เจาะลึกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่ นานแค่ไหน

เจาะลึกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลและผลงานสร้างสรรค์สามารถเผยแพร่และทำซ้ำได้อย่างรวดเร็ว การคุ้มครองลิขสิทธิ์จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สร้างสรรค์งานทุกคนควรให้ความสำคัญ การเข้าใจเกี่ยวกับพรบ.ลิขสิทธิ์ จะช่วยให้เจ้าของผลงานสามารถปกป้องผลงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความนี้ IDG จะพาคุณมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ มีอะไรบ้างควรรู้ เช่น ประเภทงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ระยะเวลาการคุ้มครอง การละเมิดลิขสิทธิ์และบทลงโทษ

การคุ้มครองลิขสิทธิ์ คืออะไร?

ความหมายของลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์ (Copyright) คือ สิทธิของผู้สร้างสรรค์งานที่มีต่อผลงานของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองแก่ผู้สร้างสรรค์งานในการใช้ประโยชน์จากผลงานนั้นๆ โดยเฉพาะ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การคุ้มครองลิขสิทธิ์ครอบคลุมงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานในแผนกวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และงานอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน


ความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์กับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น เช่น สิทธิบัตร สิทธิบัตรออกเเบบ อนุสิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้า Trademark ก็คือ ลิขสิทธิ์จะคุ้มครองรูปแบบการแสดงออกของความคิด ไม่ใช่ความคิดนั้นเอง เช่น การคุ้มครองหนังสือ จะคุ้มครองเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ ไม่ใช่แนวคิดหรือข้อมูลที่อยู่ในหนังสือนั้น ในขณะที่สิทธิบัตรจะคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรม และสิทธิบัตรออกแบบจะคุ้มครองรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์

การคุ้มครองลิขสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อใด?

การคุ้มครองลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่ผลงานถูกสร้างขึ้นและปรากฏในรูปแบบที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การวาด การบันทึกเสียง หรือรูปแบบอื่นๆ ผู้สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญามีประโยชน์ในการเป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของและอำนวยความสะดวกในการดำเนินคดีเมื่อเกิดการละเมิดลิขสิทธิ์

ประเภทงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

การคุ้มครองลิขสิทธิ์สำหรับงานเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ผู้สร้างสรรค์สามารถเลือกการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เพื่อเป็นหลักฐานเพิ่มเติมได้

  • งานวรรณกรรม – ครอบคลุมหนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน คำร้องที่แต่งเพื่อประกอบทำนอง แผ่นพับ ใบปลิว ปาฐกถา เทศนา คำบรรยาย รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • งานนาฏกรรม – ครอบคลุมท่ารำ ท่าเต้น และการแสดงที่มีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ
  • งานศิลปกรรม – ครอบคลุมงานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานภาพพิมพ์ งานสถาปัตยกรรม งานภาพถ่าย งานภาพประกอบ แผนที่ แบบ แปลน และงานศิลปประยุกต์
  • งานดนตรีกรรม – ครอบคลุมโน้ตเพลง ทำนอง ทำนองและคำร้อง เนื้อร้อง ไม่ว่าจะมีเนื้อร้องหรือไม่ก็ตาม รวมถึงการจัดเรียงเสียงประสานต่างๆ
  • งานโสตทัศนวัสดุ – ครอบคลุมภาพและเสียงที่บันทึกไว้ เช่น ภาพและเสียงที่ถ่ายทำจากกล้องวิดีโอ
  • งานภาพยนตร์ – ครอบคลุมภาพยนตร์และงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งประกอบด้วยภาพและเสียงที่บันทึกไว้
  • งานสิ่งบันทึกเสียง – ครอบคลุมการบันทึกเสียงในแผ่นเสียง การบันทึกเสียงการแสดง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นใด
  • งานแพร่เสียงแพร่ภาพ – ครอบคลุมรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และการถ่ายทอดสัญญาณเสียงหรือภาพ
  • งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ – งานสร้างสรรค์อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับงานที่กล่าวมาข้างต้น

การคุ้มครองลิขสิทธิ์สำหรับงานเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ผู้สร้างสรรค์สามารถเลือกการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เพื่อเป็นหลักฐานเพิ่มเติมได้

อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และระยะเวลาการคุ้มครอง

ระยะเวลาการคุ้มครองจะแตกต่างกันไปตามประเภทของงาน ดังนี้

  • งานสร้างสรรค์คนเดียว – ลิขสิทธิ์มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี หลังเสียชีวิต
  • กรณีสร้างสรรค์ร่วมกันหลายคน – ลิขสิทธิ์มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายเสียชีวิต
  • กรณีผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล – ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์ หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • กรณีผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อ – ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์งาน
  • งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ – ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์ หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • งานที่สร้างสรรค์โดยการจ้างหรือตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ – ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์ หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • งานศิลปะประยุกต์ – ลิขสิทธิ์มีอายุ 25 ปี นับแต่สร้างสรรค์ หรือเผยแพร่ครั้งแรก

สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์

สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ สิทธิทางเศรษฐกิจและสิทธิในทางศีลธรรม 

สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Rights)

1. สิทธิในการทำซ้ำ 

เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิเฉพาะในการทำซ้ำผลงาน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเอกสาร การพิมพ์ การบันทึกเสียง การถ่ายวิดีโอ หรือการคัดลอกในรูปแบบอื่นใด

2. สิทธิในการดัดแปลง 

เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการดัดแปลงผลงาน เช่น การแปลภาษา การเรียบเรียง การดัดแปลงเนื้อหา หรือการสร้างงานอนุพันธ์

3. สิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณะ 

เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิเฉพาะในการเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การบรรยาย การสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ หรือการจำหน่าย

4. สิทธิในการให้เช่า 

เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการให้เช่าหรือให้ยืมงานต้นฉบับหรือสำเนาแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานโสตทัศนวัสดุ

5. สิทธิในการให้ประโยชน์อื่น

เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จากผลงานได้ โดยอาจกำหนดเงื่อนไขและค่าตอบแทนได้

สิทธิในทางศีลธรรม (Moral Rights)

เป็นสิทธิที่ติดตัวผู้สร้างสรรค์และไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นสามารถทำได้ แม้ว่าลิขสิทธิ์ในเชิงทรัพย์สินจะถูกโอนไปให้ผู้อื่น หรืองานนั้นถูกสร้างขึ้นภายใต้สัญญาจ้างงาน เจ้าของลิขสิทธิ์คนใหม่ก็ยังต้องเคารพและไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้สร้างสรรค์คนเดิม  เช่น สิทธิในการระบุตัวตนว่าเป็นผู้สร้างงาน และสิทธิในการปกป้องชื่อเสียง ไม่ให้ใครนำผลงานไปใช้หรือดัดแปลงในทางที่จะทำให้เกียรติยศหรือชื่อเสียงของตนเสื่อมเสีย

การละเมิดลิขสิทธิ์ และบทลงโทษ

รูปแบบของการละเมิดลิขสิทธิ์

การละเมิดลิขสิทธิ์คือ การกระทำที่กระทบต่อสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต แบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง มีองค์ประกอบความผิด คือ
  • เป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • มีการทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน

 

  1. การละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม มีองค์ประกอบความผิด คือ
  • เป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
  • ผู้กระทำรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์
  • มีการขาย มีไว้เพื่อขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ เผยแพร่ต่อสาธารณชน แจกจ่าย หรือนำเข้าในราชอาณาจักร
  • การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อหากำไร

บทลงโทษตามกฎหมาย

สรุปกฎหมายลิขสิทธิ์ในการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ แบ่งออกได้ดังนี้

  • กรณีละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง (มาตรา 69) ปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หากเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน – 4 ปี หรือปรับ 100,000 – 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • กรณีละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม (มาตรา 70) ปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท หากเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน – 2 ปี หรือปรับ 50,000 – 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • กรณีละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี (มาตรา 70/1) ปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท
  • กรณีบันทึกเสียงหรือภาพจากภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ (มาตรา 69/1) จำคุก 6 เดือน – 4 ปี หรือปรับ 100,000 – 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

แม้ว่าการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จะไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย แต่ข้อดีของการจดแจ้งนั้นมีมากมาย โดยเฉพาะในด้านการเป็นหลักฐานทางกฎหมาย การอำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี และการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ดังนั้น หากคุณมีผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าหรือต้องการนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง


IDG ให้บริการและคำปรึกษาด้านการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ พร้อมรับจดเครื่องหมายค้า รวมถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ อย่างครบวงจร เพื่อให้ผลงานสร้างสรรค์ของคุณได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่

FAQs

1. การใช้งานที่ไม่ถือว่าละเมิด

การใช้งานที่ไม่ถือว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้แก่

  • การใช้เพื่อการศึกษา – ทำซ้ำเพื่อการเรียนการสอนโดยไม่แสวงหากำไร และต้องระบุชื่อผู้สร้างสรรค์
  • Fair Use – ใช้เพื่อวิจัย วิจารณ์ รายงานข่าว โดยใช้เท่าที่จำเป็นและไม่กระทบผลประโยชน์เจ้าของ
  • ข้อยกเว้นตามกฎหมาย – ทำซ้ำโดยห้องสมุด/สถาบันการศึกษาเพื่อรักษาผลงาน หรือใช้ส่วนตัวไม่เกี่ยวการค้า

การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทำได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา [https://copyright.ipthailand.go.th/] หรือยื่นด้วยตนเองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 


สำหรับผู้ที่ต้องการจดสิทธิบัตรออนไลน์หรือยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก็สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากต้องการความมั่นใจในกระบวนการยื่นจด แนะนำให้ใช้บริการกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์อย่า IDG

เมื่อพบการละเมิดลิขสิทธิ์ของผลงานคุณ ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

  1. รวบรวมหลักฐาน – เก็บภาพถ่าย สกรีนช็อต และหลักฐานการเป็นเจ้าของ
  2. ส่งหนังสือเตือน – แจ้งผู้ละเมิดให้หยุดการกระทำและอาจเรียกค่าเสียหาย
  3. ดำเนินคดี – หากไม่ยุติ สามารถฟ้องคดีแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรืออาญา (กรณีเพื่อการค้า)

IDG บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมครบวงจร

เรา คือ บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับองค์กรแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตร บริการด้านกฎหมาย บริการด้านรับจด อย. ขึ้นทะเบียนสินค้า บริการด้านบัญชี รวมถึงให้บริการดำเนินงานด้านการซื้อขายเทคโนโลยีหรือ IP เรามีความพร้อมในการดูแลลูกค้าตั้งแต่กระบวนการแรกไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินทางปัญญาของคุณได้รับการปกป้องและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่


นอกจากนี้ เราให้บริการออกแบบโลโก้ ออกแบบ CI ออกแบบโปรไฟล์บริษัท และบริการออกแบบด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง

ดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสอบถาม

อีเมล: [email protected] 
โทร.: 02-011-7161 ถึง 6
ไลน์: @idgthailand
Facebook: facebook.com/IDGThailand 
LinkedIn: linkedin.com/in/intellectualdesigngroup/ 

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ