ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist ​

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist

     เวลาเรานึกถึงคำว่า “งานประดิษฐ์” บางคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำๆของ Apple หรือ Tesla แต่บางคนอาจนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในห้องแล็บทำการทดลองไปเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ว่างานประดิษฐ์จะออกมาเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมยังมีความชื่นชมในนักประดิษฐ์ทุกคนที่พยายามสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้มนุษย์ชาติอยู่เสมอ ส่งมอบความรู้ และบทเรียนให้พวกเราอย่างต่อเนื่อง

     Juicero เป็นเคสตัวอย่างของบริษัทที่ควรจะประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีความพร้อมเกือบทุกอย่างสำหรับธุรกิจนวัตกรรม เช่น มี Founder ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาก่อน และได้ผู้บริหารจาก Coca-Cola มาร่วมทีม ได้รับเงินลงทุน $120 million USD หรือ เกือบ 4 พันล้านบาท จาก Google Ventures และ KPCB ซึ่งเป็น VC ระดับต้นๆของอเมริกา มีทีมงานมากกว่า 120 ชีวิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงมีการประดิษฐ์ที่ยื่นจดสิทธิบัตรกว่า 140 ฉบับ ในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และอีกหลายๆประเทศ แต่ Juicero ก็ไม่สามารถไปต่อได้ และได้ปิดตัวไปเรียบร้อยในปี 2017

source: https://medium.com/@Patrick_Newton1/reasons-not-to-think-the-worst-over-juicero-369f0bd5b68

    เพื่อไม่ให้คุณสงสัย สินค้าหลักของ Juicero ก็คือ Juicero Press ซึ่งเป็นเครื่องสกัดเย็นน้ำผักผลไม้ที่มีราคาเครื่องละ $400 หรือ 13,000 บาท ซึ่งอยู่แล้วว่าราคาขนาดนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IoT ควบคุมการสั่งการเครื่อง Juicero Press ให้บีบสกัดน้ำผักผลไม้ใน Juicero Packs จาก Smart Phone App ซึ่งน้ำผักผลไม้สดนานาชนิดที่ขายเป็นแพ็ค ขายที่ $7 หรือ 225 บาท/แพ็ค 

     โดยแต่ละแพ็คประกอบด้วย QR code ที่ช่วยให้เครื่องรู้ว่าเป็นสินค้าของ Juicero จริง และสามารถแจ้งเตือนในกรณีที่สินค้าที่หมดอายุแล้ว (ภายใน 8 วัน) รวมถึงการเช็คถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบผักและผลไม้ออร์แกนิกทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าราคาสูงเกินความจำเป็น รวมถึงมีสื่ออย่าง Bloomberg ออกมาเปรียบเทียบการใช้เครื่อง vs. มือเปล่า ให้เห็นว่าเครื่องราคาแพงดังกล่าวจำเป็นต้องมีจริงหรือไม่:

     ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ใหม่มีให้พวกเราเห็นในทุกๆอุตสาหกรรมจน Professor Clayton Christensen อดีตกูรูด้านนวัตกรรมผู้โด่งดัง และอาจารย์ประจำ Harvard Business School เคยกล่าวไว้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ชิ้น/ปี แต่มากกว่า 80% จะไม่สามารถไปรอดได้ ดังนั้น การลงทุนในงานประดิษฐ์ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าหลงรักงานประดิษฐ์ของตนมากจนไม่ฟังเสียงคนอื่น และควรให้ความสำคัญกับความต้องการและประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหลัก ที่ซึ่ง กลายมาเป็นทฤษฎี Jobs-To-Be-Done เพื่อใช้ในการประเมินสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมนั้นว่ามันช่วยแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ได้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ให้เราสังเกตข้อแตกต่างระหว่างสินค้า vs. ความต้องการ เช่น คุณต้องการสว่านหรือรูในผนัง ? ต้องการเครื่องจักรหรือให้การผลิตรวดเร็วขึ้น ? ต้องการหน้ากาก N95 หรือเพื่อป้องกันติดเชื่อไวรัสโคโรน่า ฯลฯ

    อย่างที่เห็น Juicero ผิดพลาดเรื่อง Jobs-To-Be-Done อย่างรุนแรง ทำให้เสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรไปมหาศาล และดูเหมือนไม่มีแผนสำรองในการปรับโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะการนำ Intangible Assets ที่ถือครองอยู่จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีการวางกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ที่สามารถส่งเสริมกลยุทธ์ของธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประดิษฐ์หรือเจ้าของบริษัทจะเริ่มวางแผนลงทุนในการนำผลงานวิจัยพัฒนา งานประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ผมขอเสนอแนะให้ใช้ Invention Rating Checklist (IRC) พัฒนาโดย Russ Krajec ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและนักลงทุน ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน พร้อม 10 ตัวชี้วัด (indicators) พร้อมให้คุณและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้คะแนนระหว่าง 1 (ต่ำสุด) ถึง 5 (สูงสุด) ใน indicator แต่ละตัว ซึ่งการใช้ IRC สามารถช่วยคุณตรวจสอบความคุ้มค่าในการลงทุนในงานประดิษฐ์ พร้อมทั้งป้องกันการเสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรอื่นๆอีกจำนวนมากไปกับทางเลือกที่ผิดๆ ดังนี้ครับ: 

INVENTION RATING CHECKLIST

ด้านที่ 1: ความคุ้มค่าในการจดสิทธิบัตร (Patent Worthiness) 

     เป็นส่วนที่จะช่วยคุณประเมินศักยภาพในการจดสิทธิบัตรสำหรับงานประดิษฐ์ของคุณ ซึ่งต้องเป็นการประดิษฐ์ใหม่       (1. Novelty) ที่ต้องสามารถบังคับใช้สิทธิได้จริง มีความง่ายในการตรวจหาผู้ละเมิดสิทธิบัตร (2. Detectability) เพราะหากการละเมิดนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ สิทธิบัตรนั้นก็ไร้ซึ่งประโยชน์ รวมถึงผู้เล่นในตลาดที่คุณสามารถบังคับใช้สิทธิได้   (3. Actor) ซึ่งควรเป็นคู่แข่งทางตรงของคุณ เพราะคุณไม่ควรดำเนินคดีและบังคับใช้สิทธิกับลูกค้าของคุณได้
     สำหรับความใหม่ (Novelty) งานประดิษฐ์ของคุณผ่านการวิจัยพัฒนา ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์มามากน้อยขนาดไหน จะถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการหรือไม่ มันเป็นการปรับปรุงเชิงวิศวกรรม การนำความรู้จากอุตสาหกรรมอื่นมาใช้ หรือเป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาทั่วไปในธุรกิจของคุณ?
    งานของคุณสามารถตรวจสอบการละเมิดโดยผู้อื่น (Detectability) ได้โดยง่ายเพียงด้วยตาเปล่าหรือจากสิ่งที่คู่แข่งโฆษณา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการตรวจสอบ เช่น ต้องเก็บตัวอย่างเพื่อมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือต้องจ้างนักสืบเข้าไปตรวจสอบโรงงาน ฯลฯ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้เลย (เช่น ต้องเข้าถึงศูนย์ข้อมูลของคู่แข่ง)?

     สำหรับผู้เล่นในตลาด (Actors) ผู้ที่จะละเมิดได้ เป็นคู่แข่งทางตรงที่มีโอกาสละเมิดงานของคุณสูงและมีเงินเพียงพอที่สามารถจ่ายค่าเสียหายได้ หรือเป็นคู่แข่งที่ไม่มั่นคง เช่น เพิ่งจัดตั้ง มีปัญหาทางการเงิน หรือเป็นธุรกิจสีเทา ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้จริง หรือเป็นลูกค้าของคุณ ?  

ด้านที่ 2: การวิเคราะห์งานประดิษฐ์ทางเลือก/คู่เทียบ (Design Around Analysis)

       การประเมินมูลค่างานประดิษฐ์จากราคาตลาด จำเป็นที่จะต้องมีคู่เทียบ ซึ่งโดยปกติแล้ว นักประเมิน และนักลงทุน จะพยายามเปรียบเทียบงานของคุณกับสิ่งที่มีอยู่แล้วที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในตลาด (4. Alternative Design Competitiveness) ดังนั้น ให้คุณกลับไปตรวจสอบงานของคุณดูว่ามีเทคนิคอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นในการแก้ไขปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ และการใช้เทคโนโลยีอื่นอาจให้ผลดีกว่างานประดิษฐ์ของคุณหรือไม่ 

       รวมถึงมุมมองของลูกค้าด้วยว่าพวกเขาสามารถใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ ปรับตัวเข้ากับปัญหานั้นได้ยากง่ายขนาดไหน ซึ่ง Juicero มองข้ามพฤติกรรมการปรับตัวของลูกค้าอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อมีการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของแบบสินค้าทางเลือก/คู่เทียบ ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (5. Economic Advantage) ของงานประดิษฐ์ของคุณจะต้องมีการคำนวณเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับงานประดิษฐ์หรือสินค้าทางเลือกที่ดีที่สุด

       งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ/งานประดิษฐ์ทางเลือกที่ดีที่สุด (Alternative Design) มีประสิทธิภาพเชิงเทคนิคสูงกว่า 10x 5x 1x เทียบเท่า หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ?
       งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบทางเลือกแล้ว มีศักยภาพในการให้ผลเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (Economic Advantage) เช่นสร้างยอดขาย หรืออัตรากำไร ได้มากกว่า 10x 4x 2x หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ?

ด้านที่ 3: คุณค่าภายในที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Internal Business Value)

       ด้านที่ 3 เน้นเรื่องความสำคัญของงานประดิษฐ์ต่อกระบวนการทางธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในการแปลงงานประดิษฐ์ให้เป็นสินค้าพร้อมจำหน่าย (6. Market Readiness) และความสำคัญของงานนั้นต่อตัวสินค้า รวมถึงแผนการสร้าง product roadmap ของคุณในอนาคต (7. Product Relatedness)

       สำหรับด้าน Market Readiness งานของคุณมีความพร้อมในการออกจำหน่ายเป็นสินค้า/ผลิตภัณฑ์/บริการได้ทันที หรือต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาต่อยอด เช่น เงินทุน เครื่องมือ และ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฯลฯ หรือยังอยู่ในช่วงทดสอบประสิทธิภาพ หรือ feasibility stage อยู่ ?

       สำหรับด้าน Product Relatedness งานประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถช่วยคุณเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวซึ่งสามารถเปิดทางให้อีกหลายๆผลิตภัณฑ์ในอนาคต หรือเป็นเพียงการปรับปรุงต่อยอดจากเดิม หรือเป็นเพียงตัวเสริมที่ไม่สัมพันธ์กับกลยุทธ์ของธุรกิจเลย ?     

ด้านที่ 4: คุณค่าภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (External Business Value)

       โอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานประดิษฐ์จากผู้เล่นภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องด้วยงานประดิษฐ์ที่มาพร้อมสิทธิบัตรคุณภาพสูง จะสามารถช่วยคุณหาโอกาสในการอนุญาตให้บริษัทอื่นๆใช้สิทธิ (8. Licensing Potential) และอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวางตัวให้กลายเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการในอนาคต (Acquisition Target) หากพอร์ทสินค้า และ/หรือ สิทธิบัตรที่คุณถืออยู่นั้นมีความใกล้เคียงกับพอร์ทของคู่แข่ง และ/หรือ แผนกลยุทธ์ของพวกเขา (9. Competitor’s Product Fit) รวมถึง มีความจำเป็นที่พวกคู่แข่งต้องใช้งานประดิษฐ์ของคุณเนื่องจากจะกลายเป็นมาตรฐานที่จำเป็น/สากลในอุตสาหกรรม (10. Industrial Standard Applicability) เช่น Standard Essential Patents (SEPs) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ของ Huawei และ ZTE เป็นต้น ซึ่งจากเคสของ Juicero แสดงให้เห็นว่าการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เล่นในตลาด และไม่สามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้ ทำให้ธุรกิจไม่สามารถหาผู้สนใจซื้อกิจการ หรือ License สิทธิบัตรไปให้คู่แข่งเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อได้  

       และเพื่อเพิ่มโอกาสในการ License งานออกไป งานประดิษฐ์ หรือ สิทธิบัตรของคุณสร้างคุณค่าที่คู่แข่งหรือผู้เล่นอื่นๆในตลาดขาดไม่ได้หรือไม่ คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตลาดอื่นๆได้ หรือสามารถนำไปรวมกับงานประดิษฐ์หรือสิทธิบัตรของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ?

       ในมุมของ Competitor’s Product Fit ให้ตรวจสอบว่างานประดิษฐ์ของคุณสอดคล้องกับพอร์ทสินค้าสำคัญของคู่แข่งและกลยุทธ์ของพวกเขาโดยตรง หรือปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งในสินค้าของคู่แข่งได้เยอะ บางส่วน หรือไม่ได้เลย ?

       งานประดิษฐ์ที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นนวัตกรรมที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยอมรับ และอาจกลายเป็น Industrial Standard ในอุตสาหกรรมนั้นด้วยเช่นกัน เช่น Intel ครองตลาดเทคโนโลยี Chipset และ Microprocessor ดังนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่าคุณสามารถแปลงงานประดิษฐ์ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องมาใช้ หรือ มีงานประดิษฐ์ทางเลือกอื่นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ถูกกว่า หรือไม่ ?

      คะแนนที่รวบรวมจากตัวชี้วัดทั้ง 10 จากทั้ง 4 ด้าน (เต็ม 50 คะแนน) จะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนในงานวิจัย งานประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมได้อย่างมีกลยุทธ์ และหากส่วนไหนของ IRC ที่คุณยังมองว่าเป็นจุดอ่อนก็ควรให้เวลาทุ่มเทกับการปิดช่องโหว่หรือเติมเต็มส่วนนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้งานประดิษฐ์ที่คุณต้องการลงทุนมีศักยภาพครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน นั่นคือ ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐกิจ และด้านทางกฎหมาย และผมเชื่อว่างานประดิษฐ์ของคุณจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในโลกยุค New Normal ซึ่งจะเป็นโลกที่มีการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ดุเดือดขึ้นทุกวันครับ 

Share this.
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •