อุตสาหกรรมอาหาร เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้ว อาหารที่มีรสชาติที่ถูกปากนั้น สามารถครองใจผู้บริโภคได้ไม่อยาก อีกทั้งอาหารยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานที่ต้องมีการบริโภคอยู่ตลอด ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านอาหารจึงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ เมื่อพูดถึงแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่ครองใจผู้บริโภคทั่วโลก หนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอคือ Nestlé หรือ เนสเล่ นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่คนไทยหลายคนจะรู้จัก เห็นโฆษณา หรือซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มาตั้งแต่เกิด เพราะว่าบริษัทนี้ ถูกก่อตั้งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาเป็นระยะเวลากว่า 150 ปี และได้เข้ามาเริ่มทำตลาดที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) หรือกว่า 130 ปีมาแล้ว
หลายคนอาจจะคิดว่า ธุรกิจอาหาร ลำพังเพียงทำอาหารให้อร่อยก็สามารถอยู่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การเติบโตของ Nestlé ที่สามารถไปสู่ระดับโลกได้ ไม่ได้เพียงมีเบื้องหลังมาจากรสชาติอาหารที่อร่อย ถูกปากผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นการวางกลยุทธ์ของบริษัท ผ่านการพัฒนานวัตกรรม และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน
บทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักบริษัท Nestlé กันอย่างถ่องแท้ ทั้งในมุมของประวัติศาสตร์การพัฒนาแบรนด์ การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจระดับโลก และบทสรุปสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารไม่ควรมองข้าม
ประวัติของ Nestlé: ศตวรรษแห่งการพัฒนาแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์
1866 – 1904 : จุดเริ่มต้นแห่งนวัตกรรม
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Nestlé ถือกำเนิดจากคุณ Henri Nestlé เภสัชกรสัญชาติเยอรมัน-สวิส ที่ได้ทำการพัฒนาอาหารสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารกชื่อว่า farine lactée ในปี 1867 เพื่อช่วยชีวิตเด็กที่ไม่สามารถกินนมจากแม่โดยตรงได้ ในขณะเดียวกันกับที่ Anglo-Swiss Condensed Milk Company เริ่มต้นการผลิตนมขึ้นหวานขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ “นวัตกรรม” ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของสังคมโดยตรง และต่อมากลายเป็นสินค้าหลักที่เป็นที่จดจำทั่วโลก
โลโก้รูปรังนกอันโด่งดังของ Nestlé ถูกเริ่มต้นใช้ตั้งแต่ปี 1868 หรือในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา และ
ได้มีการจดเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้ในนมข้นหวานในฮ่องกง (ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร ณ เวลานั้น) ในปี 1874 เป็นการจดเครื่องหมายการค้าตัวแรกของบริษัท โดยยังมีสิทธิความเป็นเจ้าของอยู่จนถึงปัจจุบัน และได้จดเครื่องหมายการค้าภายใต้กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1890
1905 – 1938 : การควบรวมและสร้างผลิตภัณฑ์ระดับโลก
ในปี 1905 บริษัทของ Henri Nestlé ได้ควบรวมกับ Anglo-Swiss Condensed Milk Company และเริ่มขยายกิจการอย่างเป็นระบบไปทั่วโลก จนกระทั่งในปี 1938 Nestlé ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Nescafé หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “เนสกาแฟ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปตัวแรกของโลก พร้อมการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตร และขยายฐานการผลิตไปในหลายประเทศ
ในสมัยนั้น การชงการแฟยังเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และใช้เวลามากพอสมควร เนื่องจากต้องการทั้งหม้อ เครื่องบดเมล็ดกาแฟ และเตาสำหรับให้ความร้อน จึงมีความพยายามในการคิดค้นกาแฟที่สามารถชงได้ง่ายมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีใครที่สามารถคิดค้นวิธีการทำกาแฟสำเร็จรูปที่สามารถให้รสชาติ และกลิ่นที่ใกล้เคียงกับกาแฟแบบดั้งเดิมได้มากจนตลาดให้การยอมรับได้ จนกระทั่งการถือกำเนิดของ Nescafé ที่ผู้บริโภคสามารถชงกาแฟได้เพียงแค่น้ำร้อนกับนมเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคสามารถชงกาแฟดื่มได้อย่างสะดวกทุกที่ ทั้งในสำนักงาน หรือแม้กระทั่งกลางแจ้ง ไม่เพียงแต่ห้องครัวของที่บ้านเท่านั้น
1940 – 1975 : การปรับตัวในยุคสงครามและความหลากหลายของแบรนด์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมียุโรปเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลัก การลำเลียงทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรมถูกจำกัดเป็นอย่างมาก Nestlé จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัท ไปยื่นทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ และย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทยังสามารถรักษาความสามารถในการผลิต และจัดส่งสินค้าได้อยู่เหมือนกับก่อนสงคราม เมื่อสงครามจบลง จึงได้เข้าสู่ยุคของการควบรวมแบรนด์อาหารอื่น ๆ เช่น Maggi, Crosse & Blackwell, Stouffer’s และ Findus ส่งผลให้ Nestlé กลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคในตลาดโลก
หลักจากที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากสงครามจึงเป็นนโยบายแรก ๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัว อัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขยายตัวของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลิตภัณฑ์หลักของ Nestlé ในช่วงนี้จึงเป็นอาหารสำเร็จรูปที่สามารถจัดเตรียมได้อย่างง่ายดายในครัวเรือน เริ่มต้นที่ Nestea ที่เป็นผลิตภัณฑ์ชาผงสำเร็จรูป สามารถชงได้ด้วยน้ำร้อนและน้ำเย็น โดยมีไม่ต้องทำการกรองใบชาอีกต่อไป เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาปี 1948 และได้ขยายไลน์การผลิตไปสู่อาหารกระป๋องที่สามารถอุ่นร้อนทานได้ทันที จนกระทั่งเมื่อตู้เย็นเริ่มกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ Nestlé ก็ได้ขยายไปทำอาหารแช่แข็งที่สามารถเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดด้วย
1975 – 2005 : สู่ยุคโภชนาการและสุขภาพ
เมื่อตลาดอาหารสำเร็จรูปเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ประกอบกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีการเผยแพร่ข้อมูลด้านโภชนาการสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ความต้องการของผู้บริโภคคืออาหารที่สามารถจัดเตรียมและเก็บรักษาได้สะดวก
จึงเปลี่ยนเป็นต้องการอาหารที่จะต้องตอบโจทย์ด้านคุณค่าทางโภชนาการ และผลกระทบด้านสุขภาพด้วย
บริษัท Nestlé เองจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “Food Company” ไปสู่ “Nutrition, Health & Wellness Company” โดยการพัฒนาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ การลงทุนใน Nestlé Nutrition และเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีทางโภชนาการ โดยมีการจดสิทธิบัตรในสูตรอาหารเสริม อาหารสำหับเด็ก และระบบควบคุมน้ำหนักส่วนบุคคล
ในปี 1981 บริษัท Stouffer ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Nestlé ที่มีผลิตภัณฑ์หลักคืออาหารแช่แข็ง ได้มีการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์คือ Stouffer Lean Cuisine ขึ้น โดยเป็นอาหารแช่แข็งที่เป็นทางเลือกสำหรับสุขภาพ มีไขมันและให้พลังงานที่ต่ำกว่าอาหารแช่แข็งโดยทั่วไป ในการที่จะสามารถใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Lean Cuisine ได้นั้น องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (FDA) ได้กำหนดมาตรฐานไว้อย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์จะต้องประกอบไปด้วยไขมันไม่เกิน 10 กรัม ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 4.5 กรัม และคอเรสเตอรอลไม่เกิน 95 มิลลิกรัม ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ได้รับผลตอบรับอย่างดีในสหรัฐอเมริกา
ถึงแม้ว่ากาแฟสำเร็จรูปจะเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Nestlé มาโดยตลอด แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยในปี 1986 Nestlé ได้มีการออกผลิตภัณฑ์กาแฟแบบใหม่ภายใต้แนวคิดว่า ทุกคนจะสามารถทำกาแฟคุณภาพดีได้ด้วยตนเอง เทียบเท่ากับบาริสต้าที่มีฝีมือ ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ Nespresso ที่ทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน โดยเริ่มทำตลาดก่อนที่ประเทศญี่ปุ่น อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์
2006 – ปัจจุบัน: นวัตกรรมที่ผสานกับความยั่งยืน
ปัจจุบัน Nestlé ได้เข้าสู่ยุค “Personalized Nutrition” และ “Sustainability-Driven Innovation” อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่า
จะเป็ยการพัฒนา Plant-based food เช่น Garden Gourmet และ Sweet Earth หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ
Nestlé Cocoa Plan และ Nescafé Plan ถูกประกาศใช้โดยบริษัทในปี 2010 ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นการปรับปรุงระบบห่วงโซ่อุปทานของเมล็ดโกโก้ และเมล็ดกาแฟที่ถูกใช้งานโดย Nestlé ให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมที่ทำงานในฟาร์มโกโก้ และฟาร์มกาแฟที่เป็น Partner กับ Nestlé จะต้องมีสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผลตอบแทนที่เหมาะสม
ปี 2018 Nestlé ได้บรรลุข้อตกลงกับ Starbucks ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ในการผลิตและจัดจำหน่ายแคปซูลกาแฟสำหรับใช้ในเครื่อง Nespresso รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ Starbucks โดยทั้งคู่ได้มีการวางแผนว่าทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิล และใช้ซ้ำได้ 100%
R&D และ IP: เบื้องหลังความสำเร็จของ Nestlé
ไม่ว่าจะเป็นการยื่นจดสิทธิบัตร (Patent) ในหลายประเทศทั่วโลก การบริหารสูตร เทคโนโลยี และเทรนด์ของตลาดผ่านการจัดการความลับทางการค้า (Trade Secret) และการจดเครื่องหมายการค้า (Trade Mark)
ในทุกแบรนด์ที่บริษัทได้สร้างขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ล้วนเป็นกลยุทธ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Nestlé ในทุกวันนี้
Nestlé R&D : การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ในแต่ละปี Nestlé ทุ่มงบวิจับและพัฒนาประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหกหมื่นล้านบาทไทย)
มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) มากกว่า 30 แห่งทั่วโลก ซึ่งประกอบไปด้วยศูนย์วิจัยพื้นฐาน และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ โดยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 4,000 คน ทำให้ Nestlé เป็นบริษัทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีเครือข่าย R&D ใหญ่ที่สุดในโลก
ตัวอย่างเครือข่ายศูนย์ R&D
- ยุโรป (สวิตเซอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี) : มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านโภชนาการ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และนวัตกรรมอาหารในเชิงลึก โดยมี Nestlé Research Center ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นศูนย์กลางการวิจัยเชิงวิชาการ
- อเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกา) : มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับเด็กทารก และผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมของผู้บริโภค
- เอเชีย (จีน, อินเดีย, สิงคโปร์) : มุ่งเน้นการพัฒนาสูตรอาหารที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภคในท้องถิ่น โดยเฉพาะอาหารจากพืชและผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะบุคคล
- แอฟริกา (โกตดิวัวร์) : ศูนย์วิจัยและพัฒนาในอาบีจาน เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของประชากรในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก
งบประมาณลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) | ||
ปี ค.ศ. | งบประมาณ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | งบประมาณ (ล้านบาท) |
2014 | 1,782 | ~ 64,150 |
2015 | 1,746 | ~ 62,880 |
2016 | 1,763 | ~ 63,550 |
2017 | 1,752 | ~ 63,090 |
2018 | 1,725 | ~ 62,130 |
2019 | 1,683 | ~ 60,600 |
2020 | 1,681 | ~ 60,530 |
2021 | 1,827 | ~ 65,780 |
2022 | 1,777 | ~ 63,990 |
2023 | 1,845 | ~ 66,470 |
2024 | 1,897 | ~ 68,270 |
หมายเหตุ: คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ประมาณ 36 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ | ||
Nestlé Innovation: สถิติและกลยุทธ์การยื่นสิทธิบัตร
เมื่อทำการสืบค้นบนฐานข้อมูลสิทธิบัตร พบว่า Nestlé ได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรในนาม Société des Produits Nestlé S.A. (SPN) ซึ่งเป็นบริษัทฯ ในเครือที่มีหน้าที่หลักในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการคุณภาพ และสนับสนุนด้านการช่วยเหลือด้านเทคนิค นวัตกรรม และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎหมาย
โดยได้ทำการยื่นสิทธิบัตรมากกว่า 52,000 ฉบับ ทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2025) โดยที่มีประมาณ 11,000 ฉบับที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในปัจจุบัน (คิดเป็นร้อยละ 22.13)
รูปที่ 1 แสดงจำนวนคำขอรับสิทธิบัตรในช่วงระหว่างปี 2006 – 2025 จากฐานข้อมูล Patsnap
รูปที่ 2 แสดงสถานะคำขอรับสิทธิบัตร จากฐานข้อมูล Patsnap
ซี่งสิทธิบัตรประมาณร้อยละ 58 ที่ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย อาจเป็นสิทธิบัตรที่สิ้นสุดอายุความคุ้มครองแล้ว หรือทาง Nestlé ได้ทำการละทิ้ง เนื่องจากได้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ทราบกันโดยทั่วไป หรืออาจไม่คุ้มค่าในการต่ออายุความคุ้มครอง
สิทธิบัตร
รูปที่ 3 แสดงความหนาแน่นของการยื่นสิทธิบัตรในแต่ละประเทศ/ภูมิภาค จากฐานข้อมูล Patsnap
จำนวนคำขอรับสิทธิบัตร แบ่งตามรายประเทศ/ภูมิภาค (10 อันดับแรก) | |
ประเทศ / ภูมิภาค | จำนวนคำขอ (ฉบับ) |
WIPO/PCT | 3,676 |
ออสเตรเลีย | 3,323 |
สหรัฐอเมริกา | 3,319 |
เยอรมนี | 3,229 |
จีน | 3,186 |
แคนาดา | 2,681 |
ยุโรป | 2,348 |
ญี่ปุ่น | 2,145 |
บราซิล | 2,047 |
แอฟริกาใต้ | 1,343 |
หมายเหตุ
| |
จากข้อมูลในข้างต้น จะเห็นได้ว่า Nestlé มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประเทศที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครอง จะสอดคล้องกับประเทศที่มีการตั้งศูนย์ R&D ไว้ และเนื่องจากศูนย์ R&D ในประเทศเหล่านี้ มีการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อปรับใช้ให้เข้ากับภูมิภาคนั้น ๆ หมายความว่าภูมิภาคเหล่านี้ เป็นตลาดสำคัญที่ Nestlé มุ่งเน้นขายผลิตภัณฑ์เป็นหลัก นอกจากนี้ ในประเทศส่วนใหญ่ที่ Nestlé มีการยื่นขอรับความคุ้มครอง ล้วนเป็นประเทศใหญ่ ๆ ที่มีการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมอาหารที่สูง การยื่นขอรับความคุ้มครองในประเทศเหล่านี้จึงเป็นการป้องกัน และปิดประตูไม่ให้คู่แข่งสามารถนำข้อกฎหมายเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรมาสร้างความเสียหายแก่บริษัทฯ ได้โดยง่าย
รูปที่ 4 แสดงประเภทของคำขอรับสิทธิบัตร จากฐานข้อมูล Patsnap
จากแผนภูมิในข้างต้น ค่อนข้างให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของ Nestlé ส่วนใหญ่คือผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก ดังนั้นแล้ว สิทธิบัตรที่มีการยื่นขอรับการคุ้มครองมากที่สุดจึงเกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มตามไปด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร สารอาหาร องค์ประกอบของสารอาหาร และน้ำตาล เป็นต้น
ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ
WO2005004683A1 – CAP EXTRACTION DEVICEประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2005 เป็นการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์สำหรับสกัดกาแฟจากแคปซูล
ที่ออกแบบให้มีโครงสร้างเรียบง่าย โดยใช้ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ (Reliability) และลดต้นทุนการผลิต อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใส่แคปซูลได้ง่าย และทำความสะอาดได้สะดวก
WO2007135136A1 – BREWING DEVICE FOR CAPSULE WITH CLOSURE MECHANISM OF VARIABLE TRANSMISSION RATIO
ประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2007 เป็นการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ชงกาแฟที่มีระบบปิดแคปซูลด้วยกลไกทดแรงแบบปรับอัตราทดได้ โดยใช้กลไกข้อศอกและคันโยกที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดในการปิดแคปซูลอย่างแน่นหนาในขณะที่ลดแรงที่ผู้ใช้ต้องออกแรงลง นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้สามารถใส่แคปซูลได้ง่ายและรวดเร็ว โดยการใส่จากด้านบนและมีระบบยึดแคปซูลให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนการปิดฝา
WO2009130099A1 – MODULAR ASSEMBLY OF A BEVERAGE PREPARATION MACHINE
ประกาศโฆษณาเมื่อเดือนตุลาคม 2009 เป็นการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับเครื่องชงเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยโมดูลต่าง ๆ ซึ่งสามารถถอดเปลี่ยนและประกอบได้อย่างง่ายดาย เช่น โมดูลสำหรับการชงกาแฟ, โมดูลสำหรับการจ่ายน้ำ, และโมดูลสำหรับการควบคุมการทำงาน การออกแบบแบบโมดูลาร์นี้ช่วยให้การผลิต การบำรุงรักษา และการอัปเกรดเครื่องชงเครื่องดื่มทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Nestlé Branding – ตัวอย่างการสร้างแบรนด์อาหารระดับโลก
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของ Nestlé ที่มีการยื่นจดเครื่องหมายการค้า | |||
ชื่อ (ภาษาอังกฤษ) | ชื่อ (ภาษาไทย) | คำอธิบาย | ปีที่ได้รับจดทะเบียน |
Nescafé | เนสกาแฟ | กาแฟสำเร็จรูป พร้อมชง/ดื่ม | 1982 |
Milo | ไมโล | เครื่องดื่มช็อคโกแลตมอลต์ | 1983 |
Bear Brand | นมตราหมี | นมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ | 1984 |
Maggi | แม็กกี้ | เครื่องปรุง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป | 1985 |
Nestlé Pure Life | เนสเล่ เพียวไลฟ์ | น้ำดื่ม | 1998 |
KitKat | คิทแคท | ช็อคโกแลตเวเฟอร์ | 1986 |
Carnation | คาร์เนชัน | นมข้นจืด และนมข้นหวาน | 1987 |
Nestea | เนสที | ชาพร้อมดื่ม | 1990 |
Cerelac | ซีรีแลค | ซีเรียลสำหรับทารก | 1988 |
Lactogen | แลคโตเจน | นมผงสำหรับทารก | 1989 |
แล้ว อีกจุดแข็งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลักการเติบโตของบริษัทฯ คือการสร้างแบรนด์ของตนเองให้เป็นที่รู้จัก และขอรับความคุ้มครองเป็นเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมาย โดยแบรนด์เหล่านี้ หลายครั้งที่เราก็จะเห็นว่าก็จะมีการนำมาใช้ร่วมกันเพื่อต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่มเติม หรือเสริมสร้างจุดแข็งของแบรนด์ตัวเองเข้าไปอีก เช่น คิทแคทไมโล หรือไอศครีมเนสเล่ไมโล รวมถึงทำการตลาดให้คนรู้จักร่วมกันได้ง่าย เช่น เนสกาแฟต้องคู่กับคอฟฟี่เมท หรือเนสทีต้องคู่กับคาร์เนชัน เป็นต้น
Nestlé IP Management: การใช้ IP เพื่อขยายมูลค่าบริษัท ผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing)
นอกเหนือจากการที่ Nestlé จะใช้ IP เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมความแข็งแกร่งด้าน Branding ของตนเองแล้ว ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทอีกด้วย
เหมือนที่กล่าวไปในด้านบน หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงความสำเร็จในการอนุญาตให้ใช้สิทธิของ Nestlé คือการบรรลุข้อตกลงกับ Starbuck ในปี 2018 ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Nestlé ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Right) ในการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Product) เช่น แคปซูลสำหรับชงเครื่องดื่ม กาแฟสำเร็จรูป และชาสำเร็จรูป โดย Nestlé จะเป็นผู้เดียวที่สามารถผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ภายใต้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของ Starbuck ได้ ยกเว้นภายในร้าน Starbuck เบื้องต้นหลังจากบรรลุข้อตกลง Starbuck จะได้รับเงินสดล่วงหน้าจำนวน 7,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองแสนล้านบาท) เป็นเงินก้อนแรกสำหรับข้อตกลงดังกล่าว แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะถึงแนวทางการจัดสรรผลกำไรของทั้ง 2 บริษัท
ใบบางภูมิภาค หรือบางผลิตภัณฑ์ Nestlé เลือกที่จะร่วมทุน (Joint Venture / JV) กับบริษัทอื่น ๆ เพื่อทำตลาด ซึ่งใน JV ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากันให้ชัดเจน เพื่อที่จะไม่มีข้อพิพาทหลังจากดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Nestlé ได้มีการร่วมทุนกับ R&R Ice Cream ตั้งเป็นบริษัท FRONERI ขึ้นมา โดยถือหุ้นคนละ 50% เพื่อการทำตลาดไอศครีมในบางภูมิภาค เช่น ยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ซึ่งจากการที่ Nestlé ได้มีสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า รวมถึงองค์ความรู้ (Know-how) ต่าง ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผนวกรวมกับประสบการณ์จำหน่ายไอศครีม และช่องทางการเข้าถึงร้านค้าปลีก ส่งผลให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตไอศครีมที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกได้
การอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือ Licensing ในอุตสาหกรรมอาหารอาจฟังดูจับต้องได้ยาก หากเทียบกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่หากเราสังเกตดูดี ๆ ในประเทศไทยเองก็มีตัวอย่างของการ Licensing ของ Nestlé ที่เห็นได้อย่างชัดเจนอยู่ เกือบทุกแบรนด์ไอศครีมในประเทศไทย ล้วนจัดจำหน่ายไอศครีมรส Cookie and Cream กันอย่างแพร่หลาย แต่จะมีเพียง Nestlé และอีกไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่สามารถจัดจำหน่ายไอศครีมรส OREO ได้ เนี่องจากได้บรรลุข้อตกลงเรื่องการอนุญาตให้สิทธิกับ Mondelez International ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ OREO ในการใช้ OREO เป็นส่วนผสม และนำชื่อผลิตภัณฑ์ OREO ไปใช้บนบรรจุภัณฑ์
ไอศครีม
Nestlé Localization: การปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นของบริษัทยักษ์
Nestlé เป็นบริษัทที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และมีความคุ้นเคยกับคนไทยเป็นอย่างดี ผลิตภัณฑ์นมตราหมี
ที่ทุกคนรู้จัก เริ่มต้นจำหน่ายในประเทศไทยครั้งแรกตั้งแต่ปี 1934 (พ.ศ. 2477) ปัจจุบัน Nestlé มีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งครอบคลุมการผลิตสินค้าหลายรายการ ทั้งสำหรับจำหน่ายภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก รวมถึงเป็นศูนย์กลางของ Nestlé Indochina ที่ดูแลการทำธุรกิจของ Nestlé ในประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จที่สามารถทำให้ Nestlé สามารถดำเนินการในประเทศไทยได้นานขนาดนี้ เกิดจากความพยายามในการปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศเรา เช่น
- ปรับสูตรสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมของคนไทย ผ่านการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคในเชิงลึก เช่น Milo สูตรน้ำตาลน้อย/ไฟเบอร์สูง สำหรับผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของลูก หรือ Nescafé พร้อมดื่มในรูปแบบกระป๋อง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการความรวดเร็วในการดื่มกาแฟ รวมถึงราคาที่จับต้องได้ง่าย สามารถแช่เย็นได้สะดวกเพื่อจำหน่ายในร้านค้าปลีก และให้พลังงานสูง โดยได้มีการเพิ่มสูตรหวานน้อย และสูตรกาแฟดำในภายหลัง เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน
- สร้างฐานการผลิตภายในประเทศ โดยการที่ Nestlé มีการสร้างโรงงานในประเทศไทย ทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และโครงสร้างด้านภาษีถูกลง จึงสามารถตั้งราคาขายที่สมเหตุสมผลได้
ซึ่งสอดคล้องกับการที่กำลังซื้อเฉลี่ยของคนไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย อาจไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศในซีกโลกตะวันตก หรือเอเชียภูมิภาคอื่น ๆ นอกจากนี้ การตั้งโรงงานในประเทศยังก่อให้เกิดการจ้างงานขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัท - การสร้างความร่วมมือกับชุมชน สำหรับคนไทยจำนวนมากต้องคุ้นเคยกับ “ไมโลโรงเรียน” ในตำนานกันเป็นอย่างดี โครงการดังกล่าวเกินขึ้นจากการที่ Nestlé ประเทศไทยเข้าไปทำกิจกรรมให้ความรู้เด็ก ๆ กันถึงในระดับโรงเรียน ทำให้เด็ก ๆ ไม่เคยลืมกิจกรรม และผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถึงแม้จะโตมา นอกจากนี้ หลายชุมชนที่ทำธุรกิจร่วมกับ Nestlé เช่น ชุมชนที่ทำเกษตรกรรมด้านโคนม หรือด้านกาแฟ ต่างได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฯ ในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงโครงการสร้างฝายกักเก็บน้ำในหลายพื้นที่ด้วย
ซึ่งวิธีการ Localization เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ที่ Nestlé ได้เข้าไปทำการตลาด โดยวิธีการอาจถูกปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละภูมิภาค เช่น คิทแคทในประเทศญี่ปุ่นมีการออก Collection พิเศษในแต่ละฤดูกาล โดยจะนำวัตถุดิบประจำฤดูกาลนั้น ๆ มาทำเป็นคิทแคท
เพื่อส่งเสริมเกษตกรภายในประเทศ หรือทำเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีลวดลายของการ์ตูนที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานั้น เพื่อแสดงถึงการที่เห็นประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดที่สำคัญ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ มีการสนับสนุนเกษตกร
ที่ปลูกเมล็ดโกโก้ และเมล็ดกาแฟมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ผลิตวัตถุดับเหล่านี้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารไทย
หากลองพิจาณาการทำธุรกิจของ Nestlé จะเห็นว่า ถึงแม้รายได้ส่วนใหญ่จะเกิดจากการขายผลิตภัณฑ์อาหารของตนเองเป็นหลัก แต่ก็มีอีกหลายมุมมองที่รายได้ของ Nestlé ถูกสร้างขึ้นจากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ สูตรการผลิตต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง Branding ที่เป็นภาพจำของบริษัท
ยกตัวอย่างเช่น คิทเคท (KitKat) ซึ่งเป็นช็อคโกแลตชื่อดังของ Nestlé ที่มีการวางขายไปทั่วโลก ลำพังแค่ยอดขยายในตัวผลิตภัณฑ์ก็มีมูลค่ามากมายมหาศาล แต่ Nestlé ก็ได้มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่ Hershey ในการผลิตและ
จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แทนที่จะเข้าไปทำตลาดด้วยตนเอง โดย Nestlé จะได้รับเป็นผลตอบแทนจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิแทนเนื่องจากอาจได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า รวมถึงไม่ต้องลงทุนด้วยตนเองในภูมิภาคที่มีเจ้าตลาดเข้มแข็งอยู่แล้ว
ในธุรกิจกาแฟ ถึงแม้ว่า Nestlé จะมียอดขายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ภายใต้แบรนด์ Nescafé และ Nespresso อยู่แล้ว แต่ก็เลือกที่จะยอมลงทุนเพื่อสร้างความร่วมมือกับ Starbuck เพื่อใช้แบรนด์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นไปอีก
นอกเหนือจาก Nestlé แล้ว บริษัทอาหารอื่น ๆ เช่น Mondelez International ที่เป็นเจ้าของ OREO, TOBLERONE, CADBURY DAIRY MILK และอื่น ๆ ก็เลือกที่จะสร้างรายได้ผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิเช่นกัน
ทั้ง ๆ ที่มีแบรนด์ช็อคโกแลตที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอยู่แล้ว สามารถขยายไลน์การผลิตไปทำไอศครีมด้วยไม่ยาก
แต่เลือกที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บริษัทอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Nestlé หรือ Unilever ไปทำไอศครีมแทน
โดยที่บริษัทอื่นช่วยทำการตลาดผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ รวมถึงไม่ต้องลงทุนในธุรกิจที่ตนเองไม่ถนัด แต่ยังคงสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อยู่
Butterbear หรือน้องหมีเนยที่เรารู้จักกัน ก็มีที่มาเริ่มต้นจากการเป็นมาสค็อตโปรโมทผลิตภัณฑ์ของร้านอาหาร จนกระทั่งโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมา ทางบริษัทจึงได้ผลักดันมาสค็อตดังกล่าวให้เป็นลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าขึ้นมา จนสามารถทำการอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่แบรนด์อื่น ๆ ในการนำไปใช้บนผลิตภัณฑ์ เป็นรายได้สำคัญอีกช่องทางของบริษัทได้ นอกเหนือจากการจำหน่ายอาหารซึ่งเป็นรายได้หลัก
ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สูตร องค์ความรู้ แบรนด์ หรือมาสค็อค ต่างถือว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น การที่จะสามารถสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องเริ่มจากการเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ก่อน การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า หรือลิขสิทธิ์ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ
ที่จะสามารถสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้ในอนาคต
ลำพังขายผลิตภัณฑ์อาหารเพียงอย่างเดียว อาจสร้างรายได้ที่จำกัด แต่หากเรามีการจดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาไว้ หากอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็จะสามารถต่อยอดเป็นการร่วมทุน หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ
แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้โดยง่าย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดร้านเบเกอรี่ขึ้นมา แล้วประสบความสำเร็จ โด่งดังจนมีคนสนใจซื้อสิทธิเราไปเปิดสาขา หากเรามีการขอรับความคุ้มครองไว้ ก็สามารถขยายธุรกิจต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าสูตรเราจะหลุด หรือแบรนด์เราจะถูกผู้อื่นสวม
รอยได้
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารไทย
หากลองพิจาณาการทำธุรกิจของ Nestlé จะเห็นว่า ถึงแม้รายได้ส่วนใหญ่จะเกิดจากการขายผลิตภัณฑ์อาหารของตนเองเป็นหลัก แต่ก็มีอีกหลายมุมมองที่รายได้ของ Nestlé ถูกสร้างขึ้นจากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) ของบริษัท
ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ สูตรการผลิตต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง Branding ที่เป็นภาพจำของบริษัท
ยกตัวอย่างเช่น คิทเคท (KitKat) ซึ่งเป็นช็อคโกแลตชื่อดังของ Nestlé ที่มีการวางขายไปทั่วโลก ลำพังแค่ยอดขยายในตัวผลิตภัณฑ์ก็มีมูลค่ามากมายมหาศาล แต่ Nestlé ก็ได้มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่ Hershey ในการผลิตและจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แทนที่จะเข้าไปทำตลาดด้วยตนเอง โดย Nestlé จะได้รับเป็นผลตอบแทนจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิแทนเนื่อง
จากอาจได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า รวมถึงไม่ต้องลงทุนด้วยตนเองในภูมิภาคที่มีเจ้าตลาดเข้มแข็งอยู่แล้วในธุรกิจกาแฟ ถึงแม้
ว่า Nestlé จะมียอดขายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ภายใต้แบรนด์ Nescafé และ Nespresso อยู่แล้ว แต่ก็เลือกที่จะยอมลงทุน
เพื่อสร้างความร่วมมือกับ Starbuck เพื่อใช้แบรนด์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นไปอีก
นอกเหนือจาก Nestlé แล้ว บริษัทอาหารอื่น ๆ เช่น Mondelez International ที่เป็นเจ้าของ OREO, TOBLERONE, CADBURY DAIRY MILK และอื่น ๆ ก็เลือกที่จะสร้างรายได้ผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิเช่นกัน ทั้ง ๆ ที่มีแบรนด์ช็อคโกแลตที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอยู่แล้ว สามารถขยายไลน์การผลิตไปทำไอศครีมด้วยไม่ยาก แต่เลือกที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บริษัทอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Nestlé หรือ Unilever ไปทำไอศครีมแทน
โดยที่บริษัทอื่นช่วยทำการตลาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ รวมถึงไม่ต้องลงทุนในธุรกิจที่ตนเองไม่ถนัด แต่ยังคงสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อยู่ Butterbear หรือน้องหมีเนยที่เรารู้จักกัน ก็มีที่มาเริ่มต้นจากการเป็นมาสค็อตโปรโมทผลิตภัณฑ์ของร้านอาหาร จนกระทั่งโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมา ทางบริษัทจึงได้ผลักดันมาสค็อตดังกล่าวให้เป็นลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าขึ้นมา จนสามารถทำการอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่แบรนด์อื่น ๆ ในการนำไปใช้บนผลิตภัณฑ์ เป็นรายได้สำคัญอีกช่องทางของบริษัทได้ นอกเหนือจากการจำหน่ายอาหารซึ่งเป็นรายได้หลัก
ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สูตร องค์ความรู้ แบรนด์ หรือมาสค็อค ต่างถือว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น การที่จะสามารถสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องเริ่มจากการเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ก่อน การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า หรือลิขสิทธิ์ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะสามารถสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้ในอนาคต
ลำพังขายผลิตภัณฑ์อาหารเพียงอย่างเดียว อาจสร้างรายได้ที่จำกัด แต่หากเรามีการจดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาไว้ หากอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็จะสามารถต่อยอดเป็นการร่วมทุน หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้โดยง่าย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดร้านเบเกอรี่ขึ้นมา แล้วประสบความสำเร็จ โด่งดังจนมีคนสนใจซื้อสิทธิเราไปเปิดสาขา หากเรามีการขอรับความคุ้มครองไว้ ก็สามารถขยายธุรกิจต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าสูตรเราจะหลุด หรือแบรนด์เราจะถูกผู้อื่นสวมรอยได้
ข้อมูลอ้างอิง
- Time travel through the Nestlé story
- Nestlé. (n.d.). Research & development at Nestlé. Nestlé Global. Retrieved June 30, 2025.
- Nestlé Central and West Africa. (n.d.). Nestlé CWA R&D. Retrieved June 30, 2025.
- Macrotrends LLC. (n.d.). Nestlé research and development expenses 2010–2024. Retrieved June 30, 2025.
- Finbox. (n.d.). Nestlé R&D explorer. Retrieved June 30, 2025.
- YCharts. (n.d.). Nestlé R&D expense (annual). Retrieved June 30, 2025
- The Lens. (n.d.). Assignee search: Nestlé. Retrieved June 30, 2025,
- Nestlé. (2016, October 5). Nestlé and Froneri joint venture press release. Nestlé Global.
- Nestlé Thailand. (n.d.). Product formulation and marketing information. Retrieved June 30.
- Nestlé USA. (n.d.). Research and innovation at Nestlé USA. Retrieved June 30, 2025
IDG พร้อมให้บริการด้านการจดสิทธิบัตรอย่างครบวงจร ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง คอยให้คำปรึกษาและดูแลตลอดกระบวนการจดทะเบียน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติการประดิษฐ์ การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ เรายังมีบริการด้านการออกแบบแบรนดิ้ง โลโก้ และบริการอื่น ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของท่านอย่างครบครัน
ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่
อีเมล: [email protected]
โทร.: 02-011-7161 ถึง 6
ไลน์: @idgthailand
Facebook: IDGThailand






