เจาะลึก IP Financing : เปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเงินทุนสำหรับธุรกิจยุคใหม่

IP Financing คือ

IDG ย่อให้ : 
ในยุคเศรษฐกิจนวัตกรรมเช่นนี้ IP Financing คือกลไกสำคัญที่เปลี่ยน “ทรัพย์สินทางปัญญา” ให้เป็นเงินทุน ช่วยให้ Startup และ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้โดยไม่ต้องใช้ที่ดินหรืออาคารเป็นหลักประกัน ผ่านรูปแบบการกู้ยืม การแปลงเป็นหลักทรัพย์ หรือการเช่าสิทธิกลับคืน ซึ่งมีข้อดีเด่นคือช่วยรักษาอำนาจการบริหารโดยไม่ต้องสูญเสียสัดส่วนการถือหุ้น ปัจจุบันตลาดโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะในเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาระบบการประเมินมูลค่าและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทรนด์นี้ โดยหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จคือความร่วมมือของระบบนิเวศนวัตกรรมและมาตรฐานการประเมินมูลค่าที่เป็นสากล เพื่อพลิกโฉม “ทุนทางปัญญา” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

สารบัญ IP Financing

ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในช่วงศตวรรษที่ 21 ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรมที่เน้นหนักในสินทรัพย์ที่มีตัวตน (Tangible Assets) ไปสู่ยุคแห่งนวัตกรรมที่มูลค่าขององค์กรถูกกำหนดโดยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) หรือทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property – IP) เป็นสำคัญ

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ดัชนี S&P 500 ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาพบว่า มูลค่าของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้เพิ่มขึ้นถึง 13 เท่า โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 80 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าบริษัททั้งหมดในดัชนี S&P 500 แม้ความสำคัญจะมีมาก แต่ช่องว่างทางการเงินยังเป็นอุปสรรคสำหรับ Startup และ SMEs ที่มี IP แข็งแกร่งแต่ขาดหลักประกันทางกายภาพ เช่น ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง กลไก IP Financing จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ธุรกิจสามารถใช้สิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และความลับทางการค้า เป็นสินทรัพย์เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้

IP Financing คืออะไร ?

IP Financing คือกิจกรรมทางการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานสำคัญในการระดมทุน ผ่านกลไกการประเมินมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกัน การลงทุน หรือการค้ำประกันความเสี่ยง

ซึ่งนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบนี้เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิมของธุรกิจกลุ่มนวัตกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงสตาร์ทอัพที่มักประสบปัญหาการขาดแคลนหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบดั้งเดิม เช่น ที่ดินหรือเครื่องจักร โดยการใช้มูลค่าแฝงที่อยู่ในทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นเครื่องยืนยันความสามารถในการชำระหนี้และการเติบโตในอนาคต ส่งผลให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนกิจการต่อไปได้ด้วยทุนทางปัญญาที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของตนเอง

ในภาพรวม IP Financing คือกระบวนการที่มุ่งเน้นการแปรสภาพ “ทุนทางปัญญา” (Intellectual Capital) ให้กลายเป็น “ทุนทางการเงิน” (Financial Capital) โดยใช้คุณค่าทางเศรษฐกิจของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างมูลค่าให้กับองค์กรผ่านการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในโลกธุรกิจสมัยใหม่

แนวคิดพื้นฐานของกลไก IP Financing

การทำความเข้าใจ IP Financing จำเป็นต้องเริ่มจากการนิยามคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาในมิติทางการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแต่เพียงเท่านั้น แต่คือสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้รับการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมาย สินทรัพย์เหล่านี้จะกลายเป็น “ทุน” ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องเพื่อขยายขนาดธุรกิจหรือวิจัยนวัตกรรมต่อไปได้

โดยทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทมักมีบทบาทในเชิงธุรกิจและในตลาดทุนแตกต่างกันไป ดังเช่น

  • สิทธิบัตร ถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในฐานะเครื่องยืนยันความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีความเข้มข้นสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาอย่างหนัก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่ม Venture Capital (VC) แต่ยังเปรียบเสมือนสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถแปรสภาพเป็นทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในขั้นถัดไปได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เครื่องหมายการค้า ทำหน้าที่ในการสร้างความแตกต่างและสะท้อนถึงมูลค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกของผู้บริโภคในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค การที่ธุรกิจสามารถพิสูจน์ได้ว่าเครื่องหมายการค้ามีความจงรักภักดีของลูกค้าสนับสนุนอยู่อย่างมั่นคง จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของกิจการเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อ โดยสถาบันการเงินจะมองเห็นความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้ เป็นหลักประกันที่มีความเสี่ยงต่ำลงเมื่อเทียบกับสินค้าที่ไร้แบรนด์
  • ลิขสิทธิ์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวผ่านระบบค่าสิทธิและกระบวนการทำงานที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว โดยลิขสิทธิ์มีความโดดเด่นอย่างยิ่งในมิติของการทำ Securitization เนื่องจากสามารถประมาณการรายรับในอนาคตจากค่าสิทธิได้อย่างชัดเจน
  • ความลับทางการค้า แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่เน้นการปกป้องข้อมูลเชิงลึกภายใน เช่น อัลกอริทึม สูตรลับหรือฐานข้อมูลสำคัญ แต่ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้มูลค่ารวมของกิจการทะยานสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณาถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจในระยะยาวภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของเศรษฐกิจยุคใหม่

รวมทั้งการผสมผสานการคุ้มครอง IP หลายชั้น เช่น การมีทั้งสิทธิบัตรในเทคโนโลยีหลักและเครื่องหมายการค้าในแบรนด์ ยังช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุนและเพิ่มมูลค่าการระดมทุนได้สูงกว่าบริษัทที่ไม่มี IP อย่างมีนัยสำคัญได้อีกด้วย ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงธุรกิจนั้นจึงถือเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่อง IP Financing นอกจากนั้นยังมีแนวคิดสำคัญที่เป็นรากฐานของกลไก IP Financing ในอีกหลายประเด็น ดังเช่น

  • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างทางมูลค่าขององค์กรธุรกิจ โดยกระบวนทัศน์ใหม่นี้มองว่าสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา มิใช่เพียงแค่เครื่องมือคุ้มครองทางกฎหมายอีกต่อไป แต่มีสถานะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สินทางปัญญาสามารถถูกนำมาจัดการเพื่อสร้างกระแสรายได้แยกต่างหากจากการดำเนินงานปกติของบริษัท ส่งผลให้การประเมินมูลค่ารวมของกิจการในยุคปัจจุบันพึ่งพิงอยู่บนศักยภาพของทุนทางปัญญามากกว่าสินทรัพย์ทางกายภาพที่จับต้องได้อย่างที่ดินหรือเครื่องจักร
  • การแก้ปัญหา “หุบเขาแห่งความตาย” (Death Valley) ซึ่งเป็นสถานะวิกฤตที่ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพมักต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การพาณิชย์ เนื่องจากการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามข้อกำหนดของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม การใช้ IP Financing จึงเป็นทางออกที่ช่วยป้องกันการหยุดชะงักของการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง โดยการเปลี่ยนนิยามของ “หลักประกัน” จากสิ่งของที่จับต้องได้มาเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยและสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์สินทางปัญญา
  • การใช้กระบวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) ในทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกระบวนการเชิงวิเคราะห์ขั้นสูงในการคำนวณและแปลงค่าความเป็นไปได้ทางเทคนิคให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของจำนวนเงิน ระดับคะแนน หรือเกรดความน่าเชื่อถือ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับสถาบันการเงินและนักลงทุนในการตัดสินใจพิจารณาให้สินเชื่อ การค้ำประกัน หรือการร่วมลงทุนในสัดส่วนที่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์นั้นๆ
  • แนวคิดที่แตกต่างจากการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิม IP Financing คือการเปลี่ยนจุดเน้นจากการพิจารณา “ผลลัพธ์ในอดีต” (การประเมินจากเครดิตของผู้ขอกู้) ไปสู่ “ความเป็นไปได้ในอนาคต” ขณะที่การให้สินเชื่อแบบดั้งเดิมยังยึดติดกับงบการเงินย้อนหลังและราคาประเมินของทรัพย์สินที่มี แต่ IP Financing กลับมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ความสามารถของนวัตกรรม ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ และศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการวิเคราะห์เชิงสถิติในอดีตสู่การพยากรณ์เชิงกลยุทธ์นี้เองที่เป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมให้รุดหน้าไปได้อย่างมั่นคงในยุคที่มีการแข็งขันที่รุนแรง

ทำไมต้อง IP Financing? (Why IP Financing?)

คำถามสำคัญคือทำไมต้อง IP Financing ใช้วีธีการระดมทุนด้วยรูปแบบอื่นได้หรือไม่ ถ้า IP ดีจริงก็น่าจะระดมทุนจากนักลงทุนได้สิ ? และ IP Financing นั้นแตกต่างจากการกู้ยืมหรือการค้ำประกันแบบดั้งเดิมอย่างไร ?

การเลือกใช้ IP Financing หรือ การให้เงินทุนโดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน มีเหตุผลสำคัญหลายประการที่ทำให้โดดเด่นกว่าการระดมทุนแบบเดิมหรือการระดมทุนจาก Venture Capital (VC) ดังเช่น

  • รักษาความเป็นเจ้าของและอำนาจควบคุม (Non-dilutive Financing): ข้อดีที่สุดเมื่อเทียบกับการะดมทุนผ่านนักลงทุนสถาบันหรือ VC คือ IP Financing ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับเงินทุนโดยไม่ต้องสูญเสียสัดส่วนการถือหุ้นหรืออำนาจในการบริหารธุรกิจ ในขณะที่การระดมทุนจาก VC มักต้องแลกด้วยหุ้นของบริษัท ซึ่งเป็นการลดทอนมูลค่าความเป็นเจ้าของในหุ้นหรือบริษัทในอนาคต
  • ทางออกสำหรับธุรกิจที่ขาดสินทรัพย์อื่น (Asset-light Businesses): สตาร์ทอัพและ SMEs ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมักไม่มีที่ดินหรืออาคารเพื่อใช้ค้ำประกันเงินกู้ IP Financing จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถเปลี่ยน “ไอเดีย” หรือ “นวัตกรรม” ให้กลายเป็นเงินทุนได้
  • เพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท: มีรายงานว่าบริษัทที่มีทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการจดทะเบียนมักมี อัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าบริษัทที่ไม่มี IP ถึง 40% การใช้ IP Financing จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังนักลงทุนและคู่ค้าว่าบริษัทมีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในอนาคต
  • ความยืดหยุ่นและทางเลือกที่หลากหลาย: IP Financing มีรูปแบบที่หลากหลายกว่า เช่น การแปลง IP เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) หรือ การขายและเช่าสิทธิกลับคืน (Sale-and-Leaseback) ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้นได้ดีกว่าการกู้เงินปกติ
 

IP Financing ยังแตกต่างจากการกู้ยืมหรือการค้ำประกับแบบดั้งเดิม โดยมีข้อแตกต่างที่สำคัญ ดังนี้

 

การกู้ยืม/ค้ำประกันแบบดั้งเดิม

IP Financing

ข้อมูลการประเมิน

พิจารณาจาก งบการเงินในอดีต และผลประกอบการย้อนหลัง

พิจารณาจากมูลค่าในอนาคต ความเป็นนวัตกรรม และศักยภาพในการทำกำไรหรือสร้างรายได้ในอนาคต

หลักประกัน

สินทรัพย์ที่มีตัวตน (Tangible) เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์

หลักในการประเมิน

ประเมินจากความเสี่ยงและโอกาสในการล้มละลาย

ประเมินจากศักยภาพการเติบโตและความสำเร็จทางเทคโนโลยี

กลุ่มเป้าหมาย

บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีประวัติทางการเงิน

สตาร์ทอัพ และ SMEs ที่มีเทคโนโลยีโดดเด่นแต่ประวัติการเงินยังไม่ชัดเจน

กระบวนการในการประเมิน

ใช้เกณฑ์การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางบัญชีทั่วไป (Credit Rating),

ใช้การประเมินมูลค่าทางเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) หรือ การให้คะแนนเทคโนโลยีร่วมกับการประเมินความเสี่ยง

ในมิติของการวิเคราะห์ ความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดระหว่างการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิมกับการเงินฐานทรัพย์สินทางปัญญา (IP Financing) อยู่ที่ สัดส่วนและคุณภาพของชุดข้อมูล ที่นำมาประกอบการตัดสินใจ โดยในระบบนิเวศการเงินดั้งเดิม สถาบันการเงินจะพึ่งพิงข้อมูลทางการเงินในอดีต เช่น งบกำไรขาดทุน หรือมูลค่าสินทรัพย์ถาวร เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แต่สำหรับ IP Financing ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลขทางการเงิน (Non-financial Data) เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยและพัฒนา วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร ตลอดจนความเป็นไปได้ทางเทคนิคและการยอมรับนวัตกรรมในตลาดโลก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือดัชนีชี้วัด “ศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต” ที่ทรัพย์สินทางปัญญาชุดนั้นจะสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงแหล่งทุนผ่านนวัตกรรมนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนและความซับซ้อนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญามีลักษณะเฉพาะตัวสูงและมีความผันผวนตามพลวัตทางเทคโนโลยี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในประเทศเกาหลีใต้สะท้อนว่า ค่าธรรมเนียมในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาต่อกรณีอาจพุ่งสูงถึง 10 ล้านวอน ซึ่งมากกว่าการประเมินเครดิตแบบปกติถึงสิบเท่า ความซับซ้อนนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ต้องมีการสร้าง “กลไกการรับรอง” (Guarantee Mechanism) ผ่านสถาบันเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญสูง เช่น KOTEC หรือ KODIT เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินกลางและผู้ออกใบรับรองค้ำประกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในการยอมรับสินทรัพย์ที่ไร้ตัวตนเหล่านี้เป็นหลักประกันที่จับต้องได้เชิงพาณิชย์

IP Financing คือการปฏิวัติเชิงโครงสร้างของโลกการเงินที่เปลี่ยนผ่านจากการวิเคราะห์ “สิ่งที่องค์กรเคยมีและเคยเป็นในอดีต” ไปสู่การประเมินมูลค่าของ “สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในอนาคต” ผ่านทรัพย์สินทางปัญญา”

IP Financing มีกี่ประเภท มีรูปแบบและกลไกที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ?

การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายรูปแบบตามโครงสร้างของธุรกรรมและความต้องการของผู้กู้หรือผู้ออกตราสาร รวมทั้งยังมีกลไกที่เกี่ยวข้องและยืดหยุ่นได้ในหลายรูปแบบ

4.1 รูปแบบหลักของกลไก IP Financing

4.1.1. การกู้ยืมโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน (IP-Backed Loans)

เป็นการเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็น “สินทรัพย์สภาพคล่อง” โดยกระบวนการนี้จะเริ่มจากการที่ผู้กู้ตกลงส่งมอบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่สถาบันการเงินในฐานะหลักประกัน ซึ่งหากเกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ให้กู้จะได้รับสิทธิโดยชอบธรรมในการยึดและนำทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นไปขายทอดตลาดหรือบริหารจัดการเพื่อชดเชยภาระหนี้ที่เกิดขึ้น การดำเนินการในรูปแบบนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) ที่เข้มข้น เพื่อกำหนดกรอบวงเงินกู้ที่สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงและเหมาะสมกับศักยภาพของเทคโนโลยี 

จุดเด่นของการกู้ยืมในรูปแบบนี้คือการเป็นแหล่งเงินทุนประเภทที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการถือหุ้น (Non-dilutive Financing) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีทุนทางปัญญาสูง ทำให้เจ้าของกิจการสามารถรักษาสิทธิในการควบคุมบริษัทไว้ได้ในขณะที่ได้รับเม็ดเงินเพื่อมาขยายกิจการ อย่างไรยังมีมิติความซับซ้อนทางกฎหมายในขั้นตอนการบังคับหลักประกันและการยึดทรัพย์ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

สำหรับการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมมาใช้ในกลไกนี้ สถาบันการเงินมักให้ความสำคัญกับ สิทธิบัตร (Patents) ที่มีความพร้อมในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีกระแสรายรับรองรับอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องในตลาดรอง (Secondary Market) สูงกว่า และสามารถประเมินความเป็นไปได้ในการสร้างมูลค่าในอนาคตได้แม่นยำกว่าทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นที่ยังอยู่เพียงในระดับแนวคิดหรือยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ศักยภาพในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง

Procedure of an IP-backed loan in Korea

Procedure of an IP-backed loan in Korea 
ที่มา Korea Invention Promotion Association. (2023).
A study on the harmonization of the IP financial system. APEC Intellectual Property Rights Experts Group.

 

4.1.2 การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักทรัพย์ (IP Securitization)

ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนกระแสรายได้ล่วงหน้าในอนาคตให้กลายเป็นสภาพคล่องในปัจจุบัน โดยกระบวนการนี้เริ่มต้นจากการที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาทำการโอนสิทธิในการรับรายได้ เช่น ค่าสิทธิ (Royalties) ไปยังนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการออกตราสารหนี้หรือหลักทรัพย์ (Asset-Backed Securities) ไปจำหน่ายยังตลาดทุน เม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนจากนักลงทุนจะถูกส่งต่อกลับไปยังเจ้าของ IP ทันที ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงเงินทุนก้อนใหญ่ได้โดยไม่ต้องรอคอยการจัดเก็บรายได้ตามวงจรเวลาปกติ 

ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดในเชิงบัญชีและการบริหารความเสี่ยงของวิธีการนี้คือ การที่ธุรกรรมรูปแบบนี้มักเป็นการระดมทุนนอกงบดุล (Off-balance sheet financing) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้สินผูกพันในงบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทแม่ นอกจากนี้ยังเป็นการแยกความเสี่ยงของสินทรัพย์ออกจากความเสี่ยงทางเครดิตของตัวองค์กรเองอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ตราสารที่ออกโดย SPV อาจได้รับอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงกว่าอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกหากทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในภาพรวมลง อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ต้องแลกมาด้วยค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูง ทั้งค่าที่ปรึกษากฎหมาย ค่าธรรมเนียมการจัดอันดับเครดิต และค่าธรรมเนียมการจัดการหลักทรัพย์

สำหรับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมเข้าสู่กลไกการแปลงเป็นหลักทรัพย์นั้น ตลาดทุนมีความเข้มงวดต่อเสถียรภาพของกระแสเงินสดเป็นอย่างยิ่ง ทรัพย์สินทางปัญญาที่นำมาใช้จึงต้องมีประวัติการสร้างรายได้ที่พิสูจน์ได้ชัดเจนและมีความสม่ำเสมอในอดีต ด้วยเหตุนี้ สินทรัพย์ในกลุ่มลิขสิทธิ์ (Copyrights) เช่น คลังเพลงที่มีความนิยม ผลงานภาพยนตร์ชื่อดัง หรือสิทธิบัตรยา ที่มีการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระยะยาวและมีฐานลูกค้ารองรับอย่างมั่นคงในระยะยาว จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจ เนื่องจากสามารถประมาณการรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อนำมาจ่ายคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือตราสารได้อย่างแม่นยำและมีความเสี่ยงต่ำในเชิงพาณิชย์

Procedure for Securitization in IP Financing

Procedure for Securitization in IP Financing 
ที่มา Intro-act. (2025). Intellectual property-backed lending: IP – The new value driver. Intro-act, Inc.

 

4.1.3 การขายและเช่าสิทธิกลับคืน (Sale and Leaseback / License-back)

ถือเป็นกลไกทางการเงินที่เปลี่ยน “กรรมสิทธิ์” ในสินทรัพย์ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดหมุนเวียน” โดยที่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจไว้ได้อย่างครบถ้วน กลไกนี้เริ่มต้นจากการที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินใจโอนขายสิทธิใน IP ให้แก่นักลงทุนหรือสถาบันการเงินเพื่อแลกกับเม็ดเงินก้อนใหญ่ในทันที จากนั้นจึงทำการลงนามในสัญญาขอใช้สิทธิ (License Agreement) เพื่อเช่าสิทธินั้นกลับมาดำเนินการในธุรกิจตามปกติ โดยมีการจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิเป็นงวดสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะมีการระบุเงื่อนไขการให้สิทธิซื้อคืน (Buy-back Option) เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา เพื่อให้บริษัทสามารถนำกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของตนได้อีกครั้งในอนาคตเมื่อสถานะทางการเงินเอื้ออำนวย

ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของโมเดลนี้คือการปลดล็อกมูลค่ามหาศาลที่จมอยู่ในทรัพย์สินทางปัญญามาเสริมสร้างสภาพคล่องในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ขัดขวางห่วงโซ่การผลิตหรือการให้บริการเนื่องจากธุรกิจยังคงมีสิทธิในการใช้งาน IP นั้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในมิติทางบัญชีและภาษี ค่าธรรมเนียมจากการเช่าสิทธิคืนมักจะถูกจัดประเภทเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานซึ่งสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจการควบคุมในกรรมสิทธิ์ชั่วคราว รวมถึงภาระต้นทุนค่าธรรมเนียมรายปีที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิหากการประเมินกระแสเงินสดไม่รัดกุมเพียงพอ

สำหรับการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการ Sale and Leaseback นักลงทุนมักมองหาเครื่องหมายการค้า (Trademarks) ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงและมีฐานลูกค้า หรือพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตร (Patent Portfolio) ขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจแข็งแกร่ง เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีระดับความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำในการสร้างรายได้ต่อเนื่องเพื่อจ่ายคืนเป็นค่าเช่าสิทธิ การใช้ยุทธศาสตร์นี้จึงเปรียบเสมือนการนำชื่อเสียงและความสำเร็จในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการสร้างรากฐานทางการเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับการขยายตัวหรือการลงทุนในโครงการนวัตกรรมใหม่ ๆ ขององค์กรอย่างยั่งยืน

 

4.2 กลไกสำคัญในระบบนิเวศของ IP Financing

4.2.1 สินเชื่อที่มีการค้ำประกันด้วย IP (IP-Guaranteed Loans)

ถือเป็นกลไกสะพานเชื่อม (Bridging Mechanism) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการลดช่องว่างระหว่างความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์และขีดความสามารถของธุรกิจนวัตกรรม โดยหัวใจสำคัญของกลไกนี้คือการเข้ามามีบทบาทของสถาบันค้ำประกันเฉพาะทางในฐานะตัวกลางเชิงเทคนิคและสถาบันเครดิต ซึ่งจะทำหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน (Due Diligence) ทั้งในมิติของศักยภาพทางเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ในการทำกำไรของทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนที่จะออกหนังสือรับรองการค้ำประกันเพื่อใช้เป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในการอนุมัติสินเชื่อ

ตัวอย่างกระบวนการดำเนินการในเกาหลีใต้ เริ่มต้นจากการที่สถาบันค้ำประกันต้นแบบ เช่น KODIT หรือ KOTEC ในประเทศเกาหลีใต้ จะใช้ระบบการประเมินผลเชิงลึกที่ไม่ยึดติดเพียงแค่งบการเงิน แต่เน้นไปที่การให้คะแนนคุณภาพของ IP และความเป็นคุณสมบัติของนวัตกรรมหรือ IP ร่วมกับปัจจัยด้านความเสี่ยง เมื่อผลการประเมินผ่านเกณฑ์ที่กำหนด สถาบันเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นผู้รับภาระความเสี่ยงแทน (Risk Taker) โดยการออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งส่งผลดีอย่างยิ่งในการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปลดล็อกวงเงินกู้ได้ง่ายขึ้นและอาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนกว่าปกติ เนื่องจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ได้รับการจัดสรรไปยังหน่วยงานค้ำประกันแล้วส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นกลไกที่เอื้อต่อการเติบโต แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น ทั้งจากค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน (Guarantee Fee) และค่าธรรมเนียมการประเมินมูลค่าทางเทคนิคที่มีความซับซ้อน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายลงทุนเพื่อแลกกับการเข้าถึงสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น IP ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโมเดลนี้จึงเป็นนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและมีระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (Technology Readiness Level) ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่แม้จะยังไม่มีประวัติทางการเงินที่ยาวนาน แต่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งหนังสือค้ำประกันฐาน IP นี้เองที่จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงมูลค่าในอนาคตที่ธนาคารสามารถเชื่อถือได้ในเชิงพาณิชย์

4.2.2 การประกันภัยทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (IP-Insured Financing)

เป็นการบูรณาการ การเงิน การประกันภัย และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน กลไกนี้เป็นการแปรสภาพความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ไร้ตัวตนหรือทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นความมั่นคงทางบัญชี ผ่านกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยง (Safety Net) ให้แก่สถาบันการเงิน ส่งผลให้ทรัพย์สินทางปัญญาเช่นสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสินทรัพย์ถาวรในเชิงการบริหารความเสี่ยงเครดิต

การดำเนินงานของ IP-Insured Financing ตั้งอยู่บนโครงสร้างความสัมพันธ์สามส่วน โดยบริษัทผู้กู้จะดำเนินการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุให้ผู้ให้กู้เป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง เพื่อคุ้มครองกรณีการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ซึ่งหากสถาบันการเงินไม่สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหลักประกันไปแปรสภาพเป็นเงินสดได้ตามมูลค่าที่ประกันไว้ บริษัทประกันภัยจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ชดเชยค่าสินไหมทดแทนจนครบส่วนต่างที่ขาดหายไปเมื่อมีการเร่งรัดหนี้สิน ทำให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ในวงเงินที่สูงขึ้นและคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง  โดยมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยหลากหลายรูปแบบเป็นกลไกย่อย อาทิ Collateral Protection Insurance (CPI) ที่เน้นคุ้มครองมูลค่าขั้นต่ำของหลักประกัน หรือ Judgment Preservation Insurance (JPI) ที่ใช้สำหรับค้ำประกันมูลค่าคำพิพากษาในคดีทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำมาใช้ระดมทุนล่วงหน้าในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์

ข้อดีของกลไกนี้ช่วยสร้างสภาวะที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (Win-Win) สำหรับผู้ประกอบการในระยะเติบโตหรือกลุ่มบริษัทที่ผ่านการระดมทุนแล้ว IP-Insured Financing คือเครื่องมือในการเข้าถึงวงเงินกู้ที่สูงขึ้นด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าช่องทางอื่น โดยไม่ต้องสูญเสียอำนาจการควบคุมกิจการ ในขณะที่สถาบันการเงินสามารถลดภาระในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ซับซ้อน เนื่องจากได้รับความเห็นเชิงเทคนิคและการรับรองมูลค่าจากบริษัทประกันภัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ช่วยปิดช่องโหว่ของความไม่สมมาตรทางข้อมูลที่มักเกิดขึ้นในตลาดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่พลวัตปัจจุบันในตลาดโลกอย่างสหรัฐอเมริกาเริ่มแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณารับประกันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการเรียกร้องผลประเมินมูลค่า IP จากหน่วยงานอิสระที่ปราศจากส่วนได้ส่วนเสียเพื่อรับประกันความโปร่งใส ในขณะที่ภาครัฐในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกด้วยการสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยสูงถึงร้อยละ 70 เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนและส่งเสริมให้ SMEs สามารถใช้ต้นทุนทางปัญญาเป็นรากฐานในการขยายตัวทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืนภายใต้ระบบนิเวศเศรษฐกิจนวัตกรรมที่สมบูรณ์

4.2.3 การลงทุนฐาน IP (IP-Based Investments)

ถือเป็นกลไกที่เปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินทางปัญญาจาก “หลักประกัน” ให้กลายเป็น “ทุนเรือนหุ้น” อย่างเต็มรูปแบบ กระบวนการนี้ตั้งอยู่บนการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะสินทรัพย์หลักที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยกลุ่มนักลงทุนประเภทกิจการร่วมลงทุน (VC) หรือบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะเข้ามาอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการถือครองหุ้นในกิจการหรือสิทธิในส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) จากการพาณิชย์นวัตกรรมนั้นๆ

จุดเด่นสำคัญของการระดมทุนรูปแบบนี้คือความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนก้อนใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่าสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากนักลงทุนในกลุ่มนี้มักมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและยอมรับความเสี่ยงจากการวิจัยและพัฒนาได้ในระดับสูง นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว ธุรกิจยังจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในตลาด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของสัดส่วนการถือหุ้น (Equity Dilution) ซึ่งหมายถึงการสูญเสียอำนาจการควบคุมบางส่วนให้แก่นักลงทุน รวมถึงความท้าทายในการค้นหาผู้ร่วมลงทุนที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัท สำหรับการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถดึงดูดการลงทุนในรูปแบบนี้ได้นั้น นักลงทุนมักมองหาพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและมีความลึกซึ้งทางเทคนิคสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตของกำไรในระดับก้าวกระโดด เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ที่สิทธิบัตรยาหนึ่งใบอาจหมายถึงมูลค่ามหาศาลในอนาคต หรืออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ที่มีลิขสิทธิ์และอัลกอริทึมเฉพาะตัวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นเครื่องยืนยันถึง “มูลค่าที่แท้จริง” ของกิจการในระยะยาว

4.2.4 หนี้ร่วมลงทุน (Venture Debt)

ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินลูกผสม (Hybrid Financing) ที่ผสานข้อดีของตราสารหนี้และตราสารทุนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยกลไกนี้ตั้งอยู่บนการจัดสรรวงเงินกู้ที่มาพร้อมกับพันธะในการจ่ายดอกเบี้ยตามงวดเวลา ควบคู่ไปกับการมอบใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น (Warrants) ให้แก่ผู้ให้กู้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวเปรียบเสมือนการแบ่งปันโอกาสในการเติบโต (Upside Potential) ให้แก่เจ้าหนี้ ทำให้ผู้ให้กู้สามารถแปลงสภาพสถานะเป็นผู้ถือหุ้นได้ในอนาคตหากมูลค่าของบริษัทพุ่งสูงขึ้นตามเป้าหมาย

จุดเด่นนี้ทำให้ Venture Debt กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับสตาร์ทอัพ คือความสามารถในการระดมทุนโดยรักษาอำนาจการควบคุมกิจการของผู้ก่อตั้งไว้ในระดับสูง เนื่องจากผลกระทบจากการเจือจางของหุ้น (Dilution) นั้นต่ำกว่าการระดมทุนผ่านส่วนทุน (Equity) เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังถือเป็นแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าการขายหุ้นในระยะยาว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจทั่วไปก็ตาม ความยืดหยุ่นของเครื่องมือนี้ยังตอบโจทย์ธุรกิจ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น SaaS, Fintech หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่ได้พึ่งพิงสินทรัพย์ถาวร แต่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องและมีฐานนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงคอยสนับสนุน ในระบบนิเวศของ Venture Debt นั้น ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทำหน้าที่เป็น “หลักประกันเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยในทางปฏิบัติ คุณค่าของสิทธิบัตรและซอฟต์แวร์ที่เป็นสิทธิ์เฉพาะตัวคือปัจจัยชี้ขาดที่ผู้ให้กู้ใช้ประเมินความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจและศักยภาพในการชำระหนี้คืน การมีพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่งจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ดีลการจัดหาเงินทุนประเภทนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง

4.2.5 กองทุนความช่วยเหลือด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mutual Aid)

หรือที่รู้จักในนาม Patent Mutual Aid ถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายของประเทศเกาหลีใต้ที่ออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงด้านต้นทุนมหาศาลในระบบนิเวศนวัตกรรม โดยการบริหารจัดการของบรรษัทค้ำประกันเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (KIBO) กลไกนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดการระดมทรัพยากรแบบเครือข่าย เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงรายบุคคลให้กลายเป็นความมั่นคงร่วมกันผ่านระบบ การออมซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีสายป่านทางการเงินที่ยาวพอในการปกป้องและขยายขอบเขตของทรัพย์สินทางปัญญาของตนในระดับสากลได้ โครงสร้างการดำเนินงานของ IP Mutual Aid มีลักษณะผสมผสานระหว่างการบริหารจัดการสภาพคล่องและการประกันความเสี่ยงเชิงรุก โดยบริษัทที่เป็นสมาชิกจะส่งเงินสมทบเป็นรายเดือนตามขีดความสามารถทางการเงินเข้าสู่กองทุนกลาง ซึ่งเมื่อพ้นระยะเวลาในการออมตามที่เงื่อนไขกำหนด สมาชิกจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่มีวงเงินสูงถึงห้าเท่าของจำนวนเงินออมสะสม การดำเนินการนี้จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนเงินออมให้กลายเป็นทุนสำรองขนาดใหญ่ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อนำไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในเชิงคดีความเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือใช้เป็นทุนหลักในการยื่นจดสิทธิบัตรข้ามพรมแดนซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูง

นอกจากบทบาทในการเป็นแหล่งทุนสำรองเพื่อการปกป้องสิทธิ์แล้ว กองทุนนี้ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นคงของกิจการผ่านเงินกู้ประคับประคองธุรกิจ (Business Stabilization Loans) ซึ่งช่วยลดโอกาสในการล้มละลาย ในช่วงที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ซ้อนทับ ทั้งในรูปแบบของอัตราผลตอบแทนจากการออมที่สูงกว่าสถาบันการเงินพาณิชย์ และการได้รับคะแนนพิเศษเชิงยุทธศาสตร์เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการรับการสนับสนุนจากภาครัฐในมิติอื่น ๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อหรือการขยายวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติม

IP Mutual Aid คือจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้กลไก IP Financing ครบวงจรอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ได้จำกัดเพียงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาหาเงินทุน แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนให้เกิดการรักษาและขยายฐานทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นไปได้อย่างยั่งยืน การที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการอุดหนุนและดูแลผ่านสถาบันเฉพาะทางอย่าง KIBO ส่งผลให้กองทุนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การออมเงิน แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างพันธมิตรทางนวัตกรรมที่เปลี่ยนผู้ประกอบการจากคู่แข่งขันให้กลายเป็นผู้ร่วมรับความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้กลุ่ม SMEs ในประเทศเกาหลีใต้มีความเข้มแข็งและสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามภายใต้เศรษฐกิจฐานความรู้

4.2.6 กลไกและนวัตกรรมทางการเงินอื่นๆ ที่น่าสนใจ  เช่น

การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นโทเคนดิจิทัล (IP Tokenization) ซึ่งเป็นการแปรสภาพ “สินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง” (Real-World Assets) ให้เข้าสู่ระบบบล็อกเชนผ่านการแบ่งซอยความเป็นเจ้าของออกเป็นส่วนย่อย (Fractional Ownership) กลไกนี้ช่วยสร้างสภาพคล่องมหาศาลให้กับสินทรัพย์ที่เคยหมุนเวียนได้ยาก เช่น ลิขสิทธิ์เพลงหรือภาพยนตร์ โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงกระแสรายได้จากค่าสิทธิได้โดยตรงผ่านกระดานเทรดดิจิทัล ส่งผลให้มูลค่าแฝงของความคิดสร้างสรรค์ถูกปลดล็อกออกมาเป็นทุนหมุนเวียนได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส, การซื้อลดสิทธิในค่าสิทธิ (Royalty Factoring) ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนกระแสรายรับล่วงหน้าให้กลายเป็นเงินทุนก้อนเดียว (Lump Sum) เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านกระแสเงินสดในอุตสาหกรรมบันเทิงและเทคโนโลยี, การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการสู้คดี (Litigation Financing) ในกรณีเกิดข้อพิพาททางกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา จะมีกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องและดำเนินคดีเพื่อแลกกับส่วนแบ่งจากค่าเสียหาย เป็นต้น

ประเทศอื่นมีระบบนิเวศเรื่อง IP Financing เป็นอย่างไร

ประเทศสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศการเงินสำหรับทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอาศัยวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ดีและมีความต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ รากฐานสำคัญเริ่มต้นจากการประกาศใช้ IP Hub Master Plan ใน ปี ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการธุรกรรม IP ระดับสากล และได้ยกระดับสู่ความเข้มข้นสูงสุดในแผนแม่บท Singapore IP Strategy 2030 (SIPS 2030) ที่มุ่งเน้นการแปรสภาพ “ทุนทางปัญญา” ให้กลายเป็น “ทุนทางการเงิน” อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบการทำงานที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ในระดับสากล

Singapore IP Strategy 2030

ที่มา Intellectual Property Office of Singapore. (2021). Singapore IP Strategy 2030:
Report of the inter-ministerial committee on IP strategy. https://www.ipos.gov.sg/global-ip-hub/singapore-ip-strategy-2030/

วิวัฒนาการของกลไกทางการเงินในสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของภาครัฐในฐานะผู้รับความเสี่ยงร่วม เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินพาณิชย์ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการให้สินเชื่อ โดยในช่วง ปี ค.ศ. 2014-2018 สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสิงคโปร์ (IPOS) ได้ริเริ่มโครงการ IP Financing Scheme (IPFS) ที่รัฐบาลแบกรับความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 80 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง DBS, OCBC และ UOB เริ่มยอมรับสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ นอกจากนี้รัฐบาลยังช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) ให้แก่ผู้กู้ด้วย 

ในปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนผ่านโครงการอย่าง Enterprise Financing Scheme-Venture Debt Programme (EFS-VDP) ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่ขาดหลักทรัพย์ถาวร โดยการสนับสนุนวงเงินกู้สูงสุดถึง 8 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลช่วยรับความเสี่ยงสูงสุดถึง 70% สำหรับบริษัทที่มีอายุน้อย ควบคู่ไปกับการร่วมลงทุนโดยตรงจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง SGInnovate ซึ่งช่วยสร้างฐานเงินทุนที่มั่นคงให้แก่กลุ่มธุรกิจ Deep Tech ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบ IP Financing ของสิงคโปร์โดดเด่นและแตกต่างคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคด้านข้อมูลและความยากในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยการเปิดตัวกรอบการเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Disclosure Framework – IDF) ภายใต้หลักการ SIMM (Strategy, Identification, Measurement, Management) ใน ปี ค.ศ. 2023 ถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายระดับโลกที่กำหนดมาตรฐานใหม่ให้ภาคธุรกิจรายงานคุณค่าของสินทรัพย์ไร้ตัวตนอย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักลงทุนสามารถมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงขององค์กรได้อย่างชัดเจนผ่านข้อมูลที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นมืออาชีพของบุคลากรผ่านมาตรฐานการรับรอง Chartered Valuer and Appraiser (CVA) ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานการประเมินมูลค่าสากล (IVS) ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องรับประกันว่ามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกแปรสภาพเป็นทุนนั้นได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด

ประเทศเกาหลีใต้

kipa

Collaborative System and the Roles for the IP Financeที่มา Korea Invention Promotion Association. (2023).
A study on the harmonization of the IP financial system. APEC Intellectual Property Rights Experts Group

ประเทศเกาหลีใต้ถือเป็นต้นแบบระดับโลกในการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนทางทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลมีการระบุว่าความสำเร็จในการผลักดันตลาด IP Financing ของเกาหลี้ใต้มีมูลค่าทะลุ 10 ล้านล้านวอนนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบัน ที่มีความสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างนโยบายภาครัฐ กลไกการค้ำประกัน และความตื่นตัวของภาคธนาคาร

ส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้คือการสร้าง โครงสร้างที่ทำลายข้อจำกัดเดิมของระบบนิเวศการเงิน โดย KIPO (Korean Intellectual Property Office) ไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงแค่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและรับจดทะเบียน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนต้นทุนทางธุรกรรมผ่านการอุดหนุนค่าธรรมเนียมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Valuation Subsidy) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ SMEs ในขณะที่สถาบันเฉพาะทางอย่าง KOTEC (Korea Technology Finance Corporation) และ KIPA (Korea Invention Promotion Association) ทำหน้าที่เป็นหน่วยกลั่นกรองความเสี่ยง ผ่านระบบการประเมินเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการออกหนังสือค้ำประกัน (Guarantee) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอย่าง KDB และ IBK สามารถอนุมัติสินเชื่อผ่านการค้ำประกันโดยทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้

Overview of KTRS (Korea Technology Rating System)

Overview of KTRS (Korea Technology Rating System)
ที่มา Kim, S.-T. (2020, February 18). Technology evaluation & its application: KTRS methodology & KSP project [Conference presentation]. World Bank Group.

นอกจากนั้นยังมีการพัฒนานวัตกรรมกลไกทางการเงิน โดยเกาหลีใต้ได้สร้างกลไกในการรองรับความเสี่ยงมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก IP-Collateralized Loans ที่มีความโดดเด่นจากการจัดตั้ง IP Recovery Support Organization หรือกองทุนรับซื้อหลักประกันคืน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหนี้เสีย (NPL) กลไกนี้ช่วยกำจัดความกังวลของธนาคารเรื่องสภาพคล่องของตลาดรอง (Secondary Market) ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีประเมินมูลค่าอัจฉริยะอย่าง SMART3 และ KPAS ที่นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data มาใช้ในการจัดเกรดสิทธิบัตร ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนมีความรวดเร็วและแม่นยำสอดรับกับโลกของนวัตกรรม การที่รัฐบาลเกาหลีใต้ก้าวลงมาเป็นผู้เล่นหลักในการสนับสนุนด้านต้นทุนและการรับประกันความเสียหายในระยะแรก ได้เปลี่ยนให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นตลาดการเงินที่มีความคล่องตัวสูง ส่งผลให้ธุรกิจนวัตกรรมที่ไม่มีหลักทรัพย์ถาวรสามารถเติบโตเป็น First Mover บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานความมั่งคั่งที่แท้จริงขององค์กร

ภาพรวมและสถานการณ์ด้าน IP Financing ในเวทีโลกและในประเทศไทย

ตลาด IP Financing มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 15% ต่อปี และอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2033 รวมทั้งสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์ระดับโลก ดังเช่น HSBC, NatWest เริ่มมีการรวมมูลค่า IP เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสินเชื่อเพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีทรัพย์สินทางปัญญาคุณภาพสูงแต่ขาดสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และหากพิจาณาสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย นับได้ว่าภูมิภาคเอเชียเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด IP Financing โดยเฉพาะประเทศจีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้นำในการผลักดัน IP Financing ผ่านนโยบายของภาครัฐอย่างเข็มแข็ง โดยจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการให้เงินทุนโดยใช้ IP เป็นหลักประกัน ตามข้อมูลในปี ค.ศ. 2023 มูลค่าการปล่อยสินเชื่อโดยการใช้สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าในการค้ำประกันนั้นสูงถึง 1.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (8.54 แสนล้านหยวน) ในขณะที่เกาหลีใต้ มีระบบนิเวศที่ครบวงจรที่สุดในเรื่องของ IP Financing โดยมีหน่วยงานอย่าง KIPA และ KIPO ให้การสนับสนุนในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยตลาด IP Financing ของเกาหลีใต้มีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านล้านวอนในปี ค.ส.2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี และสิงคโปร์ก็มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานการประเมินมูลค่าและกรอบการเปิดเผยข้อมูล (Intangible Disclosure Framework) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนักลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ SIPS 2030

สำหรับประเทศไทยเองก็มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ซึ่งอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน แม้จะมีการปลดล็อกทางกฎหมายแต่ก็ยังมีการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ในเป็นหลักประกันทางธุรกิจในสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับหลักประกันอื่นๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ทั้งการขาดความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาคเอกชน หรือผู้ให้กู้ทั้งธนาคารและสถาบันการเงินที่ยังมองว่าการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการเป็นหลักประกันนั้นมีความเสี่ยงสูง ไม่มีตลาดรอง (Secondary Market) รองรับในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ได้มีการพัฒนาโครงการต้นแบบโดยการประสานความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ KIBO ของประเทศเกาหลีใต้เพื่อพัฒนาระบบ TTRS (Thailand Technology Rating System)  เพื่อประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยีของ SMEs สำหรับประกอบการพิจารณาการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. และยังมีความเคลื่อนไหวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่กำลังพัฒนาความร่วมมือกับ ก.ล.ต. เพื่อนำร่องการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์และจัดตั้งใช้กลไกตลาดกลางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง ซึ่งก็ต้องคอยจับตามองถึงความคืบหน้าของการดำเนินการเหล่านี้กันต่อไป

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาความสำเร็จของกลไกในหลายประเทศนั้นจะพบว่าความสำเร็จของกลไก IP Financing นั้นเกิดจากการพัฒนาอย่างเป็นระบบที่เกิดจากความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศนวัตกรรม ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการเงินและทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาและดำเนินการ รวมถึงต้องมีการสนับสนุนเงินทุนมหาศาลจากภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไก IP Financing ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในกระบวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนทางธุรกรรมและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นบนฐานข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุม แต่เส้นทางสู่การเป็นระบบการเงินฐานทรัพย์สินทางปัญญาที่สมบูรณ์ยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าที่เป็นเอกภาพ และการขาดสภาพคล่องในตลาดรอง (Secondary Market) ที่จะรองรับการขายทอดตลาดในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ในภาพรวมนั้นประเทศไทยยังอาจต้องการการพัฒนาอีกหลายส่วนเพื่อให้กลไกนี้เกิดขึ้นได้จริงและสร้างผลกระทบให้กับภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทสรุป

ความสำเร็จของ IP Financing ต้องเกิดจากความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศนวัตกรรม ทั้งการสนับสนุนเงินทุนมหาศาลจากภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญ แม้ปัจจุบันจะมีการใช้ AI ในการประเมินมูลค่า (IP Valuation) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำ แต่ความท้าทายหลักยังคงเป็นการขาดมาตรฐานสากลที่เป็นเอกภาพและสภาพคล่องในตลาดรอง ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาอีกหลายส่วนเพื่อให้กลไกนี้สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

Source :

 

  • Korean Intellectual Property Office. (2025). Annual report 2024. https://www.kipo.go.kr
  • World Intellectual Property Organization. (2025). Moving IP finance from the margins to the mainstream (WIPO Reference RN2025-7EN). https://doi.org/10.34667/tind.58498
  • Cuntz, A., Muscarnera, A., Oguguo, P. C., & Sahli, M. (2023). IP assets and film finance – a primer on standard practices in the U.S. (Economic Research Working Paper No. 74/2023). World Intellectual Property Organization. https://www.wipo.int/publications/en/details.jsp?id=4681
  • Kim, M.-S., Lee, C.-H., Choi, J.-H., Jang, Y.-J., Lee, J.-H., Lee, J., & Sung, T.-E. (2021). A study on intelligent technology valuation system: Introduction of KIBO Patent Appraisal System II. Sustainability, 13(22), 12666. https://doi.org/10.3390/su132212666
  • Korea Development Institute. (2017). 2016/17 Knowledge Sharing Program with the Kingdom of Thailand: Improving technology guarantee and rating system for the Kingdom of Thailand as a method of supporting innovative SMEs. Ministry of Strategy and Finance, Republic of Korea.
  • Korea Invention Promotion Association. (2023). A study on the harmonization of the IP financial system. APEC Intellectual Property Rights Experts Group. https://www.apec.org/publications/2023/07/a-study-on-the-harmonization-of-the-ip-financial-system