ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป กฎหมาย “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” จะมีผลบังคับใช้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้มีหลักประกันทางการเงินมากขึ้นเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หรือเสียชีวิต
สาระสำคัญของกฎหมายนี้ คือ กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน โดยมีอัตราการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบในช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2574 ในอัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้างและตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป จะมีการปรับอัตราเป็นร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง
สำหรับสถานประกอบการที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บเงินสะสม และเงินสมทบเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎกระทรวงนั้น จะต้องเป็นสถานประกอบกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างภายในสถานประกอบกิจการตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่นายจ้างไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่ได้จัดให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด
ทำไมต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
กฎหมายนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับการดูแลมากขึ้นเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง หรือถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่เสียชีวิต
1.หลักเกณฑ์การเป็นสมาชิกกองทุน
1.1 กิจการที่ต้องเข้าร่วมกองทุน (บังคับ)
กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และ ไม่มีการจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ภายในบริษัท
นายจ้างต้องดำเนินการยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 100 คน โดย 80 คนอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ภาคสมัครใจ) แต่ 20 คนไม่เข้าร่วม บริษัทต้องจัดให้พนักงาน 20 คนนี้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย
1.2 กิจการที่ไม่บังคับแต่สามารถเข้าร่วมได้ (สมัครใจ)
กิจการที่มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน หรือ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. เช่น งานเกษตร งานรับใช้ในบ้าน หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร
หากลูกจ้างและนายจ้างตกลงกัน สามารถยื่นแบบ สกล.3/1 เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน
ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 5 คน ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมตามกฎหมาย แต่หากนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันก็สามารถสมัครได้
*ข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในบังคับให้ลูกจ้าง ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุน
– นายจ้างที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 10 คน
– นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามกฎกระทรวง
– นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
– กิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เช่น งานบ้าน, โรงเรียนเอกชน (เฉพาะบุคลากรทางการศึกษา) , มูลนิธิ สมาคม
2.ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและการนำส่งเอกสาร
2.1 การขึ้นทะเบียนครั้งแรก
สำหรับนายจ้างที่ต้องเข้าร่วมบังคับ: ยื่นแบบ สกล.3
สำหรับนายจ้างที่สมัครใจเข้าร่วม: ยื่นแบบ สกล.3/1
หากอนุมัติจะได้รับหนังสือรับรองเป็นแบบ สกล.4 (สำหรับกรณีบังคับ) หรือ สกล.4/1 (สำหรับกรณีสมัครใจ)
2.2 การนำส่งเงินและแบบแสดงรายการ
ยื่นแบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1 พร้อมเงินสะสมและเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง
ตัวอย่าง: งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 จะต้องนำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
2.3 การเปลี่ยนแปลงข้อมูล
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ หรือจำนวนพนักงาน ต้องยื่นแบบ สกล.3/2
3. อัตราการส่งเงินสะสมและเงินสมทบ
1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 : อัตราฝ่ายละ 0.25%
1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป : อัตราฝ่ายละ 0.50%
นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินเดือน และนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
4. กรณีการไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ
– หากไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบถ้วน ต้องชำระ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน
– พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งเงินที่ค้างชำระ ภายใน 30 วัน
5.การขอรับเงินคืนจากกองทุนฯ
5.1 กรณีลูกจ้างออกจากงาน
– สิ้นสุดการจ้างงาน/ตกลงเลิกสัญญาจ้าง/นายจ้างเลิกจ้าง (ไม่ว่าจะกระทำความผิดวินัยหรือไม่)/เกษียณอายุ/ลาออก
– นายจ้างต้องออกหนังสือยืนยันการสิ้นสภาพการจ้างงาน และคืนเงินสะสมพร้อมเงินสมทบให้ลูกจ้าง ภายใน 30 วัน
5.2 กรณีลูกจ้างเสียชีวิต
– เงินจะตกเป็นของบุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ ในแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินฯ (สกล.5)
– หากไม่ระบุ จะตกเป็นของบุตร คู่สมรส บิดา มารดา ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน
– หากไม่มีผู้รับ เงินจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์
6. บทกำหนดโทษ
นายจ้างที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนด หรือแจ้งข้อมูลเท็จ
โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประโยชน์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ต่อลูกจ้าง
- เพิ่มหลักประกันหลังออกจากงาน
- ส่งเสริมวินัยการออม
- ช่วยเหลือครอบครัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
ต่อนายจ้าง
- เสริมภาพลักษณ์องค์กร
- สร้างความมั่นคงให้พนักงาน
- เพิ่มแรงจูงใจให้พนักงานอยู่ระยะยาว
สรุป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างถือเป็นกฎหมายสำคัญที่นายจ้างควรเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
การทำความเข้าใจเงื่อนไข อัตราการนำส่ง และขั้นตอนเอกสารตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงค่าปรับ และยังเป็นการยกระดับสวัสดิการให้กับลูกจ้างในระยะยาวอีกด้วย
หากองค์กรของคุณต้องการ ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 อย่างถูกต้องและครบถ้วน
IDG พร้อมให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพ ครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงนโยบาย HR ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การบริหารสิทธิวันลา ค่าจ้าง และสวัสดิการ
ให้ทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล เพื่อให้องค์กรของคุณลดความเสี่ยงทางกฎหมาย เสริมความน่าเชื่อถือ และบริหารบุคลากรได้อย่างมั่นใจในทุกมิติของกฎหมายแรงงานไทย







