International Website

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist

เวลาเรานึกถึงคำว่า “งานประดิษฐ์” บางคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำๆของ Apple หรือ Tesla แต่บางคนอาจนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในห้องแล็บทำการทดลองไปเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ว่างานประดิษฐ์จะออกมาเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมยังมีความชื่นชมในนักประดิษฐ์ทุกคนที่พยายามสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้มนุษย์ชาติอยู่เสมอ ส่งมอบความรู้ และบทเรียนให้พวกเราอย่างต่อเนื่อง Juicero เป็นเคสตัวอย่างของบริษัทที่ควรจะประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีความพร้อมเกือบทุกอย่างสำหรับธุรกิจนวัตกรรม เช่น มี Founder ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาก่อน และได้ผู้บริหารจาก Coca-Cola มาร่วมทีม ได้รับเงินลงทุน $120 million USD หรือ เกือบ 4 พันล้านบาท จาก Google Ventures และ KPCB ซึ่งเป็น VC ระดับต้นๆของอเมริกา มีทีมงานมากว่า 120 ชีวิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงมีการประดิษฐ์ที่ยื่นจดสิทธิบัตรกว่า 140 ฉบับ ในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และอีกหลายๆประเทศ แต่ Juicero ก็ไม่สามารถไปต่อได้ และได้ปิดตัวไปเรียบร้อยในปี 2017

source: https://medium.com/@Patrick_Newton1/reasons-not-to-think-the-worst-over-juicero-369f0bd5b68

เพื่อไม่ให้คุณสงสัย สินค้าหลักของ Juicero ก็คือ Juicero Press ซึ่งเป็นเครื่องสกัดเย็นน้ำผักผลไม้ที่มีราคาเครื่องละ $400 หรือ 13,000 บาท ซึ่งอยู่แล้วว่าราคาขนาดนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IoT ควบคุมการสั่งการเครื่อง Juicero Press ให้บีบสกัดน้ำผักผลไม้ใน Juicero Packs จาก Smart Phone App ซึ่งน้ำผักผลไม้สดนาๆชนิดที่ขายเป็นแพ็ค ขายที่ $7 หรือ 225 บาท/แพ็ค โดยแต่ละแพ็คประกอบด้วย QR code ที่ช่วยให้เครื่องรู้ว่าเป็นสินค้าของ Juicero จริง และสามารถแจ้งเตือนในกรณีที่สินค้าที่หมดอายุแล้ว (ภายใน 8 วัน) รวมถึงการเช็คถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบผักและผลไม้ออร์แกนิกทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าราคาสูงเกินความจำเป็น รวมถึงมีสื่ออย่าง Bloomberg ออกมาเปรียบเทียบการใช้เครื่อง vs. มือเปล่า ให้เห็นว่าเครื่องราคาแพงดังกล่าวจำเป็นต้องมีจริงหรือไม่: https://www.youtube.com/watch?v=5lutHF5HhVA ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ใหม่มีให้พวกเราเห็นในทุกๆอุตสาหกรรมจน Professor Clayton Christensen อดีตกูรูด้านนวัตกรรมผู้โด่งดัง และอาจารย์ประจำ Harvard Business School เคยกล่าวไว้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ชิ้น/ปี แต่มากกว่า 80% จะไม่สามารถไปรอดได้ ดังนั้น การลงทุนในงานประดิษฐ์ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าหลงรักงานประดิษฐ์ของตนมากจนไม่ฟังเสียงคนอื่น และควรให้ความสำคัญกับความต้องการและประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหลัก ที่ซึ่ง กลายมาเป็นทฤษฎี Jobs-To-Be-Done เพื่อใช้ในการประเมินสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมนั้นว่ามันช่วยแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ได้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ให้เราสังเกตุข้อแตกต่างระหว่างสินค้า vs. ความต้องการ เช่น คุณต้องการสว่านหรือรูในผนัง ? ต้องการเครื่องจักรหรือให้การผลิตรวดเร็วขึ้น ? ต้องการหน้ากาก N95 หรือเพื่อป้องกันติดเชื่อไวรัสโคโรน่า ฯลฯ

อย่างที่เห็น Juicero ผิดพลาดเรื่อง Jobs-To-Be-Done อย่างรุงแรง ทำให้เสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรไปมหาศาล และดูเหมือนไม่มีแผนสำรองในการปรับโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะการนำ Intangible Assets ที่ถือครองอยู่จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีการวางกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ที่สามารถส่งเสริมกลยุทธ์ของธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประดิษฐ์หรือเจ้าของบริษัทจะเริ่มวางแผนลงทุนในการนำผลงานวิจัยพัฒนา งานประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ผมขอเสนอแนะให้ใช้ Invention Rating Checklist (IRC) พัฒนาโดย Russ Krajec ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและนักลงทุน ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน พร้อม 10 ตัวชี้วัด (indicators) พร้อมให้คุณและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้คะแนนระหว่าง 1 (ต่ำสุด) ถึง 5 (สูงสุด) ใน indicator แต่ละตัว ซึ่งการใช้ IRC สามารถช่วยคุณตรวจสอบความคุ้มค่าในการลงทุนในงานประดิษฐ์ พร้อมทั้งป้องกันการเสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรอื่นๆอีกจำนวนมากไปกับทางเลือกที่ผิดๆ ดังนี้ครับ:

INVENTION RATING CHECKLIST

ด้านที่ 1: ความคุ้มค่าในการจดสิทธิบัตร (Patent Worthiness) 

เป็นส่วนที่จะช่วยคุณประเมินศักยภาพในการจดสิทธิบัตรสำหรับงานประดิษฐ์ของคุณ ซึ่งต้องเป็นการประดิษฐ์ใหม่       (1. Novelty) ที่ต้องสามารถบังคับใช้สิทธิได้จริง มีความง่ายในการตรวจหาผู้ละเมิดสิทธิบัตร (2. Detectability) เพราะหากการละเมิดนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ สิทธิบัตรนั้นก็ไร้ซึ่งประโยชน์ รวมถึงผู้เล่นในตลาดที่คุณสามารถบังคับใช้สิทธิได้   (3. Actor) ซึ่งควรเป็นคู่แข่งทางตรงของคุณ เพราะคุณไม่ควรดำเนินคดีและบังคับใช้สิทธิกับลูกค้าของคุณได้ สำหรับความใหม่ (Novelty) งานประดิษฐ์ของคุณผ่านการวิจัยพัฒนา ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์มามากน้อยขนาดไหน จะถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการหรือไม่ มันเป็นการปรับปรุงเชิงวิศวกรรม การนำความรู้จากอุตสาหกรรมอื่นมาใช้ หรือเป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาทั่วไปในธุรกิจของคุณ ?

    งานของคุณสามารถตรวจสอบการละเมิดโดยผู้อื่น (Detectability) ได้โดยง่ายเพียงด้วยตาเปล่าหรือจากสิ่งที่คู่แข่งโฆษณา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการตรวจสอบ เช่น ต้องเก็บตัวอย่างเพื่อมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือเพื่อจ้างนักสืบเข้าไปตรวจสอบโรงงาน ฯลฯ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้เลย (เช่น ต้องเข้าถึงศูนย์ข้อมูลของคู่แข่ง) ?

     สำหรับผู้เล่นในตลาด (Actors) ผู้ที่จะละเมิดได้ เป็นคู่แข่งทางตรงที่มีโอกาสละเมิดงานของคุณสูงและมีเงินเพียงพอที่สามารถจ่ายค่าเสียหายได้ หรือเป็นคู่แข่งที่ไม่มั่งคง เช่น เพิ่งจัดตั้ง มีปัญหาทางการเงิน หรือเป็นธุรกิจสีเทา ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้จริง หรือเป็นลูกค้าของคุณ ?

ด้านที่ 2: การวิเคราะห์งานประดิษฐ์ทางเลือก/คู่เทียบ (Design Around Analysis)        การประเมินมูลค่างานประดิษฐ์จากราคาตลาด จำเป็นที่จะต้องมีคู่เทียบ ซึ่งโดยปกติแล้ว นักประเมิน และนักลงทุน จะพยายามเปรียบเทียบงานของคุณกับสิ่งที่มีอยู่แล้วที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในตลาด (4. Alternative Design Competitiveness) ดังนั้น ให้คุณกลับไปตรวจสอบงานของคุณดูว่ามีเทคนิคอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นในการแก้ไขปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ และการใช้เทคโนโลยีอื่นอาจให้ผลดีกว่างานประดิษฐ์ของคุณหรือไม่ รวมถึงมุมมองของลูกค้าด้วยว่าพวกเขาสามารถใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ ปรับตัวเข้ากับปัญหานั้นได้ยากง่ายขนาดไหน ซึ่ง Juicero มองข้ามพฤติกรรมการปรับตัวของลูกค้าอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อมีการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของแบบสินค้าทางเลือก/คู่เทียบ ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (5. Economic Advantage) ของงานประดิษฐ์ของคุณจะต้องมีการคำนวนเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับงานประดิษฐ์หรือสินค้าทางเลือกที่ดีที่สุด งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ/งานประดิษฐ์ทางเลือกที่ดีที่สุด (Alternative Design) มีประสิทธิภาพเชิงเทคนิคสูงกว่า 10x 5x 1x เทียบเท่า หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ? งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบทางเลือกแล้ว มีศักยภาพในการให้ผลเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (Economic Advantage) เช่นสร้างยอดขาย หรืออัตรากำไร ได้มากกว่า 10x 4x 2x หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ? ด้านที่ 3: คุณค่าภายในที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Internal Business Value) ด้านที่ 3 เน้นเรื่องความสำคัญของงานประดิษฐ์ต่อกระบวนการทางธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในการแปลงงานประดิษฐ์ให้เป็นสินค้าพร้อมจำหน่าย (6. Market Readiness) และความสำคัญของงานนั้นต่อตัวสินค้า รวมถึงแผนการสร้าง product roadmap ของคุณในอนาคต (7. Product Relatedness) สำหรับด้าน Market Readiness งานของคุณมีความพร้อมในการออกจำหน่ายเป็นสินค้า/ผลิตภัณฑ์/บริการได้ทันที หรือต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาต่อยอด เช่น เงินทุน เครื่องมือ และ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฯลฯ หรือยังอยู่ในช่วงทดสอบประสิทธิภาพ หรือ feasibility stage อยู่ ? สำหรับด้าน Product Relatedness งานประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถช่วยคุณเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวซึ่งสามารถเปิดทางให้อีกหลายๆผลิตภัณฑ์ในอนาคต หรือเป็นเพียงการปรับปรุงต่อยอดจากเดิม หรือเป็นเพียงตัวเสริมที่ไม่สัมพันธ์กับกลยุทธ์ของธุรกิจเลย ? ด้านที่ 4: คุณค่าภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (External Business Value) โอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานประดิษฐ์จากผู้เล่นภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องด้วยงานประดิษฐ์ที่มาพร้อมสิทธิบัตรคุณภาพสูง จะสามารถช่วยคุณหาโอกาสในการอนุญาตให้บริษัทอื่นๆใช้สิทธิ (8. Licensing Potential) และอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวางตัวให้กลายเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการในอนาคต (Acquisition Target) หากพอร์ทสินค้า และ/หรือ สิทธิบัตรที่คุณถืออยู๋นั้นมีความใกล้เคียงกับพอร์ทของคู่แข่ง และ/หรือ แผนกลยุทธ์ของพวกเขา (9. Competitor’s Product Fit) รวมถึง มีความจำเป็นที่พวกคู่แข่งต้องใช้งานประดิษฐ์ของคุณเนื่องจากจะกลายเป็นมาตรฐานที่จำเป็น/สากลในอุตสาหกรรม (10. Industrial Standard Applicability) เช่น Standard Essential Patents (SEPs) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ของ Huawei และ ZTE เป็นต้น ซึ่งจากเคสของ Juicero แสดงให้เห็นว่าการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เล่นในตลาด และไม่สามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้ ทำให้ธุรกิจไม่สามารถหาผู้สนใจซื้อกิจการ หรือ License สิทธิบัตรไปให้คู่แข่งเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อได้ และเพื่อเพิ่มโอกาสในการ License งานออกไป งานประดิษฐ์ หรือ สิทธิบัตรของคุณสร้างคุณค่าที่คู่แข่งหรือผู้เล่นอื่นๆในตลาดขาดไม่ได้หรือไม่ คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตลาดอื่นๆได้ หรือสามารถนำไปรวมกับงานประดิษฐ์หรือสิทธิบัตรของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ? ในมุมของ Competitor’s Product Fit ให้ตรวจสอบว่างานประดิษฐ์ของคุณสอดคล้องกับพอร์ทสินค้าสำคัญของคู่แข่งและกลยุทธ์ของพวกเขาโดยตรง หรือปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งในสินค้าของคู่แข่งได้เยอะ บางส่วน หรือไม่ได้เลย ? งานประดิษฐ์ที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นนวัตกรรมที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยอมรับ และอาจกลายเป็น Industrial Standard ในอุตสาหกรรมนั้นด้วยเช่นกัน เช่น Intel ครองตลาดเทคโนโลยี Chipset และ Microprocessor ดังนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่าคุณสามารถแปลงงานประดิษฐ์ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องมาใช้ หรือ มีงานประดิษฐ์ทางเลือกอื่นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ถูกกว่า หรือไม่ ?       คะแนนที่รวบรวมจากตัวชี้วัดทั้ง 10 จากทั้ง 4 ด้าน (เต็ม 50 คะแนน) จะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนในงานวิจัย งานประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมได้อย่างมีกลยุทธ์ และหากส่วนไหนของ IRC ที่คุณยังมองว่าเป็นจุดอ่อนก็ควรให้เวลาทุ่มเทกับการปิดช่องโหว่หรือเติมเต็มส่วนนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้งานประดิษฐ์ที่คุณต้องการลงทุนมีศักยภาพครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน นั่นคือ ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐกิจ และด้านทางกฎหมาย และผมเชื่อว่างานประดิษฐ์ของคุณจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในโลกยุค New Normal ซึ่งจะเป็นโลกที่มีการแข่งขันด้านวัตกรรมที่ดุเดือดขึ้นทุกวันครับ 

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

ลงทุนใน “งานประดิษฐ์ และ สิทธิบัตร” ให้ถูกทางด้วย Invention Rating Checklist

เวลาเรานึกถึงคำว่า “งานประดิษฐ์” บางคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำๆของ Apple หรือ Tesla แต่บางคนอาจนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในห้องแล็บทำการทดลองไปเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ว่างานประดิษฐ์จะออกมาเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมยังมีความชื่นชมในนักประดิษฐ์ทุกคนที่พยายามสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้มนุษย์ชาติอยู่เสมอ ส่งมอบความรู้ และบทเรียนให้พวกเราอย่างต่อเนื่อง Juicero เป็นเคสตัวอย่างของบริษัทที่ควรจะประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีความพร้อมเกือบทุกอย่างสำหรับธุรกิจนวัตกรรม เช่น มี Founder ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาก่อน และได้ผู้บริหารจาก Coca-Cola มาร่วมทีม ได้รับเงินลงทุน $120 million USD หรือ เกือบ 4 พันล้านบาท จาก Google Ventures และ KPCB ซึ่งเป็น VC ระดับต้นๆของอเมริกา มีทีมงานมากว่า 120 ชีวิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงมีการประดิษฐ์ที่ยื่นจดสิทธิบัตรกว่า 140 ฉบับ ในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และอีกหลายๆประเทศ แต่ Juicero ก็ไม่สามารถไปต่อได้ และได้ปิดตัวไปเรียบร้อยในปี 2017

source: https://medium.com/@Patrick_Newton1/reasons-not-to-think-the-worst-over-juicero-369f0bd5b68

เพื่อไม่ให้คุณสงสัย สินค้าหลักของ Juicero ก็คือ Juicero Press ซึ่งเป็นเครื่องสกัดเย็นน้ำผักผลไม้ที่มีราคาเครื่องละ $400 หรือ 13,000 บาท ซึ่งอยู่แล้วว่าราคาขนาดนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IoT ควบคุมการสั่งการเครื่อง Juicero Press ให้บีบสกัดน้ำผักผลไม้ใน Juicero Packs จาก Smart Phone App ซึ่งน้ำผักผลไม้สดนาๆชนิดที่ขายเป็นแพ็ค ขายที่ $7 หรือ 225 บาท/แพ็ค โดยแต่ละแพ็คประกอบด้วย QR code ที่ช่วยให้เครื่องรู้ว่าเป็นสินค้าของ Juicero จริง และสามารถแจ้งเตือนในกรณีที่สินค้าที่หมดอายุแล้ว (ภายใน 8 วัน) รวมถึงการเช็คถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบผักและผลไม้ออร์แกนิกทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าราคาสูงเกินความจำเป็น รวมถึงมีสื่ออย่าง Bloomberg ออกมาเปรียบเทียบการใช้เครื่อง vs. มือเปล่า ให้เห็นว่าเครื่องราคาแพงดังกล่าวจำเป็นต้องมีจริงหรือไม่: https://www.youtube.com/watch?v=5lutHF5HhVA ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ใหม่มีให้พวกเราเห็นในทุกๆอุตสาหกรรมจน Professor Clayton Christensen อดีตกูรูด้านนวัตกรรมผู้โด่งดัง และอาจารย์ประจำ Harvard Business School เคยกล่าวไว้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ชิ้น/ปี แต่มากกว่า 80% จะไม่สามารถไปรอดได้ ดังนั้น การลงทุนในงานประดิษฐ์ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควรผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าหลงรักงานประดิษฐ์ของตนมากจนไม่ฟังเสียงคนอื่น และควรให้ความสำคัญกับความต้องการและประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหลัก ที่ซึ่ง กลายมาเป็นทฤษฎี Jobs-To-Be-Done เพื่อใช้ในการประเมินสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมนั้นว่ามันช่วยแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ได้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ให้เราสังเกตุข้อแตกต่างระหว่างสินค้า vs. ความต้องการ เช่น คุณต้องการสว่านหรือรูในผนัง ? ต้องการเครื่องจักรหรือให้การผลิตรวดเร็วขึ้น ? ต้องการหน้ากาก N95 หรือเพื่อป้องกันติดเชื่อไวรัสโคโรน่า ฯลฯ

อย่างที่เห็น Juicero ผิดพลาดเรื่อง Jobs-To-Be-Done อย่างรุงแรง ทำให้เสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรไปมหาศาล และดูเหมือนไม่มีแผนสำรองในการปรับโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะการนำ Intangible Assets ที่ถือครองอยู่จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีการวางกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ที่สามารถส่งเสริมกลยุทธ์ของธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประดิษฐ์หรือเจ้าของบริษัทจะเริ่มวางแผนลงทุนในการนำผลงานวิจัยพัฒนา งานประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ผมขอเสนอแนะให้ใช้ Invention Rating Checklist (IRC) พัฒนาโดย Russ Krajec ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและนักลงทุน ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน พร้อม 10 ตัวชี้วัด (indicators) พร้อมให้คุณและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้คะแนนระหว่าง 1 (ต่ำสุด) ถึง 5 (สูงสุด) ใน indicator แต่ละตัว ซึ่งการใช้ IRC สามารถช่วยคุณตรวจสอบความคุ้มค่าในการลงทุนในงานประดิษฐ์ พร้อมทั้งป้องกันการเสียเงิน เสียเวลา และทรัพยากรอื่นๆอีกจำนวนมากไปกับทางเลือกที่ผิดๆ ดังนี้ครับ:

INVENTION RATING CHECKLIST

ด้านที่ 1: ความคุ้มค่าในการจดสิทธิบัตร (Patent Worthiness) 

เป็นส่วนที่จะช่วยคุณประเมินศักยภาพในการจดสิทธิบัตรสำหรับงานประดิษฐ์ของคุณ ซึ่งต้องเป็นการประดิษฐ์ใหม่       (1. Novelty) ที่ต้องสามารถบังคับใช้สิทธิได้จริง มีความง่ายในการตรวจหาผู้ละเมิดสิทธิบัตร (2. Detectability) เพราะหากการละเมิดนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ สิทธิบัตรนั้นก็ไร้ซึ่งประโยชน์ รวมถึงผู้เล่นในตลาดที่คุณสามารถบังคับใช้สิทธิได้   (3. Actor) ซึ่งควรเป็นคู่แข่งทางตรงของคุณ เพราะคุณไม่ควรดำเนินคดีและบังคับใช้สิทธิกับลูกค้าของคุณได้ สำหรับความใหม่ (Novelty) งานประดิษฐ์ของคุณผ่านการวิจัยพัฒนา ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์มามากน้อยขนาดไหน จะถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการหรือไม่ มันเป็นการปรับปรุงเชิงวิศวกรรม การนำความรู้จากอุตสาหกรรมอื่นมาใช้ หรือเป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาทั่วไปในธุรกิจของคุณ ?

    งานของคุณสามารถตรวจสอบการละเมิดโดยผู้อื่น (Detectability) ได้โดยง่ายเพียงด้วยตาเปล่าหรือจากสิ่งที่คู่แข่งโฆษณา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการตรวจสอบ เช่น ต้องเก็บตัวอย่างเพื่อมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือเพื่อจ้างนักสืบเข้าไปตรวจสอบโรงงาน ฯลฯ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้เลย (เช่น ต้องเข้าถึงศูนย์ข้อมูลของคู่แข่ง) ?

     สำหรับผู้เล่นในตลาด (Actors) ผู้ที่จะละเมิดได้ เป็นคู่แข่งทางตรงที่มีโอกาสละเมิดงานของคุณสูงและมีเงินเพียงพอที่สามารถจ่ายค่าเสียหายได้ หรือเป็นคู่แข่งที่ไม่มั่งคง เช่น เพิ่งจัดตั้ง มีปัญหาทางการเงิน หรือเป็นธุรกิจสีเทา ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้จริง หรือเป็นลูกค้าของคุณ ?

ด้านที่ 2: การวิเคราะห์งานประดิษฐ์ทางเลือก/คู่เทียบ (Design Around Analysis)        การประเมินมูลค่างานประดิษฐ์จากราคาตลาด จำเป็นที่จะต้องมีคู่เทียบ ซึ่งโดยปกติแล้ว นักประเมิน และนักลงทุน จะพยายามเปรียบเทียบงานของคุณกับสิ่งที่มีอยู่แล้วที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในตลาด (4. Alternative Design Competitiveness) ดังนั้น ให้คุณกลับไปตรวจสอบงานของคุณดูว่ามีเทคนิคอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นในการแก้ไขปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ และการใช้เทคโนโลยีอื่นอาจให้ผลดีกว่างานประดิษฐ์ของคุณหรือไม่ รวมถึงมุมมองของลูกค้าด้วยว่าพวกเขาสามารถใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาเดียวกันได้หรือไม่ ปรับตัวเข้ากับปัญหานั้นได้ยากง่ายขนาดไหน ซึ่ง Juicero มองข้ามพฤติกรรมการปรับตัวของลูกค้าอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อมีการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของแบบสินค้าทางเลือก/คู่เทียบ ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (5. Economic Advantage) ของงานประดิษฐ์ของคุณจะต้องมีการคำนวนเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับงานประดิษฐ์หรือสินค้าทางเลือกที่ดีที่สุด งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ/งานประดิษฐ์ทางเลือกที่ดีที่สุด (Alternative Design) มีประสิทธิภาพเชิงเทคนิคสูงกว่า 10x 5x 1x เทียบเท่า หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ? งานประดิษฐ์ของคุณ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบทางเลือกแล้ว มีศักยภาพในการให้ผลเชิงพาณิชย์/เศรษฐกิจ (Economic Advantage) เช่นสร้างยอดขาย หรืออัตรากำไร ได้มากกว่า 10x 4x 2x หรือ น้อยกว่าแบบทางเลือก ? ด้านที่ 3: คุณค่าภายในที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Internal Business Value) ด้านที่ 3 เน้นเรื่องความสำคัญของงานประดิษฐ์ต่อกระบวนการทางธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในการแปลงงานประดิษฐ์ให้เป็นสินค้าพร้อมจำหน่าย (6. Market Readiness) และความสำคัญของงานนั้นต่อตัวสินค้า รวมถึงแผนการสร้าง product roadmap ของคุณในอนาคต (7. Product Relatedness) สำหรับด้าน Market Readiness งานของคุณมีความพร้อมในการออกจำหน่ายเป็นสินค้า/ผลิตภัณฑ์/บริการได้ทันที หรือต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาต่อยอด เช่น เงินทุน เครื่องมือ และ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฯลฯ หรือยังอยู่ในช่วงทดสอบประสิทธิภาพ หรือ feasibility stage อยู่ ? สำหรับด้าน Product Relatedness งานประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถช่วยคุณเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวซึ่งสามารถเปิดทางให้อีกหลายๆผลิตภัณฑ์ในอนาคต หรือเป็นเพียงการปรับปรุงต่อยอดจากเดิม หรือเป็นเพียงตัวเสริมที่ไม่สัมพันธ์กับกลยุทธ์ของธุรกิจเลย ? ด้านที่ 4: คุณค่าภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (External Business Value) โอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานประดิษฐ์จากผู้เล่นภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องด้วยงานประดิษฐ์ที่มาพร้อมสิทธิบัตรคุณภาพสูง จะสามารถช่วยคุณหาโอกาสในการอนุญาตให้บริษัทอื่นๆใช้สิทธิ (8. Licensing Potential) และอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวางตัวให้กลายเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการในอนาคต (Acquisition Target) หากพอร์ทสินค้า และ/หรือ สิทธิบัตรที่คุณถืออยู๋นั้นมีความใกล้เคียงกับพอร์ทของคู่แข่ง และ/หรือ แผนกลยุทธ์ของพวกเขา (9. Competitor’s Product Fit) รวมถึง มีความจำเป็นที่พวกคู่แข่งต้องใช้งานประดิษฐ์ของคุณเนื่องจากจะกลายเป็นมาตรฐานที่จำเป็น/สากลในอุตสาหกรรม (10. Industrial Standard Applicability) เช่น Standard Essential Patents (SEPs) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ของ Huawei และ ZTE เป็นต้น ซึ่งจากเคสของ Juicero แสดงให้เห็นว่าการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เล่นในตลาด และไม่สามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้ ทำให้ธุรกิจไม่สามารถหาผู้สนใจซื้อกิจการ หรือ License สิทธิบัตรไปให้คู่แข่งเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อได้ และเพื่อเพิ่มโอกาสในการ License งานออกไป งานประดิษฐ์ หรือ สิทธิบัตรของคุณสร้างคุณค่าที่คู่แข่งหรือผู้เล่นอื่นๆในตลาดขาดไม่ได้หรือไม่ คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตลาดอื่นๆได้ หรือสามารถนำไปรวมกับงานประดิษฐ์หรือสิทธิบัตรของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ? ในมุมของ Competitor’s Product Fit ให้ตรวจสอบว่างานประดิษฐ์ของคุณสอดคล้องกับพอร์ทสินค้าสำคัญของคู่แข่งและกลยุทธ์ของพวกเขาโดยตรง หรือปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งในสินค้าของคู่แข่งได้เยอะ บางส่วน หรือไม่ได้เลย ? งานประดิษฐ์ที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นนวัตกรรมที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยอมรับ และอาจกลายเป็น Industrial Standard ในอุตสาหกรรมนั้นด้วยเช่นกัน เช่น Intel ครองตลาดเทคโนโลยี Chipset และ Microprocessor ดังนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่าคุณสามารถแปลงงานประดิษฐ์ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องมาใช้ หรือ มีงานประดิษฐ์ทางเลือกอื่นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ถูกกว่า หรือไม่ ?       คะแนนที่รวบรวมจากตัวชี้วัดทั้ง 10 จากทั้ง 4 ด้าน (เต็ม 50 คะแนน) จะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนในงานวิจัย งานประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมได้อย่างมีกลยุทธ์ และหากส่วนไหนของ IRC ที่คุณยังมองว่าเป็นจุดอ่อนก็ควรให้เวลาทุ่มเทกับการปิดช่องโหว่หรือเติมเต็มส่วนนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้งานประดิษฐ์ที่คุณต้องการลงทุนมีศักยภาพครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน นั่นคือ ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐกิจ และด้านทางกฎหมาย และผมเชื่อว่างานประดิษฐ์ของคุณจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในโลกยุค New Normal ซึ่งจะเป็นโลกที่มีการแข่งขันด้านวัตกรรมที่ดุเดือดขึ้นทุกวันครับ 

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy