FREE E-BOOK The Hybrid Beauty Code : การผสานสกินแคร์และเมคอัพให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่แบรนด์ต้องรู้

The Hybrid Beauty Code: การผสานสกินแคร์และเมคอัพให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่แบรนด์ต้องรู้

Hybrid Beauty คืออะไร?

ผลิตภัณฑ์ไฮบริด คือ ผลิตภัณฑ์ที่รวมเครื่องสำอางสี (Cosmetic Benefits) เข้ากับ สารออกฤทธิ์บำรุงผิว (Active Skincare Ingredients) โดยสารออกฤทธิ์เหล่านั้นต้องมีความเข้มข้นในระดับที่ให้ผลลัพธ์เชิงบำบัด (Therapeutic Concentrations) ที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิก ไม่ใช่แค่การใส่ในปริมาณน้อยเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดเท่านั้น และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มีสีทุกชนิดจะถือเป็นไฮบริด หลายผลิตภัณฑ์ขาดสารออกฤทธิ์ หรือใส่ในปริมาณน้อยเพื่อการตลาดเท่านั้น เช่น Niacinamide ควรมีความเข้มข้น 2-5% เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ แต่หลายผลิตภัณฑ์อาจมีเพียง <0.5% จึงอาจไม่ถูกจัดว่าเป็นไฮบริด [1]

ทำไม Hybrid Beauty จึงเป็นทางรอดของแบรนด์ยุคใหม่?

ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมความงามจึงกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย “เครื่องสำอางไฮบริด” (Hybrid Skincare-Makeup) ได้ก้าวเข้ามาเป็นคำตอบสำคัญ ด้วยการผสานคุณสมบัติของ “เมคอัพ” และ “สกินแคร์” ไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองทั้งความสวยงามและการดูแลสุขภาพผิวในเวลาเดียวกัน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดต่างประเทศ เห็นได้จากยอดขายผลิตภัณฑ์ไฮบริดในสหราชอาณาจักรที่เติบโตสูงถึง 187% ตั้งแต่ปี 2023 [1] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมรับและเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างรวดเร็ว

เทรนด์ Hybrid Beauty ในประเทศไทย

[2]The intersection of beauty: The latest trends in hybrid beauty products, Croda Beauty
[3] 10 Beauty & Wellness Trend Insights 2025 เทรนด์ไหนมาแรง, Everyday Marketing

เทรนด์ Hybrid Beauty
ในประเทศไทย

Hybrid Beauty ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากความสนใจด้านสุขภาพของคนไทยที่พุ่งสูงถึง 80% และกระแส Skinimalism ซึ่งเป็นการดูแลผิวที่เน้นเผยสุขภาพผิวที่ดีตามธรรมชาติ โดยใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “น้อยแต่มาก (Less is More)” ผู้บริโภคหลักที่ขับเคลื่อนตลาดนี้คือกลุ่ม Young Generation (Gen Y และ Gen Z) ซึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ “วิตามินบำรุงผิว” และตระหนักถึงการปกป้องผิวจาก UV, แสงสีฟ้า และมลภาวะ ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดเติบโตขึ้นกว่า 31% โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 40% เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น การเติบโตนี้สอดคล้องกับความต้องการผลิตภัณฑ์ Clean Beauty ซึ่งเป็นหัวใจของไฮบริด และการที่ผู้บริโภคไทยเปิดใจและเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮบริดคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและสุขภาพผิวในขั้นตอนเดียว [3]

บริษัทชั้นนำที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านสิทธิบัตร

บริษัทความงามชั้นนำระดับโลกใช้สิทธิบัตรเพื่อสร้างเทรนด์และล็อกพื้นที่ในตลาดนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลการยื่นคำขอสิทธิบัตรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้มองเห็นทิศทางและกลยุทธ์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกในการเข้าสู่ตลาด Hybrid Beauty และทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจแนวโน้มการยื่นคำขอสิทธิบัตรทั่วโลกในการหาช่องว่างทางเทคโนโลยี

การยื่นคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับเครื่องสำอางไฮบริดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 872 ฉบับในปี 2018 ซึ่งสอดคล้องกับกระแส Skincare-infused Makeup ที่เริ่มได้รับความนิยม. แม้จะมีความผันผวน แต่จำนวนคำขอในปี 2024 ยังคงอยู่ในระดับสูง 743 ฉบับ

การยื่นคำขอสิทธิบัตร Skincare-infused Makeup

What’s Inside?

  • ทำไม Hybrid Beauty จึงเป็นทางรอดของแบรนด์ยุคใหม่?
  • Hybrid Beauty คืออะไร?
  • สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสําคัญ
    ในการเริ่มต้นธุรกิจมีอะไรบ้าง ?
  • มิติด้านการตลาดความมาแรงและเทรนด์ของ Hybrid beauty ในปี 2025-2026
  • เทรนด์ Hybrid Beauty ในประเทศไทย
  • วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม: สูตรลับของ Hybrid Beauty
  • เทรนด์ส่วนผสมที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในปี 2026
  • สิ่งที่คนอยากเริ่มทําแบรนด์เครื่องสําอางควรรู้
  • บริษัทชั้นนําที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านสิทธิบัตร
  • บทสรุปและเทคโนโลยีที่มีบทบาทสําคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องสําอาง
  • โอกาสและช่องว่างทางเทคโนโลยีนี้ของผู้ประกอบการไทย

กรอกฟอร์ม
เพื่อดาวน์โหลด E-bOOK ฟรี!

"The Hybrid Beauty Code"

การผสานสกินแคร์และเมคอัพให้เป็นหนึ่งเดียว
พร้อมกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่แบรนด์ต้องรู้

OUR SERVICES

บริษัท Intellectual Design Group (IDG) พร้อมสนับสนุนผู้ที่สนใจในธุรกิจหรือเทคโนโลยีด้าน Plant-Based ด้วยบริการที่ครบวงจร ได้แก่

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีแพลตฟอร์ม e-learning ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ที่สนใจ ผู้ประกอบการ หรือนักวิจัย ในการต่อยอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

อีเมล: [email protected]

โทร.: 02-011-7161 ต่อ 301

Line: @idgthailand (มี@)

Facebook: IDGThailand

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ