หลายคนคงเคยได้ยินและจดจำเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของ “ดีเจนุ้ย” ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ได้โดยไม่ต้องเห็นหน้า เพราะเป็นสิ่งที่ติดหูมานานจากการเป็นพิธีกรและดีเจชื่อดัง และนั่นคือเหตุผลที่เขาตัดสินใจ ยื่นจดทะเบียน “เสียงหัวเราะ” ของตัวเองเป็นเครื่องหมายการค้า กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก — แต่หลายคนในไทยยังไม่รู้ว่า กฎหมายไทยรับรองสิทธิ์นี้มาแล้วกว่า 7 ปี
แล้ว "เครื่องหมายการค้าเสียง" คืออะไร?
อ้างอิงตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 นั้นได้เพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองเครื่องหมายเสียงไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้ง เสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง และนับตั้งแต่เปิดรับจดทะเบียนในวันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นมา มีผู้ยื่นขอแล้วรวมกว่า 494 คำขอ โดย 88.7% เป็นผู้ประกอบการไทย
หลายๆคนอาจสงสัย แล้วเสียงแบบไหนถึงจดทะเบียนได้?
ต้องมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เสียงนั้นต้องทำให้ผู้ฟังนึกถึงแบรนด์หรือบุคคลนั้นได้ทันที ไม่ใช่เสียงที่ใครก็มีหรือได้ยินทั่วไป เสียงหัวเราะของดีเจนุ้ยผ่านเงื่อนไขนี้ เพราะคนฟังแล้วนึกถึงเขาคนเดียว
ต้องแสดงออกมาได้ในรูปแบบที่ชัดเจน ผู้ยื่นต้องสามารถแสดงเสียงในรูปแบบโน้ตดนตรี หรือคำอธิบายเสียงที่ชัดเจน พร้อมไฟล์เสียงประกอบ เพื่อให้กรมพิจารณาได้
ไม่ใช่เสียงสามัญในอุตสาหกรรม เสียงที่ทุกคนในธุรกิจนั้นใช้ร่วมกัน เช่น เสียงสัญญาณก่อสร้าง จะไม่สามารถจดได้
ไม่ขัดต่อศีลธรรมหรือความสงบเรียบร้อย เสียงที่ส่อเสียด ลามก หรือมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ก็ถูกตัดออกเช่นกัน
ไม่ใช่แค่ในไทยนะ ทั่วโลกเขาตื่นตัวเรื่องนี้กันแล้ว!
ในต่างประเทศ เครื่องหมายการค้าเสียงมีมานานและเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น เสียง “Ta-dum” ของ Netflix, เพลงกระดิ่ง Intel Inside หรือเสียงเปิดเครื่อง Mac และล่าสุด เทย์เลอร์ สวิฟต์ ก็ยื่นจดเครื่องหมายเสียงถึง 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor Swift” และ “Hey, it’s Taylor” จากแคมเปญโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และ Spotify ตามลำดับ
เหตุผลหลักที่ศิลปินและแบรนด์ระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงนี้ คือ ภัยจาก AI ที่สามารถเลียนแบบน้ำเสียง สร้างเสียงปลอม หรือนำเสียงของคนอื่นไปใช้เชิงพาณิชย์ได้อย่างแนบเนียน จนอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน หรือถูกแอบอ้างตัวตนโดยไม่รู้ตัว
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียงจึงเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมายที่สำคัญ ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างเสียงจริงและเสียงสังเคราะห์เริ่มเลือนหายไปทุกวัน
แล้วแบรนด์ของคุณ มี"เสียง"ที่ควรจดทะเบียนไหม?
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยทุกคนให้หันมาตรวจสอบว่า แบรนด์ของตัวเองมี “เสียง” อะไรที่เป็นเอกลักษณ์และควรได้รับการคุ้มครองบ้าง ไม่ว่าจะเป็น jingle โฆษณาที่คนจำได้ เสียงเปิดแอป หรือแม้แต่เสียงประจำตัวส่วนบุคคลเพราะถ้าไม่จดวันนี้ วันหนึ่งอาจมีคนอื่นใช้เสียงคล้ายกัน — หรือ AI สร้างเสียงเลียนแบบ — โดยที่คุณไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายเพียงพอจะหยุดมันได้
อย่าปล่อยให้ “เสียง” แทนแบรนด์ของคุณไร้เจ้าของ







