เทคนิคตั้งชื่อแบรนด์ด้วย “ชื่อตัวเอง” ให้ผ่านฉลุย ไม่โดนตีตก

เทคนิคตั้งชื่อแบรนด์ด้วย "ชื่อตัวเอง"

การใช้ “ชื่อตัวเอง” มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ ฟังดูเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมไม่น้อย เพราะนอกจากจะสร้างความภาคภูมิใจในฐานะผู้ก่อตั้งแล้ว มันคือการทำ Personal Branding ที่ทรงพลังที่สุด วิธีนี้ช่วยให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ความใส่ใจ และความน่าเชื่อถือ เสมือนมีเจ้าของแบรนด์มาร่วมการันตีคุณภาพสินค้าด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เราเห็นโมเดลความสำเร็จนี้ตั้งแต่ร้านอาหารระดับชุมชนไปจนถึงแบรนด์แฟชั่นระดับโลก เช่น เจ๊ไฝ, แม่ประนอม, นิตยาไก่ย่าง หรือแม้กระทั่ง Gabrielle Bonheur “Coco” Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chanel แต่ในยุคปัจจุบัน แค่ “ชื่อเพราะ” หรือ “ความหมายดี” อาจไม่เพียงพอในเชิงธุรกิจ ปัญหาสุดคลาสสิกที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องเจอคือ เมื่อนำชื่อจริงหรือชื่อเล่นไปยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กลับถูกปฏิเสธและตีตกอย่างน่าเสียดาย ด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่ว่า “ชื่อของคุณไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ” หรือ “เล็งถึงลักษณะสินค้าโดยตรง”

ทำไมกฎหมายต้องห้าม? อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ กฎหมายต้องการปกป้องไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง “ผูกขาด” คำที่คนทั่วไปต้องใช้ร่วมกันในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าคุณชื่อ “ส้ม” แล้วจะขอจดชื่อนี้เพื่อทำน้ำส้มคั้น หากกฎหมายอนุมัติ คนอื่นก็จะไม่สามารถใช้คำว่าส้มได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? ในเมื่อใจก็อยากใช้ชื่อตัวเอง แต่ก็อยากให้แบรนด์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง นี่คือเจาะลึก 4 เงื่อนไขตามมาตรา 7 วรรคสอง ที่นายทะเบียนใช้พิจารณา เพื่อให้ชื่อของคุณมี “ลักษณะบ่งเฉพาะ” และผ่านฉลุย

เจาะลึก 4 เงื่อนไขการใช้ "ชื่อ" จดเครื่องหมายการค้า

1. การใช้ “ชื่อตัว” (First Name)

  • กรณีมีคำนำหน้านาม: หากใช้ชื่อตัวที่มีคำนำหน้าชัดเจน เช่น นาย… / น.ส…. / Mr…. กฎหมายนับว่าเป็นชื่อตัว ทว่า ต้องแสดงลักษณะพิเศษ ด้วยจึงจะผ่าน เช่น ออกแบบให้ตัวหนังสือมีความโค้ง มีการเล่นเส้น เล่นเงา ใช้สีสัน หรือขนาดที่แตกต่าง ไม่ใช่พิมพ์เป็นตัวอักษรเรียบๆธรรมดา
  • กรณีไม่มีคำนำหน้านาม: หากมาแค่ชื่อโดดๆ กฎหมายจะไม่นับว่าเป็นชื่อตัว แต่จะข้ามไปพิจารณาต่อทันทีว่า “คำนั้นเล็งถึงตัวสินค้าหรือเปล่า” (เช่น ชื่อ “ฟ้า” ทำน้ำดื่ม อาจจะผ่านเพราะไม่เล็งถึงสินค้า แต่ถ้าชื่อ “หวาน” ทำขนมหวาน อาจจะโดนตีตก

2. การใช้ “ชื่อสกุล” (Surname)

  • เงื่อนไขความผ่านฉลุย: หากจะใช้ชื่อสกุลโดดๆ ต้องออกแบบให้มีลักษณะพิเศษ ไม่เล็งถึงสินค้าโดยตรง และที่สำคัญคือ ต้องไม่ใช่ชื่อสกุลดังที่คนทั่วไปรู้จักกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (เช่น ติณสูลานนท์, Trump, Elon Musk แบบนี้จดไม่ได้)
  • ข้อยกเว้น: สำหรับ นามปากกา หรือ ฉายา (เช่น ทมยันตี, จ๊กม๊ก) กฎหมายไม่นับว่าเป็นชื่อสกุล จึงใช้เกณฑ์พิจารณาแบบคำทั่วไป

3. การใช้ “ชื่อตัวและชื่อสกุล” ร่วมกัน

  • การรวมชื่อและนามสกุลเข้าด้วยกัน (เช่น Tae Ashida หรือ สมหวัง สูงส่ง) จะมีหรือไม่มีคำนำหน้านามก็ได้ ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่สร้างความสมบูรณ์และผ่านง่ายที่สุด แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ
    • สิทธิ์ในชื่อ : ถ้าเป็นชื่อของตัวเจ้าของแบรนด์เอง สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องขออนุญาต แต่ถ้าเอาชื่อคนอื่นมาตั้ง ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของชื่อ หากเจ้าของชื่อเสียชีวิตแล้ว ต้องได้รับอนุญาตจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสก่อน
    • การดีไซน์ : ยังคงต้องแสดงลักษณะพิเศษทางศิลปะ และตัวชื่อต้องไม่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง

4. การใช้ “ชื่อเต็มของนิติบุคคล” (Corporate Name)

  • ต้องใช้ “ชื่อเต็มตามกฎหมาย” ที่ระบุคำแสดงนิติฐานะอย่างชัดเจน เช่น บริษัท…จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด…, หรือ …Co., Ltd. ใช้ได้ทั้งนิติบุคคลไทยและต่างประเทศ
  • เช่นเดียวกับข้ออื่นๆ คือต้องมีการจัดวางหรือออกแบบให้มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่การพิมพ์ตัวอักษรสามัญธรรมดา และห้ามเล็งถึงลักษณะสินค้า

ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม

ชื่อบุคคลโดยธรรมชาติไม่มี “ลักษณะบ่งเฉพาะ” ในเชิงการค้า กฎหมายหลายประเทศจึงกำหนดให้พิสูจน์ว่าชื่อนั้นได้กลายเป็นเครื่องหมายบ่งบอกแหล่งสินค้าในสายตาผู้บริโภคแล้ว ซึ่งเรียกว่า Secondary Meaning หรือ Acquired Distinctiveness

ตัวอย่างคือ “Chanel” เริ่มจากชื่อของ Gabrielle Bonheur Chanel แต่วันนี้ผู้บริโภคทั่วโลกรับรู้ว่า “Chanel” หมายถึงแบรนด์แฟชั่น ไม่ใช่ตัวบุคคล นั่นคือ Secondary Meaning ที่สมบูรณ์

ปัญหาชื่อซ้ำกับคนอื่น

หากมีคนอื่นที่มีชื่อเดียวกันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหมวดเดียวกันไปก่อน คุณอาจถูกฟ้องได้แม้นั่นจะเป็นชื่อจริงของคุณเอง กฎหมายเครื่องหมายการค้าไม่ได้ให้สิทธิ์พิเศษกับเจ้าของชื่อโดยอัตโนมัติ

การโอนและการออกใบอนุญาต

เครื่องหมายการค้าที่เป็นชื่อบุคคลอาจโอนให้ผู้อื่นหรือออกใบอนุญาตได้ยากกว่า เนื่องจากอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน บางประเทศกำหนดข้อจำกัดพิเศษในเรื่องนี้

การนำชื่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์แม้จะเป็นกลยุทธ์ Personal Branding ที่ทรงพลังและสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีเยี่ยม แต่ในทางปฏิบัติการันตีได้ยากว่าจะผ่านการอนุมัติจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องการดีไซน์ลักษณะพิเศษ การไม่เล็งถึงตัวสินค้า และความเสี่ยงเรื่องชื่อซ้ำ ซึ่งหากวางแผนพลาดอาจทำให้คุณเสียทั้งเงินและเวลาในการสร้างแบรนด์ ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนชื่อของคุณให้เป็นเครื่องหมายการค้าที่มั่นคงและได้รับการคุ้มครองอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเสี่ยงโดนตีตก การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจาก 

IDG ช่วยดูแลตั้งแต่การตรวจสอบความซ้ำซ้อน วิเคราะห์โอกาสผ่านเชิงกฎหมาย ไปจนถึงการแนะนำการปรับดีไซน์ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและช่วยให้แบรนด์ของคุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจที่สุด

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ