ทุกวันนี้แทบทุก Company Profile มีคำว่า “ยั่งยืน” “ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” หรือ “เป็นมิตรต่อโลก” อยู่ในนั้นแทบทั้งนั้น จนถึงจุดที่คำพวกนี้แทบไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้วครับ และนั่นคือปัญหา เพราะในช่วงหลังมากนี้คู่ค้าระดับโลกใช้ ESG เป็นเงื่อนไขในการเลือก Supplier บริษัทที่เพิ่มเรื่องนี้เข้ามาแต่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้แค่ดูไม่น่าเชื่อถือ แต่อาจถูกตัดออกจากลิสต์ตั้งแต่ต้น
พูดน้อยลง แต่พูดให้วัดได้
ปัญหาของการเขียนเรื่อง Sustainability ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เจตนา แต่อยู่ที่ภาษาที่ใช้ครับ คำอย่าง “เราพยายามลดโลกร้อน” หรือ “เราใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ฟังดูดี แต่ไม่บอกอะไรเลย
สิ่งที่คู่ค้าอยากเห็นจริงๆ คือตัวเลขและ Roadmap ที่จับต้องได้ เช่น “เราตั้งเป้าลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลง 30% ภายในปี 2027 และตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว 12%” ประโยคนี้ไม่ได้ดูสมบูรณ์แบบ แต่มันดูจริงครับ และความจริงนั้นมีน้ำหนักมากกว่าคำคุณศัพท์สวยหรูเสมอ
ความยั่งยืนไม่ได้จบแค่ในออฟฟิศคุณ
อีกสิ่งที่หลายบริษัทมองข้ามคือการเล่าเรื่อง “คนรอบข้าง” ครับ การโพสต์รูปพนักงานไปบริจาคของที่วัดปีละครั้งนั้นไม่ใช่ภาพของความยั่งยืนอีกต่อไปแล้วในสายตาคู่ค้าในประเทศ และในระดับโลก
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเล่าว่าคุณดูแล Supply Chain ยังไง ใช้วัตถุดิบจาก Local Supplier ไหม มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ทำงานกับ Supplier ที่ใช้แรงงานไม่เป็นธรรมไหม สิ่งเหล่านี้คือภาพของบริษัทที่คิดเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่เป็น PR
กล้าพูดถึงสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีพอ
นี่คือสิ่งที่หลายบริษัทไม่กล้าทำ แต่กลับได้ผลที่สุดครับ
Patagonia เป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ พวกเขาเคยออกแคมเปญที่บอกตรงๆ ว่ากระบวนการผลิตของตัวเองยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาลงทุนกับการวิจัยวัสดุทางเลือก แทนที่จะทำให้คนไม่ไว้ใจ มันกลับสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีที่สุดในอุตสาหกรรม
ลองเพิ่มเซกชันเล็ก ๆ ใน Profile ที่พูดถึงความท้าทายที่กำลังแก้อยู่ เช่น “กระบวนการขนส่งของเรายังมีการปล่อยคาร์บอนสูง เราจึงเริ่มทดลองใช้รถขนส่งไฟฟ้าใน 2 เส้นทางหลักเพื่อศึกษาความเป็นไปได้” ประโยคแบบนี้ไม่ได้ทำให้คุณดูอ่อนแอ แต่ทำให้คุณดูเป็นบริษัทที่ตระหนักรู้และกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง
คู่ค้าไม่ได้มองหาบริษัทที่สมบูรณ์แบบครับ เพราะทุกคนรู้ว่ามันไม่มีจริง สิ่งที่เขามองหาคือบริษัทที่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน กำลังจะไปทางไหน และพูดเรื่องนั้นได้อย่างตรงไปตรงมา แค่นั้นเองคือความแตกต่างระหว่าง Greenwashing กับความน่าเชื่อถือที่แท้จริง
เนื้อหาที่ดีคือครึ่งหนึ่งของงาน อีกครึ่งคือการออกแบบที่ทำให้คนรู้สึกถึงความจริงใจนั้นได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดอ่าน IDG Thailand เชี่ยวชาญการออกแบบ Company Profile เพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ ให้เราช่วยทำให้ทุกหน้าของ Profile คุณพูดแทนคุณได้ครับ







