขอทุกตัวอักษร โดยเฉพาะชื่อการประดิษฐ์ และชื่อผู้ขอถือสิทธิ 

ขั้นตอนที่ 5 ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียม

ยื่นที่ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด แล้วเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ 

จุดที่คนมักพลาด ในการยื่นจดสิทธิบัตรด้วยตัวเอง

จัดทำร่างคำขอไม่ชัดเจน, ข้อถือสิทธิแคบหรือกว้างเกินไป, เอกสารไม่สอดคล้องกัน หรือเปิดเผยผลงานต่อสาธารณะก่อนยื่นจด ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้กระทบขอบเขตความคุ้มครองได้ตลอดอายุสิทธิบัตร

ต้องการจดสิทธิบัตรให้ผ่านเร็วขึ้น? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นคำขอ

แม้ว่าการจดสิทธิบัตรจะสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางปฏิบัติ หลายเคสมักพบปัญหา เช่น การเขียนข้อถือสิทธิไม่ครอบคลุม หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจทำให้คำขอถูกปฏิเสธได้

การมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการสืบค้น ร่างคำขอ ไปจนถึงการยื่นจด จะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านการอนุมัติ และลดระยะเวลาในการดำเนินการ

👉 ดูบริการรับจดสิทธิบัตรครบวงจรคลิก
👉 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

ตัวอย่างการเขียนข้อถือสิทธิแบบเข้าใจง่าย

การข้อถือสิทธิ (Claims) คือส่วนที่สำคัญที่สุดของคำขอรับสิทธิบัตร เพราะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความคุ้มครอง ทั้งหมดว่าสิทธิบัตรจะปกป้องอะไรบ้าง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อถือสิทธิหลัก และข้อถือสิทธิรอง

 

1. ข้อถือสิทธิหลัก (Independent Claim)

โครงสร้างของข้อถือสิทธิหลักแบ่งเป็น 2 ส่วน เชื่อมกันด้วยคำว่า “ลักษณะพิเศษคือ”

  • ส่วนแรก บรรยายองค์ประกอบทั่วไปของสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว (ยังไม่ใช่จุดใหม่)
  • ส่วนหลัง (“ลักษณะพิเศษคือ”) คือสิ่งใหม่ที่ต้องการขอรับความคุ้มครองโดยเฉพาะ

 

ตัวอย่าง

“ร่มกันแดดชนิดพับได้ ประกอบด้วยด้ามจับ (1) และซี่ร่ม (2) ที่ยึดกับผ้าใบ (3) ลักษณะพิเศษคือ ด้ามจับ (1) มีกลไกสปริงล็อกอัตโนมัติเมื่อกางออกจนสุด”

**ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ใช่เคสที่ยื่นจดจริง**

 

2. ข้อถือสิทธิรอง (Dependent Claim)

เป็นการขยายความข้อถือสิทธิหลัก สำหรับรายละเอียดที่เป็น “ทางเลือก” จะมีหรือไม่มีก็ได้ในสิ่งประดิษฐ์ โดยต้องเขียนอ้างอิงกลับไปที่ข้อถือสิทธิหลักเสมอ

โครงสร้าง: “[ชื่อการประดิษฐ์] ตามข้อถือสิทธิ [เลขข้อที่อ้างอิง] ที่ซึ่ง [รายละเอียดเพิ่มเติม]”

 

ตัวอย่าง

“2. ร่มกันแดดชนิดพับได้ ตามข้อถือสิทธิ 1 ที่ซึ่ง ด้ามจับ (1) ทำจากวัสดุกันลื่น และมีปุ่มปลดล็อกอยู่บริเวณกึ่งกลางด้าม”

 

H3: ข้อควรรู้ก่อนเขียนข้อถือสิทธิ

หัวข้อ

สิทธิบัตรการประดิษฐ์

อนุสิทธิบัตร

จำนวนข้อถือสิทธิหลัก

มีได้หลายข้อ

มีได้ เพียง 1 ข้อ เท่านั้น

เกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

ต้องแสดงให้เห็น

ไม่ต้องพิจารณา

สำหรับ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ข้อถือสิทธิจะเขียนง่ายกว่ามาก เพราะคุ้มครองเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก โดยทั่วไปจะเขียนในรูปแบบ

“ขอถือสิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้แก่ รูปร่าง ลักษณะ และลวดลายของ [ชื่อผลิตภัณฑ์] ดังมีรายละเอียดตามที่ปรากฏในภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้ยื่นมาพร้อมกันนี้”

  • เขียนกว้างเกินไป เสี่ยงถูกปฏิเสธเพราะไปทับกับสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว
  • เขียนแคบเกินไป แม้จะผ่านง่ายกว่า แต่คู่แข่งสามารถทำสิ่งใกล้เคียงโดยไม่ผิดสิทธิบัตรได้ง่าย

จุดนี้คือเหตุผลที่การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยร่างข้อถือสิทธิตั้งแต่ต้นถึงสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่ตัดสินว่าสิทธิบัตรของคุณจะคุ้มครองได้จริงมากแค่ไหน

จดสิทธิบัตรที่ไหน?

การยื่นจดสิทธิบัตรด้วยตัวเองนั่นทำได้ไม่ยาก สถานที่ยื่นขอจดทะเบียน : เราสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เลขที่ 44/100 ถ. สนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ท่านมีภูมิลำเนาอยู่

วิธีการยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร

1. ยื่นขอโดยตรงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
2. ส่งคำขอทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมชำระค่าธรรมเนียม โดยชำระทางธนาณัติสั่งจ่ายในนาม กรมทรัพย์สินทางปัญญา

เอกสารการประกอบการจดสิทธิบัตร

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตร

จดในนามบุคคลธรรมดา
กรณีผู้ประดิษฐ์เป็นบุคคลเดียวกับผู้ขอถือสิทธิ
  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครองและผู้ประดิษฐ์
  3. คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร /อนุสิทธิบัตร
  4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  5. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์
กรณีผู้ประดิษฐ์กับผู้ขอถือสิทธิเป็นคนละคนกัน
  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครอง
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  4. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร /อนุสิทธิบัตร
  5. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  6. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์
จดในนามนิติบุคคล
  1. แบบพิมพ์คำขอจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  3. สำเนาบัตรประขาชนของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  5. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
  6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  7. รายละเอียดคำขอรับสิทธิบัตร
    1. รายละเอียดการประดิษฐ์
    2. ข้อถือสิทธิ
    3. รูปภาพ (ถ้ามี)
    4. บทสรุปการประดิษฐ์

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

จดในนามบุคคลธรรมดา

กรณีผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นบุคคลเดียวกับผู้ขอถือสิทธิ

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครองและผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์
  3. คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
  4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  5. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ 7 ภาพ 7 มุมมอง รวมภาพสามมิติ

 

กรณีผู้ประดิษฐ์กับผู้ขอถือสิทธิเป็นคนละคนกัน

  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอรับความคุ้มครอง
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์
  4. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
  5. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  6. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ 7 ภาพ 7 มุมมอง รวมภาพสามมิติ
จดในนามนิติบุคคล
  1. แบบพิมพ์คำขอ
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  3. สำเนาบัตรประขาชนของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประดิษฐ์
  5. หนังสือสัญญาโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
  6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นผ่านตัวแทน)
  7. รูปภาพภายนอกของงานประดิษฐ์ 7 ภาพ 7 มุมมอง รวมภาพสามมิติ
เอกสารการจดสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร
เอกสารจด สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

เอกสารเยอะ จัดการยาก? ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร IDG Thailand ช่วยดูแล

จากรายการเอกสารทั้งหมด จะเห็นว่าการจดสิทธิบัตรมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนของ รายละเอียดการประดิษฐ์ และข้อถือสิทธิ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครอง

หากจัดทำไม่ครบถ้วน อาจส่งผลให้คำขอไม่ผ่านการพิจารณา หรือได้รับความคุ้มครองไม่ครอบคลุม

👉 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

ทำไมต้องจดสิทธิบัตรกับ IDG Thailand ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร

การจดสิทธิบัตรไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่คือการวางกลยุทธ์การคุ้มครอง ให้ครอบคลุมและต่อยอดได้จริงในเชิงธุรกิจ

ข้อดีของการใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ

✔ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนยื่น ลดความเสี่ยงคำขอไม่ผ่าน

✔ ร่างคำขอและข้อถือสิทธิอย่างมืออาชีพ

✔ ดูแลเอกสารครบทุกขั้นตอน

✔ ประหยัดเวลา ไม่ต้องดำเนินการเอง

✔ ให้คำแนะนำต่อยอดเชิงธุรกิจ เช่น การขายสิทธิ (License)

ขั้นตอนการยื่นจดสิทธิบัตร กับ IDG สะดวกกว่า! เพียง 3 Step

01

สืบค้นความเป็นไปได้

ตรวจสอบฐานข้อมูลสิทธิบัตรใน–ต่างประเทศ พร้อมรายงานวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจยื่นจด

02

จัดเตรียมคำขอและยื่นจด

ร่างคำขอให้ถูกต้องตามกฎหมาย จัดเตรียมเอกสาร และยื่นจดทะเบียนแบบครบวงจร

03

ประกาศโฆษณา จดทะเบียน

ติดตามผลการตรวจสอบ รับมือการคัดค้าน และดูแลจนสิทธิบัตรได้รับการประกาศ

เริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่ขั้นแรก เพิ่มโอกาสผ่านการจดสิทธิบัตร

ทำไมต้องจดสิทธิบัตร

ทำไมต้องจดสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร ?

การจดสิทธิบัตรจะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นไอเดียนั้น ๆ ขึ้นมา อีกทั้งยังสามารถสร้างหรือเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งประดิษฐ์ของเราเพื่อต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ในอนาคต  และโอกาสในการขายสิทธิ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคตอีกด้วย

ข้อดีของการจดสิทธิบัตรไม่ได้มีเพียงแค่การปกป้องคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่หากยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการจดสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์แล้ว ยังมีการจดสิทธิบัตรสำหรับกระบวนการผลิตสินค้า การจดสิทธิบัตรสำหรับการออกแบบสินค้า การจดสิทธิบัตรสำหรับสูตรการผลิต

ในเมื่อจดเองได้ ทำไมต้องจ้างที่ปรึกษาด้านสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร?

การจดสิทธิบัตรเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การมีตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในการดูแลการจดสิทธิบัตรจะช่วยให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการได้รับสิทธิบัตรที่คุ้มค่า

  1. ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย การจดสิทธิบัตรอย่างที่เราได้เขียนไป แม้อาจมีรายละเอียดขั้นตอนที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ระหว่างขั้นตอนยังคงมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำได้ รวมถึงการจัดเตรียมเอกสาร
  2. การตรวจสอบและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรของ IDG สามารถทำการค้นหาและวิเคราะห์สิทธิบัตรที่มีอยู่แล้ว เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการจดสิทธิบัตร  นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการระบุและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  3. การเขียนและการจัดเตรียมเอกสาร การเขียนหรือร่างคำขอสิทธิบัตร ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการจดสิทธิบัตร จำเป็นต้องมีความละเอียดและชัดเจน เพื่อให้คำขอครอบคลุมและปกป้องการประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญของ IDG มีทักษะในการเขียนร่างและจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น คำอธิบาย ข้อถือสิทธิ์ และภาพวาดที่ชัดเจนได้อย่างครบถ้วน
  4. การประหยัดเวลาและทรัพยากร การใช้บริการจดสิทธิบัตรของผู้เชี่ยวชาญช่วยให้ผู้ประดิษฐ์สามารถมุ่งเน้นที่การพัฒนานวัตกรรมและธุรกิจของตนเอง โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายและเอกสารที่ซับซ้อน
  5. การแนะนำแนวทางใช้ประโยชน์ เราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นให้สิทธิบัตรได้รับความคุ้มครองเท่านั้น เรายังให้ความสำคัญในการนำสิทธิบัตรไปต่อยอด หรือให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นเราจึงสามารถช่วยวางกลยุทธ์ หรือแนะนำแนวทางในการต่อยอดสิทธิบัตร ซึ่งผู้ยื่นจดทะเบียน และ ผู้ให้บริการสิทธิบัตรรายอื่น ๆ อาจมองข้ามไป

การจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรออกแบบ ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้

การจดสิทธิบัตรสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการในหลายมิติ นอกเหนือจากการป้องการการลอกเลียนแบบแล้ว ยังมีผลต่อการแข่งขันในตลาด ดังนี้

  • เสริมความน่าเชื่อถือ (Credibility Enhancement) สิทธิบัตรจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาด ลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์สามารถมั่นใจได้มากขึ้นในผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง
  • สร้างมูลค่าทางธุรกิจ (Business Value Creation) สิทธิบัตรจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจ หากต้องมีการขายสิทธิหรือให้เช่าสิทธิในอนาคต
  • ส่งเสริมการลงทุน (Attracting Investment) ซึ่งแน่นอนสิทธิบัตรจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม

ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ต่างกันอย่างไร ?

อันดับแรกก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองงานสร้างสรรค์ที่มีลักษณะเป็นงานศิลปกรรม วรรณกรรม งานถ่ายภาพ งานแพร่ภาพกระจายเสียง หรืองานทางด้านศิลปะอื่น ๆ 9 ประเภท ซึ่งมีระบุไว้ในพรบ.ลิขสิทธิ์  ส่วนสิทธิบัตรนั้นมีไว้เพื่อคุ้มครองงานประดิษฐ์ งานออกแบบผลิตภัณฑ์ หรืองานวิจัย ซึ่งจะต้องมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสามารถผลิตได้ในระบบอุตสาหกรรมด้วย เพิ่มเติมที่นี่ 

การจดสิทธิบัตรต่างประเทศคือ

การยื่นจดทะเบียนในแต่ละประเทศทีต้องการความคุ้มครองโดยตรง หรือยื่นผ่านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) เพื่อยื่นจดในหลายประเทศในภายหลัง ซึ่งการจดทะเบียนในประเทศใดประเทศหนึ่งจะให้ความคุ้มครองเฉพาะในประเทศนั้นเท่านั้น และต้องพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าแปลภาษา และกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย

ทำไมต้องจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ?

อย่างที่ทุกท่านพอจะทราบกันดี ในปัจจุบันนั้นการค้าและการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในประเทศไทยอีกต่อไป การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในการสื่อสารสมัยใหม่ได้ทำการลดความสำคัญของเขตแดนระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้สามารถติดต่อค้าขายกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โลกของเราจึงได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) อย่างสมบูรณ์ โดยภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว นอกจากทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายที่ได้ง่ายขึ้นของสินค้าและการลงทุนแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก

อย่างไรก็ดี ในการคิดค้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมานั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนในการค้นคว้าและวิจัยจำนวนมหาศาล การที่จะมีผู้อื่นมาแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ของเรานั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ดังนั้น เจ้าของสิ่งประดิษฐ์จำนวนมากจึงเลือกที่จะทำการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองเพื่อขอรับความคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงสามารถบริหารในการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ของตนในวิธีการอื่น ๆ เช่น โอน, ขาย หรือให้เช่ากรรมสิทธิอย่างถูกต้องอีกด้วย

ในกรณีต้องการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ของตนเองในหลาย ๆ ประเทศ โดยปกติแล้วจะไม่มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เจ้าของสิ่งประดิษฐ์จึงจำเป็นที่ต้องจดสิทธิบัตรของตัวเองในสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเทศ เพื่อขอรับความคุ้มครองในประเทศนั้น ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว การยื่นจดสิทธิบัตรงานประดิษฐ์ของตนเองไปยังต่างประเทศจึงเป็นขั้นตอนถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมของตนเองไปแข่งขันในเวทีโลก  (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ )

จดสิทธิบัตรต่างประเทศ มีกี่รูปแบบ

หากต้องการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ มี 2 แนวทางหลัก คือ ยื่นโดยตรงในแต่ละประเทศที่ต้องการ หรือยื่นผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ช่วยให้ยื่นคำขอครั้งเดียวแล้วเลือกประเทศที่ต้องการคุ้มครองภายหลังได้

  • ระบบยื่นตรง (Direct Route System): ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไปยังสำนักงานสิทธิบัตรของแต่ละประเทศโดยตรง
  • ระบบ PCT (PCT Route System): ยื่นคำขอผ่านระบบ PCT ซึ่งเป็นการยื่นคำขอระหว่างประเทศ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการจดสิทธิบัตร

Q: สิทธิบัตรใช้เวลากี่ปีถึงจะได้รับอนุมัติ?

A: โดยทั่วไป กา รจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์อาจใช้เวลา 2–5 ปี ขึ้นอยู่กับกระบวนการตรวจสอบและความซับซ้อนของสิ่งประดิษฐ์

Q: จดสิทธิบัตรราคาเท่าไหร่?

A: ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิบัตร ความซับซ้อนของงาน และค่าบริการของผู้ดำเนินการ โดยทั่วไปจะมีทั้งค่าธรรมเนียมราชการและค่าดำเนินการ

Q: อนุสิทธิบัตรต่างจากสิทธิบัตรอย่างไร?

A: อนุสิทธิบัตรเหมาะกับสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนมาก ใช้เวลาพิจารณาเร็วกว่า และมีระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่า (สูงสุด 10 ปี)

Q: ยื่นจดสิทธิบัตรเองได้ไหม?

A: สามารถทำได้ แต่ต้องมีความเข้าใจในขั้นตอนและเอกสารค่อนข้างมาก หากไม่มีประสบการณ์ อาจเสี่ยงต่อการยื่นไม่ผ่าน

Q: สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์คุ้มครองอะไร?

A: คุ้มครองเฉพาะ “รูปลักษณ์ภายนอก” เช่น รูปทรง ลวดลาย สี ไม่รวมถึงการใช้งานหรือฟังก์ชัน

Q: Patent คือ อะไร ต่างจากสิทธิบัตรของไทยหรือไม่?

A: Patent คือคำภาษาอังกฤษของคำว่า “สิทธิบัตร” หมายถึงเอกสารคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์เหมือนกัน แต่ความคุ้มครองจะจำกัดเฉพาะในประเทศที่ยื่นจดเท่านั้น หากต้องการคุ้มครอง Patent ในต่างประเทศ ต้องยื่นจดแยกในแต่ละประเทศ หรือผ่านระบบ PCT

Q: จดอนุสิทธิบัตรต่างจากจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์อย่างไร?

A: การจดอนุสิทธิบัตรใช้เกณฑ์พิจารณาเพียง 2 ข้อ (ความใหม่ และการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้) โดยไม่ต้องผ่านเกณฑ์ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” ทำให้ยื่นง่ายและพิจารณาเร็วกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่ระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่า (สูงสุด 10 ปี เทียบกับ 20 ปี)

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสิทธิบัตรทันที

ทรัพย์สินทางปัญญา กับการทำธุรกิจ!
ทำความเข้าใจใน 40 นาที โดย คุณกาย วีระเวช อรธนาลัย

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ