International Website

INDICATOR APPROACH TO VALUATION
เทคนิคการวิเคราะห์และประเมินสิทธิบัตรเชิงคุณภาพ

“Value resides in the owner’s right to prevent others from commercializing that same property”- David Aylen, Ivey Business Journal (2001) -

การประเมินมูลค่าสิทธิบัตร เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงเยอะมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามจากเจ้าของสิทธิบัตรมากมายเรื่องวิธีการประเมินสิทธิบัตรที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด หน่วยงานที่รับทำการประเมิน และโดยเฉพาะสิ่งที่เจ้าของสิทธิบัตรไทยส่วนใหญ่ต้องการ คือ เรื่องการนำทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนถืออยู่เป็นทรัพย์สินหลักในการใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจตาม พรบ.หลักประกันทางธุรกิจ ปี 2558 ที่มีการกำหนดตามมาตรา 8(5) ให้ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินที่ภาครัฐถือว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ซึ่ง สามารถนำไปเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้รับหลักประกัน เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย และธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายหลักประกันธุรกิจฉบับนี้เกิดขึ้น ยังมีเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาน้อยรายที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือหลักได้จริง ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น สถาบันการเงิน และนักลงทุนต่างก็รับทราบถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาต่อความสำเร็จของธุรกิจ แต่ก็ยังมองว่ามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มีความไม่แน่นอนสูง

เช่น ตามสภาวะการแข่งขัน และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าของสิทธิ และถ้าธุรกิจทีมีทรัพย์สินทางปัญญานั้นเกิดประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่สามารถไปต่อได้ ผู้รับหลักประกัน ผู้ปล่อยสินเชื่อ อาจจะไม่สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญานั้นไปขายทอดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจซื้อเทคโนโลยี แบรนด์ หรืองานสร้างสรรค์ตามทรัพย์สินทางปัญญานั้น ควรเป็นใครเพราะปัจจุบันยังไม่มีตลาดซื้อ-ขายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อไม่มีตลาดก็ไม่มีราคาที่ได้จากการซื้อ-ขายทรัพย์สินทางปัญญาก่อนๆ ที่ใกล้เคียงมาเปรียบเทียบ เพื่อมาประเมินมูลค่า

ดังนั้น เป็นเรื่องปกติในไทยและในอีกหลายๆ ประเทศที่เริ่มมีกฎหมายการนำทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ แต่อาจจะยังไม่มีแนวทางหรือกลไกที่ชัดเจน หรือที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสถาบันการเงินทั่วโลกยังคงเอียงเอนไปที่อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร บ้านเรือน เป็นหลักประกันสิ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันฯ

นอกจากอุปสรรคของการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ อีกสาเหตุที่ทำให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหลายราย ในกรณีนี้ คือ สิทธิบัตร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความเข้าใจในเทคโนโลยี สินค้า หรือตลาดของตนเองดีพอ แต่เป็นเพราะว่าไม่สามารถประเมินสิทธิบัตรของตนจากการใช้ตัวชีวัดที่เหมาะสม เจ้าของสิทธิบัตรส่วนใหญ่ประเมินมูลค่าสิทธิบัตรจากการ พยากรณ์รายได้จากการขายสินค้าที่มีสิทธิบัตรของตนครอบคลุมอยู่บางส่วน และแปลงกระแสรายได้ในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งลักษณะนี้คือการใช้ Income Approach ในการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันก็จริง  แต่ถ้าเจ้าของสิทธิเองไม่เคยได้มองลึกเข้าไปในตัวสิทธิบัตรฉบับนั้นๆ และสร้างตัวชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อนำตัวชี้วัดดังกล่าวไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรของผู้อื่นได้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะประเมินได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเหมาะสมตามความเป็นจริง

การประเมินสิทธิบัตรโดยใช้ตัวชี้วัด หรือ Indicator Approach to Valuation เป็นการวิเคราะห์และประเมินสิทธิบัตรเชิงคุณภาพ โดยการนำปัจจัยต่างๆ ที่มีความเฉพาะในเอกสารสิทธิบัตรมาวิเคราะห์ เพื่อสามารถทำให้การประเมินสิทธิบัตรของเจ้าของสิทธิ เป็นไปได้โดยการเปรียบเทียบหรือ Benchmark กับสิทธิบัตรของบริษัทคู่แข่ง โดยปัจจัยที่สามารถนำมาวิเคราะห์ในวิธีนี้ ยกตัวอย่างเช่น:

  • 1. NUMBER OF CITATIONSจำนวนการอ้างอิง = ศักยภาพและความสำคัญของเทคโนโลยีในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับจะมีการบันทึกผลการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรในสำนักสิทธิบัตรของประเทศที่เรายื่นเข้าไป ที่ซึ่งจะมีการอธิบายถึงผลการตรวจสอบ เช่น ความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ โดยการอ้างอิงกับสิทธิบัตรหรือเอกสารวิจัยอื่นๆ ที่มีการยื่นเข้าไปหรือเผยแพร่ไปก่อนแล้ว จำนวนการอ้างอิงไปข้างหน้า (Forward Citations) มีนัยสำคัญสำหรับการประเมินมูลค่ามาก เพราะหมายถึงการที่มีเอกสารสิทธิบัตรฉบับอื่นๆ ที่ยื่นเข้าไปทีหลังที่ได้อ้างอิงฉบับของเรา หรือที่เราเลือกหรือสนใจอยู่ โดยที่จำนวนการอ้างอิงไปข้างหน้า อาจจะหมายความว่ามีผู้อื่นหรือคู่แข่งกำลังพัฒนาต่อยอดงานประดิษฐ์นี้อยู่ หรือแม้กระทั้งกำลังละเมิดสิทธิบัตรที่เราสนใจอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อผลการตรวจสอบออกมาระบุถึงการขาดความใหม่ หรือมีสัญลักษณ์ X อยู่ จะบ่งบอกให้เราทราบว่าเอกสารที่ยื่นเข้าไปทีหลัง มีความประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครองในเทคโนโลยีที่ทับซ้อนกับสิทธิตามสิทธิบัตรของเราอยู่ แต่โดยสรุปแล้ว ถ้าจำนวนการถูกอ้างอิงไปข้างหน้ามีจำนวนค่อนข้างสูง เช่น มากกว่า 20 ครั้งขึ้นไป โดยผู้ขอรายอื่น นั่นอาจจะทำให้เราเห็นแล้วว่า งานประดิษฐ์นี้มีความต้องการในตลาดสูง ส่งผลต่อการตั้งมูลค่าสิทธิบัตรที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • 2. PATENT FAMILY SIZEขนาดของครอบครัวสิทธิบัตร = ขนาดของตลาดของเทคโนโลยีสิทธิบัตรเป็น Territorial Rights ที่มีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย เฉพาะในประเทศที่มีการเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้เท่านั้น หมายความว่าถ้าเราต้องการคุ้มครองงานประดิษฐ์ เทคโนโลยีให้ครอบคลุมตลาดในประเทศที่เราสนใจ ก็จะต้องเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้ในประเทศนั้นๆ ด้วย เมื่องานประดิษฐ์มีการยื่นจดสิทธิบัตรเข้าไปในประเทศแรก และเข้าไปยื่นต่อในประเทศต่างๆ โดยการ Claim Priority ในระยะเวลาที่กำหนด เอกสารทั้งหมดจะเรียกว่าอยู่ในครอบครัวสิทธิบัตรเดียวกัน  และถ้ามีการยื่นเข้าไปในหลายประเทศเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวสิทธิบัตรนั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจจะสื่อถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมีความต้องการในการคุ้มครองสิทธิในตลาดที่ใหญ่ขึ้น
  • 3. IPC CLASSICATIONจำนวนการจำแนกประเภทของสิทธิบัตรด้วยระบบ IPC = ความหลากหลายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรในสำนักสิทธิบัตร จะทำการแบ่งจำแนกประเภทของสิทธิบัตรด้วยการอ้างอิงจากระบบ Classification ซึ่งที่เป็นมาตรฐานที่สุดในปัจจุบันคือ International Patent Classification (IPC) ที่ทางองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นผู้กำหนดไว้ โดยแต่ละคำขอที่ยื่นเข้าไปจะมีการบันทึก IPC ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ทำให้รู้ว่าสิทธิบัตรฉบับนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านไหนบ้าง และถ้ามีการให้สิทธิบัตรฉบับหนึ่งอยู่ในหลายๆ IPCs อาจจะหมายความว่าสิทธิบัตรฉบับนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในด้านอื่นด้วย ซึ่งอาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ถ้าสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในกลุ่ม G06F (Electric Digital Data Processing) มีการถูกบันทึกว่าอยู่ใน A61B (Diagnosis, Surgery, Analyzing Biological Material) และ A63F (Card, Board or Roulette Games, Video Games) อาจจะเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยีตามสิทธิบัตรดังกล่าว อาจจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ หรืออุตสาหกรรมเกมส์ หรือการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ที่น่าศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของสิทธิบัตรได้ด้วยเช่นกัน
  • 4. NUMBER OF INVENTORSจำนวนผู้ประดิษฐ์ = ความสำคัญของเทคโนโลยีและศักยภาพในการต่อยอดถ้าในสิทธิบัตรนั้น มีผู้ประดิษฐ์หลายคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยี อาจจะหมายความว่าเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจมาก เนื่องจากมีการลงทุนในงานวิจัยและบุคคลากรที่ใช้ในการวิจัยพัฒนา ยิ่งถ้ามีผู้ประดิษฐ์ร่วมจากหลากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะการร่วมมือข้ามประเทศ อาจจะสื่อให้เราเห็นถึงการลงทุนเพื่อรวบรวมกำลังคนและองค์ความรู้เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวอาจจะมีศักยภาพในการต่อยอดในอนาคต เพื่อสร้างพอร์ทสิทธิบัตรที่เข็มแข็งเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
  • 5. AGE AND STATUS OF PATENTอายุและสถานะของสิทธิบัตร = ศักยภาพในการบังคับใช้สิทธิแน่นอนว่าสิทธิบัตรที่ยังคงมีอายุที่ยาวกว่า เจ้าของสิทธิเองก็อาจจะมีสิทธิในการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ได้ขอถือสิทธิเข้าไปได้นานกว่า อาจส่งผลต่อรายได้และผลกำไรอย่างมหาศาลก็เป็นได้ และบางท่านจะพอทราบว่าหลายๆ บริษัท โดยเฉพาะบริษัทยา ที่ต้องการรักษาสิทธิตรงนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สิทธิบัตรยาที่ขายดีที่สุดหมดอายุลง ราคาขายอาจจะลดลง 80% จากเดิมที่เคยได้ เนื่องจากคู่แข่งรายอื่นที่ผลิตยาสามัญจะเข้ามาแข่งขันโดยทันทีแล้วคำขอที่ยังไม่ได้รับจดทะเบียนหรือ Patent Pending อยู่หล่ะ? ตามหลักจริงๆ แล้ว สิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียน หรือ Granted เท่านั้น ถึงจะบังคับใช้สิทธิได้จริง คำขอที่ยังรอรับจดทะเบียนหรือ Pending อยู่ ก็ไม่อาจดำเนินคดีอะไรกับผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่าอาจมีสินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอยใกล้เคียงอยู่ในตลาดก็ตาม และการที่ยัง Pending อยู่ ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ยื่นอาจจะถูกปฎิเสธการรับจดทะเบียนก็เป็นได้ ดังนั้น มูลค่าของคำขอรับสิทธิบัตรในช่วงนี้ อาจจะถูกประเมินต่ำกว่าสิทธิบัตรที่ได้รับจดทะเบียนไปแล้ว เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ การประเมินขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย เช่น ตามที่ผมได้แนะนำไว้ในขั้นต้น

นอกจากนี้ การประเมินมูลค่าสิทธิบัตรโดยวิธี Indicator Approach ซึ่งเป็นการประเมินเชิงคุณภาพตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ สามารถใช้ร่วมกับ Income & Market Approaches แต่อาจจะต้องมีการนำตัวชี้วัดอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อทำให้กระบวนการประเมินมูลค่าแต่ละครั้งตอบโจทย์ตามสถานการณ์นั้นให้มากที่สุด เช่น จำนวนของข้อถือสิทธิหลัก, จำนวนคดีที่เกี่ยวข้อง, จำนวนการอนุญาตใช้สิทธิ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรเชิงลึกในหลายๆ กรณี เพื่อที่จะเข้าไปทำความเข้าใจถึงขอบเขตสิทธิที่สามารถปกป้อง บังคับใช้ตามกฎหมายได้จริง รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคดีความด้านสิทธิบัตร (Litigation Data) และข้อมูลด้านการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing Data) ซึ่งอาจจะต้องมีการซื้อมาจาก 3rd Party Data Providers เพื่อสร้างกระบวนการในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และประเมินออกมาเป็นมูลค่าตามความเป็นจริง ซึ่งผู้ที่จริงจังกับการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรจะรู้ดีว่า การประเมินมูลค่าสิทธิบัตรในยุค 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วย Big Data มากกว่าเก่า

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

INDICATOR APPROACH TO VALUATION
เทคนิคการวิเคราะห์และประเมินสิทธิบัตรเชิงคุณภาพ

“Value resides in the owner’s right to prevent others from commercializing that same property”- David Aylen, Ivey Business Journal (2001) -

การประเมินมูลค่าสิทธิบัตร เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงเยอะมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามจากเจ้าของสิทธิบัตรมากมายเรื่องวิธีการประเมินสิทธิบัตรที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด หน่วยงานที่รับทำการประเมิน และโดยเฉพาะสิ่งที่เจ้าของสิทธิบัตรไทยส่วนใหญ่ต้องการ คือ เรื่องการนำทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนถืออยู่เป็นทรัพย์สินหลักในการใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจตาม พรบ.หลักประกันทางธุรกิจ ปี 2558 ที่มีการกำหนดตามมาตรา 8(5) ให้ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินที่ภาครัฐถือว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ซึ่ง สามารถนำไปเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้รับหลักประกัน เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย และธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายหลักประกันธุรกิจฉบับนี้เกิดขึ้น ยังมีเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาน้อยรายที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือหลักได้จริง ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น สถาบันการเงิน และนักลงทุนต่างก็รับทราบถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาต่อความสำเร็จของธุรกิจ แต่ก็ยังมองว่ามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มีความไม่แน่นอนสูง

เช่น ตามสภาวะการแข่งขัน และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าของสิทธิ และถ้าธุรกิจทีมีทรัพย์สินทางปัญญานั้นเกิดประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่สามารถไปต่อได้ ผู้รับหลักประกัน ผู้ปล่อยสินเชื่อ อาจจะไม่สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญานั้นไปขายทอดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจซื้อเทคโนโลยี แบรนด์ หรืองานสร้างสรรค์ตามทรัพย์สินทางปัญญานั้น ควรเป็นใครเพราะปัจจุบันยังไม่มีตลาดซื้อ-ขายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อไม่มีตลาดก็ไม่มีราคาที่ได้จากการซื้อ-ขายทรัพย์สินทางปัญญาก่อนๆ ที่ใกล้เคียงมาเปรียบเทียบ เพื่อมาประเมินมูลค่า

ดังนั้น เป็นเรื่องปกติในไทยและในอีกหลายๆ ประเทศที่เริ่มมีกฎหมายการนำทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ แต่อาจจะยังไม่มีแนวทางหรือกลไกที่ชัดเจน หรือที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสถาบันการเงินทั่วโลกยังคงเอียงเอนไปที่อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร บ้านเรือน เป็นหลักประกันสิ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันฯ

นอกจากอุปสรรคของการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ อีกสาเหตุที่ทำให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหลายราย ในกรณีนี้ คือ สิทธิบัตร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความเข้าใจในเทคโนโลยี สินค้า หรือตลาดของตนเองดีพอ แต่เป็นเพราะว่าไม่สามารถประเมินสิทธิบัตรของตนจากการใช้ตัวชีวัดที่เหมาะสม เจ้าของสิทธิบัตรส่วนใหญ่ประเมินมูลค่าสิทธิบัตรจากการ พยากรณ์รายได้จากการขายสินค้าที่มีสิทธิบัตรของตนครอบคลุมอยู่บางส่วน และแปลงกระแสรายได้ในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งลักษณะนี้คือการใช้ Income Approach ในการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันก็จริง  แต่ถ้าเจ้าของสิทธิเองไม่เคยได้มองลึกเข้าไปในตัวสิทธิบัตรฉบับนั้นๆ และสร้างตัวชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อนำตัวชี้วัดดังกล่าวไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรของผู้อื่นได้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะประเมินได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเหมาะสมตามความเป็นจริง

การประเมินสิทธิบัตรโดยใช้ตัวชี้วัด หรือ Indicator Approach to Valuation เป็นการวิเคราะห์และประเมินสิทธิบัตรเชิงคุณภาพ โดยการนำปัจจัยต่างๆ ที่มีความเฉพาะในเอกสารสิทธิบัตรมาวิเคราะห์ เพื่อสามารถทำให้การประเมินสิทธิบัตรของเจ้าของสิทธิ เป็นไปได้โดยการเปรียบเทียบหรือ Benchmark กับสิทธิบัตรของบริษัทคู่แข่ง โดยปัจจัยที่สามารถนำมาวิเคราะห์ในวิธีนี้ ยกตัวอย่างเช่น:

  • 1. NUMBER OF CITATIONSจำนวนการอ้างอิง = ศักยภาพและความสำคัญของเทคโนโลยีในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับจะมีการบันทึกผลการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรในสำนักสิทธิบัตรของประเทศที่เรายื่นเข้าไป ที่ซึ่งจะมีการอธิบายถึงผลการตรวจสอบ เช่น ความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ โดยการอ้างอิงกับสิทธิบัตรหรือเอกสารวิจัยอื่นๆ ที่มีการยื่นเข้าไปหรือเผยแพร่ไปก่อนแล้ว จำนวนการอ้างอิงไปข้างหน้า (Forward Citations) มีนัยสำคัญสำหรับการประเมินมูลค่ามาก เพราะหมายถึงการที่มีเอกสารสิทธิบัตรฉบับอื่นๆ ที่ยื่นเข้าไปทีหลังที่ได้อ้างอิงฉบับของเรา หรือที่เราเลือกหรือสนใจอยู่ โดยที่จำนวนการอ้างอิงไปข้างหน้า อาจจะหมายความว่ามีผู้อื่นหรือคู่แข่งกำลังพัฒนาต่อยอดงานประดิษฐ์นี้อยู่ หรือแม้กระทั้งกำลังละเมิดสิทธิบัตรที่เราสนใจอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อผลการตรวจสอบออกมาระบุถึงการขาดความใหม่ หรือมีสัญลักษณ์ X อยู่ จะบ่งบอกให้เราทราบว่าเอกสารที่ยื่นเข้าไปทีหลัง มีความประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครองในเทคโนโลยีที่ทับซ้อนกับสิทธิตามสิทธิบัตรของเราอยู่ แต่โดยสรุปแล้ว ถ้าจำนวนการถูกอ้างอิงไปข้างหน้ามีจำนวนค่อนข้างสูง เช่น มากกว่า 20 ครั้งขึ้นไป โดยผู้ขอรายอื่น นั่นอาจจะทำให้เราเห็นแล้วว่า งานประดิษฐ์นี้มีความต้องการในตลาดสูง ส่งผลต่อการตั้งมูลค่าสิทธิบัตรที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • 2. PATENT FAMILY SIZEขนาดของครอบครัวสิทธิบัตร = ขนาดของตลาดของเทคโนโลยีสิทธิบัตรเป็น Territorial Rights ที่มีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย เฉพาะในประเทศที่มีการเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้เท่านั้น หมายความว่าถ้าเราต้องการคุ้มครองงานประดิษฐ์ เทคโนโลยีให้ครอบคลุมตลาดในประเทศที่เราสนใจ ก็จะต้องเข้าไปจดสิทธิบัตรไว้ในประเทศนั้นๆ ด้วย เมื่องานประดิษฐ์มีการยื่นจดสิทธิบัตรเข้าไปในประเทศแรก และเข้าไปยื่นต่อในประเทศต่างๆ โดยการ Claim Priority ในระยะเวลาที่กำหนด เอกสารทั้งหมดจะเรียกว่าอยู่ในครอบครัวสิทธิบัตรเดียวกัน  และถ้ามีการยื่นเข้าไปในหลายประเทศเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวสิทธิบัตรนั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจจะสื่อถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมีความต้องการในการคุ้มครองสิทธิในตลาดที่ใหญ่ขึ้น
  • 3. IPC CLASSICATIONจำนวนการจำแนกประเภทของสิทธิบัตรด้วยระบบ IPC = ความหลากหลายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรในสำนักสิทธิบัตร จะทำการแบ่งจำแนกประเภทของสิทธิบัตรด้วยการอ้างอิงจากระบบ Classification ซึ่งที่เป็นมาตรฐานที่สุดในปัจจุบันคือ International Patent Classification (IPC) ที่ทางองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นผู้กำหนดไว้ โดยแต่ละคำขอที่ยื่นเข้าไปจะมีการบันทึก IPC ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ทำให้รู้ว่าสิทธิบัตรฉบับนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านไหนบ้าง และถ้ามีการให้สิทธิบัตรฉบับหนึ่งอยู่ในหลายๆ IPCs อาจจะหมายความว่าสิทธิบัตรฉบับนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในด้านอื่นด้วย ซึ่งอาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ถ้าสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในกลุ่ม G06F (Electric Digital Data Processing) มีการถูกบันทึกว่าอยู่ใน A61B (Diagnosis, Surgery, Analyzing Biological Material) และ A63F (Card, Board or Roulette Games, Video Games) อาจจะเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยีตามสิทธิบัตรดังกล่าว อาจจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ หรืออุตสาหกรรมเกมส์ หรือการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ที่น่าศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของสิทธิบัตรได้ด้วยเช่นกัน
  • 4. NUMBER OF INVENTORSจำนวนผู้ประดิษฐ์ = ความสำคัญของเทคโนโลยีและศักยภาพในการต่อยอดถ้าในสิทธิบัตรนั้น มีผู้ประดิษฐ์หลายคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยี อาจจะหมายความว่าเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจมาก เนื่องจากมีการลงทุนในงานวิจัยและบุคคลากรที่ใช้ในการวิจัยพัฒนา ยิ่งถ้ามีผู้ประดิษฐ์ร่วมจากหลากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะการร่วมมือข้ามประเทศ อาจจะสื่อให้เราเห็นถึงการลงทุนเพื่อรวบรวมกำลังคนและองค์ความรู้เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวอาจจะมีศักยภาพในการต่อยอดในอนาคต เพื่อสร้างพอร์ทสิทธิบัตรที่เข็มแข็งเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
  • 5. AGE AND STATUS OF PATENTอายุและสถานะของสิทธิบัตร = ศักยภาพในการบังคับใช้สิทธิแน่นอนว่าสิทธิบัตรที่ยังคงมีอายุที่ยาวกว่า เจ้าของสิทธิเองก็อาจจะมีสิทธิในการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ได้ขอถือสิทธิเข้าไปได้นานกว่า อาจส่งผลต่อรายได้และผลกำไรอย่างมหาศาลก็เป็นได้ และบางท่านจะพอทราบว่าหลายๆ บริษัท โดยเฉพาะบริษัทยา ที่ต้องการรักษาสิทธิตรงนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สิทธิบัตรยาที่ขายดีที่สุดหมดอายุลง ราคาขายอาจจะลดลง 80% จากเดิมที่เคยได้ เนื่องจากคู่แข่งรายอื่นที่ผลิตยาสามัญจะเข้ามาแข่งขันโดยทันทีแล้วคำขอที่ยังไม่ได้รับจดทะเบียนหรือ Patent Pending อยู่หล่ะ? ตามหลักจริงๆ แล้ว สิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียน หรือ Granted เท่านั้น ถึงจะบังคับใช้สิทธิได้จริง คำขอที่ยังรอรับจดทะเบียนหรือ Pending อยู่ ก็ไม่อาจดำเนินคดีอะไรกับผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่าอาจมีสินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอยใกล้เคียงอยู่ในตลาดก็ตาม และการที่ยัง Pending อยู่ ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ยื่นอาจจะถูกปฎิเสธการรับจดทะเบียนก็เป็นได้ ดังนั้น มูลค่าของคำขอรับสิทธิบัตรในช่วงนี้ อาจจะถูกประเมินต่ำกว่าสิทธิบัตรที่ได้รับจดทะเบียนไปแล้ว เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ การประเมินขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย เช่น ตามที่ผมได้แนะนำไว้ในขั้นต้น

นอกจากนี้ การประเมินมูลค่าสิทธิบัตรโดยวิธี Indicator Approach ซึ่งเป็นการประเมินเชิงคุณภาพตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ สามารถใช้ร่วมกับ Income & Market Approaches แต่อาจจะต้องมีการนำตัวชี้วัดอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อทำให้กระบวนการประเมินมูลค่าแต่ละครั้งตอบโจทย์ตามสถานการณ์นั้นให้มากที่สุด เช่น จำนวนของข้อถือสิทธิหลัก, จำนวนคดีที่เกี่ยวข้อง, จำนวนการอนุญาตใช้สิทธิ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรเชิงลึกในหลายๆ กรณี เพื่อที่จะเข้าไปทำความเข้าใจถึงขอบเขตสิทธิที่สามารถปกป้อง บังคับใช้ตามกฎหมายได้จริง รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคดีความด้านสิทธิบัตร (Litigation Data) และข้อมูลด้านการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing Data) ซึ่งอาจจะต้องมีการซื้อมาจาก 3rd Party Data Providers เพื่อสร้างกระบวนการในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และประเมินออกมาเป็นมูลค่าตามความเป็นจริง ซึ่งผู้ที่จริงจังกับการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรจะรู้ดีว่า การประเมินมูลค่าสิทธิบัตรในยุค 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วย Big Data มากกว่าเก่า

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy