ความลับทางการค้า : กุญแจสำคัญสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยการบริหารจัดการความลับทางการค้าเพื่อธุรกิจ
IDG ย่อให้ :
ความลับทางการค้า คือสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้แต่ทรงพลังที่สุดของธุรกิจ เพราะเป็นข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผย มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ และได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อเจ้าของมีมาตรการรักษาความลับที่เหมาะสมแตกต่างจากสิทธิบัตรตรงที่ไม่มีวันหมดอายุ แต่จะสูญเสียมูลค่าทันทีหากข้อมูลรั่วไหล ครอบคลุมทั้งข้อมูลทางเทคนิค ธุรกิจ และแม้แต่ข้อมูลความล้มเหลวที่ช่วยสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ธุรกิจจึงต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบทั้งด้านสัญญา กายภาพ ดิจิทัล และทรัพยากรบุคคล เพื่อเปลี่ยน “ความลับ” ให้เป็น “ความได้เปรียบ” อย่างยั่งยืน
สารบัญ IP Financing
บทนำ
ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด สิ่งที่แบ่งแยกผู้นำออกจากผู้ตามมักไม่ใช่เพียงแค่สินค้าหรือบริการที่จับต้องได้ แต่คือ “ข้อมูล” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น ไม่ว่าจะเป็นสูตรน้ำอัดลมระดับโลกอย่าง Coca-Cola, สูตรไก่ทอด KFC หรืออัลกอริทึมในการค้นหาของ Google สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของ “ความลับทางการค้า” (Trade Secrets) ซึ่งเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับธุรกิจ หลายธุรกิจมีความลับทางธุรกิจที่สำคัญและสร้างมูลค่าได้อยู่มากมายแต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับความลับทางการค้าเหล่านั้น หรือหลายคนก็มีความเข้าใจผิดว่าความลับทางการค้านั้นจำกัดอยู่แต่เพียงแค่สูตรการผลิตหรือนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วนิยามของความลับทางการค้านั้นกว้างขวางมากและครอบคลุมไปถึงข้อมูลทางธุรกิจแทบทุกประเภทที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการที่ข้อมูลนั้นยังเป็นความลับและไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อลูกค้า, กลยุทธ์ทางการตลาดและการขาย, กระบวนการผลิต, ข้อมูลทางการเงิน, ข้อมูลในการทดลองต่างภายในองค์กรเป็นต้น
ความลับทางการค้านั้นมีความน่าสนใจหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น เช่น สิทธิบัตร คือ ความลับทางการค้านั้น ไม่มีวันหมดอายุ ตราบเท่าที่ข้อมูลนั้นยังคงเป็นความลับ และความลับทางการค้าในปัจจุบันนั้น ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน กับหน่วยงานรัฐหรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา แม้ว่าความลับทางการค้าจะมีอิสระสูงในแง่ของขอบเขต ระยะเวลา และระเบียบในการดำเนินการเพื่อการคุ้มครอง แต่ความอิสระนี้มาพร้อมกับความผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากความลับนั้นรั่วไหลออกไปสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มูลค่าของความลับทางการค้านั้นอาจสูญสลายไปในทันทีและยากที่จะกู้คืนกลับมาได้
โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (https://www.ipthailand.go.th/images/781/TSAct_2545.pdf) ของประเทศไทยที่วางหลักเกณฑ์สำคัญไว้ว่า ข้อมูลนั้นจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายก็ต่อเมื่อเจ้าของความลับทางการค้าหรือผู้ควบคุมความลับทางการค้านั้น ได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” เท่านั้น ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลจำนวนมากสามารถส่งต่อ โอนย้าย ได้ในพริบตาเดียว ความเสี่ยงจากการโจรกรรมข้อมูลทางไซเบอร์หรือแม้การรั่วไหลของข้อมูลจากพนักงานภายในนั้นยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย การมีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน
ดังนั้นการเข้าใจเพียงแค่คำนิยามของความลับทางการค้านั้นจึงยังไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีกลยุทธในการบริหารจัดการความลับทางการค้าในเชิงรุก ตั้งแต่การระบุว่าอะไรคือความลับทางการค้า (Identify), การสร้างมาตรการป้องกันทางกายภาย ทางดิจิตอล ทางสัญญา รวมถึงกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร (Protect), ไปจนถึงการรับมือเมื่อเกิดการละเมิดความลับทางการค้าและการวางแผนเพื่อใช้ประโยชน์จากความลับทางการค้าดังกล่าว บทความนี้จะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจเรื่องความลับทางการค้ามากยิ่งขึ้นและวางแนวทางในการจัดการให้ถูกทางเพื่อสร้างมูลค้าให้สูงสุดจากทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง
ความลับทางการค้าคืออะไร ?
“ความลับ” อาจหมายถึงข้อมูลในรูปแบบใดๆที่ไม่อยากให้คนอื่นหรือคนภายนอกรู้ แต่ในทางกฎหมายและในแง่มุมของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญานั้น “ความลับทางการค้า” (Trade Secret) มีนิยามที่เฉพาะเจาะจงที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของความลับทางการค้าหรือข้อมูลนั้นต้องเข้าใจเพื่อจะช่วยให้คุณสามารถแยกแยะทรัพย์สินที่มีค่าและวางกลยุทธ์การคุ้มครองได้อย่างถูกต้อง
ตาม พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3 ของประเทศไทย ได้ให้คำนิยามว่า
“ความลับทางการค้า” หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นต้องมาดูนิยามเพิ่มเติมของคำว่าข้อมูลการค้า ว่าหมายถึงอะไร ?
“ข้อมูลการค้า” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะป่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะจัดทำไว้ในรูปใดๆ และให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธีด้วย
สำหรับคำว่า “มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” เราจะขยายความให้ได้อ่านกันเพิ่มเติมอีกครั้งในบทความนี้
จะเห็นได้ว่านิยามของ ความลับทางการค้า และข้อมูลทางการค้านั้นกว้างและครอบคลุมมาก เพราะฉะนั้นความลับทางการค้าไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ สูตรลับ หรือ เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เท่านั้น แต่ครอบคลุมข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างกว้างมาก เพื่อให้เข้าใจได้โดยงานอาจจะแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ 3 กลุ่มดังนี้
- ข้อมูลทางเทคนิค (Technical Information) เช่น ภาพเขียนผลิตภัณฑ์ต้นแบบ, แบบแผลนทางสถาปัตยกรรม, กระบวนการผลิตหรือกระบวนการในการซ่อมแซมบำรุงรักษา, สูตรการผลิต, ซอร์สโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ผลการทดสอบทางยา ทางเคมีหรือ ทดลองทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม, ชุดข้อมูลสำหรับการประดิษฐ์ หรือข้อมูลที่เป็นเทคนิคเฉพาะทางต่างๆ
- ข้อมูลเชิงพาณิชย์หรือทางธุรกิจ (Commercial or Business Information) เช่น กลยุทธ์ทางการตลาด, รายชื่อคู่ค้า, แหล่งที่มาของวัตถุดิบ, ข้อมูลลูกค้าที่มีรายละเอียดเชิงลึก, โปรไฟล์ของลูกค้า, วิธีในการจัดจำหน่ายหรือแผนการขยายธุรกิจ, โครงสร้างราคา ตลอดจนถึงข้อมูลทางการเงินสำคัญ (ข้อมูลเหล่านี้ต้องไม่ใช่ข้อมูลที่ค้นหาหรือเข้าถึงได้โดยทั่วไป เช่น ต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกหรือผ่านการวิเคราะห์แล้ว เป็นต้น)
- ข้อมูลเชิงลบ (Negative Information)1 คือข้อมูลจากผลลัพธ์ในการทดลองหรือความพยายามในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น การไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ของสารประกอบทางเคมี, การทดลองที่ให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด หรือแม้กระทั่งแคมเปญการตลาดที่ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ หรือความพยายามที่ล้มเหลวในการขยายฐานลูกค้า ข้อมูลเชิงลบเหล่านี้มีคุณค่าในการลดต้นทุนและระยะเวลาให้กับคู่แข่งได้ หากคู่แข่งสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงแนวทางที่ล้มเหลวและไม่ต้องเสียทรัพยากรและเวลาไปกับการทดลองได้ การรักษาข้อมูลเหล่านี้ช่วยรักษาความได้เปรียบในเชิงความเร็วและทรัพยากรให้กับเจ้าของความลับได้
จะเห็นได้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาอย่างความลับทางการค้านั้นครอบคลุมอย่างมากทั้งข้อมูลทางเทคนิค, ข้อมูลเชิงธุรกิจ และข้อมูลเชิงลบซึ่งนอกเหนือจากทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ หากเจ้าของความลับทางการค้าเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ก็จะช่วยให้สามารถคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างความลับทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจได้เป็นอย่างมาก
องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการของความลับทางการค้า
จากนิยามความหมายของความลับทางการค้านั้น แม้ว่านิยามจะกว้างขวางแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกอย่างในบริษัทหรือองค์กรจะเป็นความลับทางการค้าทั้งหมด ในความเป็นจริงความลับทางการค้าจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ตามมาตรา 3 ของ พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งสอดคล้องกับความตกลง TRIPS ( Trad-Related Aspects of Intellectual Property Rights หรือความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า โดยเป็นข้อตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
- “ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป” หรือ ความเป็นความลับ (Secrecy): ข้อมูลนั้นต้องไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป (Not generally known) ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว หรือต้องไม่เป็นสิ่งที่สาธารณชนหรือบุคคลในแวดวงอุตสาหกรรมนั้นๆสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย (Not readily accessible) โดยคำว่าความลับไม่ได้หมายความว่าต้องมีคนๆเดียวในโลกที่รู้เรื่องนึ้ แต่หมายถึงการที่ข้อมูลนั้นถูกจำกัดการเข้าถึงและไม่แพร่หลายในวงกว้าง1 โดยข้อมูลนั้นๆยังคงสถานะเป็นความลับได้โดยไม่เกี่ยวกับจำนวนของผู้เข้าถึงข้อมูลแต่มุ่งเน้นไปที่สถานะในการจำกัดการเข้าถึงเป็นหลัก (ในหนึ่งองค์กรอาจมีคนเข้าถึง 50 คน หรือ 100 คน ก็ยังถือว่าลับอยู่ แต่ต้องมีมาตรการควบคุมการเข้าถึง) และแต่ละฝ่ายทั้งเราหรือคู่แข่งก็ยังสามารถมีความลับทางการค้าที่มีข้อมูลชุดเดียวกันได้ แต่ต่างฝ่ายต่างได้ข้อมูลมาอย่างชอบธรรม
- “ข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์” หรือ มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์อยู่เนื่องจากเป็นความลับ (Commercial Value) ข้อมูลนั้นต้องสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) หรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เจ้าของได้เนื่องจากการที่มันยังถูกเก็บเป็นความลับอยู่ หากคู่แข่งล่วงรู้ข้อมูลนี้จะทำให้มูลค่าของมันลดลงหรือทำให้คู่แข่งได้เปรียบในการแข่งขัน โดยมูลค่าหรือความได้เปรียบนั้นต้องเกิดจากการที่ข้อมูลถูกปิดเป็นความลับเป็นหลักไม่ใช่เกิดจากปัจจัยอื่น ข้อมูลนั้นจึงจะถือว่ามีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยมูลค่าที่เกิดขึ้นจากความลับทางการค้านั้นจะเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงแล้ว หรือเป็นมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ เช่น แผนการตลาดที่กำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เป็นต้น ทั้งนี้มูลค่าเชิงพาณิชย์ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการสร้างรายได้ทางตรงให้แก่เจ้าของข้อมูลเท่านั้นแต่ครอบคลุมถึงมูลค่าทางอ้อม หรือ มูลค่าเชิงยุทธศาสตร์แม้จะไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับเจ้าของความลับทางการค้าในทันทีก็ตาม
- “มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” หรือ มาตรการที่เหมาะสม (Reasonable Measures) ข้อนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งและมักเป็นจุดที่เจ้าของความลับทางการค้าผิดพลาดมากที่สุดและส่งผลให้แพ้คดีในชั้นศาล ตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้าฯ ระบุว่าข้อมูลจะเป็นความลับทางการค้าได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ (ผู้ควบคุมความลับทางการค้า ตามมาตร 3 พ.ร.บ. ความลับทางการค้าฯ หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย) โดยต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้ความพยายามตามสมควร สมเหตุสมผลในการปกป้องข้อมูลนั้นหรือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองได้ใช้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผลภายใต้สถานการณ์นั้นๆเพื่อปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหล เช่น การทำสัญญา NDA (Non-Disclosure Agreement), การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง และการใช้ระบบความปลอดภัยทาง IT เป็นต้น
องค์ประกอบทั้ง 3 ประการของความลับทางการค้านั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะแยกข้อมูลทั้งหมดของธุรกิจและความลับทางการค้าออกจากกัน โดยหาก “ความลับ” ที่ท่านต้องการให้เป็น “ความลับทางการค้า” นั้นขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 3 ข้อนี้ โดยเฉพาะจุดที่ผิดพลาดมากที่สุดอย่างเรื่องมาตรการรักษาความลับที่เหมาะสม (Reasonable Measures) ข้อมูลนั้นจะสูญเสียสภาพการเป็นความลับทางการค้าทันที และเจ้าของความลับทางการค้าจะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการละเมิดได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด โดยมาตรการรักษาความลับที่เหมาะสมนั้นเราจะขยายให้ละเอียดเพิ่มขึ้นในเชิงปฏิบัติอีกครั้งหนึ่งในบทความนี้
ความสำคัญของความลับทางการค้าในเชิงธุรกิจ
ในยุคของเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กรมักไม่ใช่เครื่องจักร อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ (Tangible Assets) แต่คือทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) อย่างทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความลับทางการค้าที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) รวมทั้ง Start up ด้วย การวางกลยุทธ์ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะเรื่องความลับทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในมิติต่าง เช่น
1. การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแบบยั่งยืน ความลับทางการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะในสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ (ให้นึกถึง Coca-Cola หรือ KFC เป็นต้น) และความพิเศษของความลับทางการค้าคือ “ไม่มีวันหมดอายุ” ตราบเท่าที่เจ้าของความลับยังรักษาความลับนั้นไว้ได้ ต่างจากสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรที่มีอายุการคุ้มครองจำกัด (20 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ) และต้องเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับความคุ้มครอง การเลือกใช้ความทางการค้าในการคุ้มครองสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของภาคธุรกิจจึงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับนวัตกรรมที่ยากต่อการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) อีกทั้งการเก็บรักษากระบวนการผลิตหรือข้อมูลที่เป็นความลับไว้ยังช่วยลดโอกาสที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ทันท่วงที ต่างจากสิทธิบัตรที่เมื่อจดทะเบียนแล้วเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งจะต้องทำการประกาศโฆษณา (เผยแพร่ข้อมูลในฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในแต่ละประเทศ) ซึ่งทำให้คู่แข่งสามารถศึกษารายละเอียดและพยายามประดิษฐ์หรือสร้างแนวทางเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้สิทธิ (Design Around) ได้โดยง่าย ทำให้เจ้าของความลับทางการค้าสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและผลกำไรจากสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมหรือข้อมูลนั้นๆได้เป็นระยะเวลานาน
2. ความคล่องตัวและความได้เปรียบเรื่องต้นทุน สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือพึ่งเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือ Startups ซึ่งมีทรัพยากรจำกัด ความลับทางการค้าเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจาก ไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน และไม่มีกระบวนการของรัฐที่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นหรือสิทธิบัตร โดยความคุ้มครองเกิดขึ้นทันทีที่มีการเกิดขึ้นของข้อมูลและมีมาตรการในการรักษาความลับที่เหมาะสมครอบคลุมในแทบทุกประเทศที่มีกฎหมายความลับทางการค้า นอกจากนั้นความลับทางการค้ายังคุ้มครองข้อมูลได้กว้างขวางกว่าสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ครอบคลุมไปถึงข้อมูลที่ไม่สามารถจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองได้หลายประเภท เช่น รายชื่อลูกค้า กลยุทธ์การตลาดหรือกระบวนการและข้อมูลทางธุรกิจ รวมถึงข้อมูลเชิงลบด้วย
3. การเพิ่มมูลค่าให้องค์กรและการดึงดูดเงินทุน การมีพอร์ตโฟลิโอด้านทรัพย์สินทางปัญญารวมไปถึงความลับทางการค้าที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบ ช่วเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทในสายตาของนักลงทุน (VC) หรือสถาบันการเงินได้2 การระบุความสำคัญและประเมินมูลค่าความลับทางการค้าอย่างชัดเจน จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนหรือการควบรวมกิจการ (M&A) รวมทั้งนักลงทุนมักให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีระบบการจัดการความลับทางการค้าที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความสามารถในการปกป้องนวัตกรรมรวมถึงโอกาสในการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว สำหรับในทางการเงินในหลายประเทศความลับทางการค้ายังสามารถใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินผ่านกลไก IP Financing ได้อีกด้วย
4. การขยายโอกาสในการสร้างกระแสรายได้ ข้อมูลความลับทางการค้าไม่ได้ใช้แค่เพียงในการทำกำไรในทางตรงให้กับเจ้าของความลับทางการค้าแต่เพียงเท่านั้น หรือในทางอ้อมเช่นการลดต้นทุนในการแข่งขันหรือการได้ส่วนแบ่งการตลาดที่ชัดเจน แต่ความลับทางการค้าสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสรายได้ (Revenue Stream) ในรูปแบบอื่นๆได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น เช่น
- การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ธุรกิจหรืององค์กรสามารถสร้างรายได้จากการให้ผู้อื่นเช่าใช้ความลับทางการค้า เช่น แฟรนไชส์ที่ให้สูตรลับแก่ผู้รับสิทธิ โดยที่ยังสามารถคงความเป็นเจ้าของสิทธิในความลับทางการค้าดังกล่าวอยู่ได้
- การร่วมทุนและสร้างความร่วมมือ (Joint Ventures & Collaboration) ธุรกิจในปัจจุบันมีแนวโน้มในการแลกเปลี่ยนหรือร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกันผ่านกระบวนการด้านทรัพย์สินทางปัญญามากยิ่งขึ้น การแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนความลับทางการค้าภายใต้มาตรการที่รัดกุม ถือเป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเร่งการเติบโตของธุรกิจ
ความลับทางการค้าและสิทธิบัตรต่างกันอย่างไรสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ?
การตัดสินใจเลือกระหว่างการรักษาความลับทางการค้าหรือการจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรเป็นหนึ่งสิ่งที่เจ้าของผลงานนวัตกรรมจำเป็นต้องมีความเข้าใจมากที่สุด การเลือกความคุ้มครองผิดประเภทหรือขาดความรัดกุมอาจนำไปสู่การสูญเสียการคุ้มครองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิทธิบัตรมอบสิทธิในการประดิษฐ์ที่แข็งแกร่งให้กับเจ้าของสิทธิบัตร แต่มีข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์เหล่านั้นต่อสาธารณชนและมีความคุ้มครองจำกัด ในทางตรงกันข้ามความลับทางการค้าให้การคุ้มครองที่ยืดหยุ่นและยาวนานกว่า แต่มีความเปราะบางสูงหากคู่แข่งสามารถทำวิศวกรรมย้อนกลับได้จนสำเร็จ เจ้าของผลงานวัตกรรมจึงจำเป็นต้องเลือกการคุ้มครองที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบังคับใช้สิทธิหรือการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
มิติในการเปรียบเทียบ | สิทธิบัตร, อนุสิทธิบัตร (Patent, Petty Patent) | ความลับทางการค้า (Trade Secret) |
ระยะเวลาในการคุ้มครอง | อายุความคุ้มครองจำกัด สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 20 ปี อนุสิทธิบัตร สูงสุด 10 ปี เมื่อสิ้นอายุตกเป็นของสาธารณชน (Public Domain) | ไม่มีการจำกัดอายุการคุ้มครอง คุ้มครองตราบเท่าที่ยังเป็นความลับ |
ต้นทุนในการขอรับความคุ้มครอง | มีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและค่าธรรมเนียมต่ออายุรายปี มีค่าธรรมเนียมและค่าบริการด้านวิชาชีพเพิ่มเติมกรณีดำเนินการในแต่ละประเทศ | ไม่มีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน แต่มีต้นทุนในการบริหารจัดการภายในองค์กร |
การเปิดเผยต่อสาธารณชน | ต้องเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์และข้อมูลของการประดิษฐ์ต่อสาธารณชนตามกฎหมาย ในขั้นตอนการประกาศโฆษณา (Publication) โดยมากเป็นการแสดงข้อมูลในฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศที่ดำเนินการจดทะเบียน | ต้องเป็นความลับและไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน |
ขอบเขตการคุ้มครอง | คุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบและเด็ดขาด เฉพาะการประดิษฐ์ที่มีความใหม่และ/หรือขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น | คุ้มครองเฉพาะข้อมูลที่ได้มาโดยชอบธรรม เป็นความลับ มีมูลค่าและมีมาตรการจัดการความลับที่เหมาะสม ขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมข้อมูลทางเทคนิค, ทางธุรกิจ และข้อมูลเชิงลบ |
การป้องกันการวิศวกรรมย้อนกลับ | คุ้มครองเต็มรูปแบบ ห้ามผู้อื่นทำซ้ำแม้จะมีความสามารถในการทำวิศวกรรมย้อนกลับ | ไม่คุ้มครอง หากผู้อื่นสามารถได้ความลับนั้นมาโดยสุจริต |
ความเสี่ยง | เมื่อการประดิษฐ์ดังกล่าวหมดอายุ การประดิษฐ์ดังกล่าวจะตกเป็นของสาธารณชน และเมื่อเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้คู่แข่งสามารถทำการประดิษฐ์เพื่อหลบเลี่ยง (Design around) หรือทำการบล็อกการวิจัยพัฒนาต่อยอดในอนาคตได้ | ความลับอาจสูญสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าในกรณีที่ข้อมูลมีการรั่วไหล หรือมีมาตรการในการจัดการที่ไม่เหมาะสม และผู้อื่นสามารถทำวิศวกรรมย้อนกลับหรือทำสิ่งเดียวกันได้หากได้ข้อมูลมาโดยสุจริต |
เพราะฉะนั้นการประดิษฐ์หรือนวัตกรรมที่เหมาะสำหรับการคุ้มครองความลับทางการค้าควรเป็นนวัตกรรมที่ มองไม่เห็นจากภายนอก เช่น กระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ สูตรอาหาร อัลกอริทึมที่ใช้งานในเซิร์ฟเวอร์หลังบ้าน และต้องยากต่อการแกะรอยหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับ หากงานดังกล่าวเห็นได้โดยง่ายสามารถทำวิศวกรรมย้อนกลับได้ง่ายควรได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตร รวมทั้งต้องพิจารณาถึงวงจรชีวิตของนวัตกรรมหรือการประดิษฐ์นั้นว่ามีวงจรชีวิตในเชิงเศรษฐกิจยาวนานหรือไม่ หากเป็นส่วนหลักของธุรกิจและมีวงจรชีวิตที่ยาวนานการเลือกคุ้มครองด้วยความลับทางการค้านั้นอาจเหมาะสมมากกว่า
แต่ทำไมต้องเลือกทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น !!! ในความเป็นจริงในหนึ่งการประดิษฐ์ เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้นอาจประกอบด้วยทรัพย์สินทางปัญญาได้หลายประเภท เพราะฉะนั้นการเลือกใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างความลับทางการค้าและสิทธิบัตร (Hybrid Strategy) รวมทั้งการใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าร่วมด้วย ก็จะยิ่งสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสามารถปิดช่องโหว่และเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับนวัตกรรมของตนเองได้ในทุกช่วงวงจรธุรกิจ
มาตรการบริหารจัดการความลับทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจ
การจัดการความลับทางการค้าไม่ใช่แค่การแค่บอกคนอื่นว่าข้อมูลนี้คือความลับทางการค้าหรือแค่การทำสัญญาไม่กี่ฉบับ การจัดการความลับทางการค้าควรมีการทำดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยควรมีระบบการบริหารจัดการความลับทางการค้า หรือระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้ การมีแต่ข้อมูลและจัดการแบบตามมีตามเกิดนั้นถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง อย่างในกรณีของชั้นศาลของประเทศไทยนั้น คำว่า “มาตรการที่เหมาะสม” จะถูกพิจารณาในหลายแง่มุมและจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ทั้งจากลักษณะของข้อมูล ขนาดของธุรกิจ มูลค่าของข้อมูล รวมทั้งความยากง่ายในการเข้าถึงด้วย โดยความลับทางการค้ามักรั่วไหลผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ จากพนักงานปัจจุบันและอดีตพนักงาน, พันธมิตรทางธุรกิจหรือคู่ค้า, และการโจรกรรมทางไซเบอร์3 ภาคธุรกิจหรือองค์กรจึงควรมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อระบุว่าใครมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลใดและข้อมูลเหล่านั้นมีการจัดเก็บและดูแลรักษาอย่างไร เพื่อป้องกันการรั่วไหลและสร้างการจัดการที่เป็นระบบให้เพียงพอและเหมาะสม
โดยสิ่งแรกที่ควรทำในองค์กรคือ การรวบรวมและจัดทำรายการข้อมูลขององค์กร และ การกำหนดระดับความสำคัญของข้อมูล ภายในองค์กร เช่น ข้อมูลลับสุดยอด (Top Secret), ข้อมูลลับ (Confidential), ข้อมูลสำหรับใช้ภายใน (Internal) และข้อมูลสาธารณะ (Public) สิ่ง IDG ได้เคยกล่าวถึงไปแล้วในบทความ “4 ขั้นตอนรักษาความลับทางการค้าให้ได้ผลทางกฎหมาย” (https://idgthailand.com/4-ขั้นตอนรักษาความลับ/) สำหรับการสร้างมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการความลับทางการค้า องค์ควรพิจารณาและกำหนดมาตรการที่จำเป็นใน 4 ด้าน เป็นหลัก ได้แก่
1 มาตรการทางสัญญา
สัญญานับเป็นขั้นแรกของการสร้างพันธะผูกพันและเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการรักษาความลับ โดยอย่างน้อยเจ้าของความลับควรมี ได้แก่
1.1 สัญญาปกปิดความลับ (Non-Disclosure Agreement หรือ NDA) โดยการจัดทำ NDA ไม่ใช่แค่การดาวน์โหลดแบบฟอร์มมาตรฐานมาใช้งาน แต่ควรมีการออกแบบสัญญาและข้อตกลงที่รัดกุมและสอดคล้องกับข้อมูลความลับและธุรกิจเพื่อป้องกันช่องโหว่ของการรั่วไหลของข้อมูล และ NDA ควรครอบคลุมหรือมีบริบทที่เหมาะสมกับคู่สัญญาทุกกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลความลับทางการค้าได้ โดยอย่างน้อยควรมีการบังคับใช้กับ 2 กลุ่มหลักๆคือ กลุ่มแรกคือพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานในตำแหน่งสำคัญที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและควรต้องระบุให้ชัดเจนว่าพนักงานมีหน้าที่ในการรักษาความลับนี้พร้อมกำกับระยะเวลาและความต่อเนื่องในการบังคับใช้แม้ว่าพนักงานจะพ้นสภาพการจ้างงานไปแล้วก็ตาม กลุ่มที่สองคือบุคคลภายนอกหรือ Third Parties ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์, พันธมิตรทางธุรกิจ, ที่ปรึกษา, ผู้รับจ้าง โดยควรเซ็นสัญญาก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลความลับใดๆให้แก่บุคคลภายนอกเสมอ โดยอย่างน้อย NDA ควรมีองค์ประกอบ ดังนี้
- คำนิยามของ “ข้อมูลความลับ” (Definition) โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อมูลประเภทใดบ้างที่ถือเป็นความลับ โดยต้องไม่กว้างเกินไปจนทำให้ไม่สามารถบังคับใช้สัญญาได้จริงและไม่แคบเกินไปจำทำให้ไม่ครอบคลุมข้อมูลความลับนั้น
- ขอบเขตการใช้งาน (Permitted Use) โดยต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ของการให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าผู้รับข้อมูลสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่ออะไรได้บ้าง และห้ามนำไปใช้ในการใดบ้างเช่นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ต่อคู่แข่งรายอื่น
- ข้อยกเว้น (Exceptions) ควรระบุถึงข้อมูลที่ไม่ถือเป็นความลับ เช่น ข้อมูลที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอยุ่แล้วหรือข้อมูลที่ผู้รับได้รับจากแหล่งที่มาของข้อมูลอื่นๆ
- ระยะเวลาการคุ้มครอง (Duration) โดยควรมีข้อผูกพันในการรักษาความลับให้มีผลต่อไปตราบเท่าที่ข้อมูลนั้นยังเป็นความลับทางการค้าอยู่ หรืออากำหนดระยะเวลาที่สมเหตุสมผล
- การจัดการเมื่อสิ้นสุดสัญญา คือการระบุข้อกำหนดให้ผู้รับข้อมูลส่งคืนข้อมูลหรือทำลายเอกสารหรือข้อมูลลับทั้งหมดเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจหรือข้อกำหนดการใช้งานแล้ว พร้อมทั้งให้มีการแจ้งหรือยืนยันการทำลายข้อมูลนั้น
1.2 สัญญาจ้างงาน พนักงานที่เป็นจุดอ่อนสำคัญในการรักษาความลับทางการค้าซึ่งอาจเกิดได้ทั้งความตั้งในหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การวางมาตรการสำหรับสัญญาการจ้างงานที่รัดกุมจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่แค่การลงโทษ แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสดงเจตนาในการรักษาความลับ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในทางกฎหมายที่จะทำให้ข้อมูลนั้นได้รับความคุ้มครอง โดยในสัญญาจ้างอย่างน้อยควรมี
- ข้อตกลงรักษาความลับ (Confidentiality Clause, Non-Disclosure Clause) โดยต้องระบุหน้าที่ของลูกจ้างในการไม่เปิดเผยข้อมูลความลับทั้งในระหว่างการจ้างงานและหลังจากพ้นสภาพการจ้างงานไปแล้ว และควรมีความชัดเจนโดยควรระบุถึงนิยามของข้อมูลความลับให้ครอบคลุมข้อมูลความลับ โดยไม่กว้างจนเกิดไป
- ข้อตกลงเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผลงาน ควรต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินทางปัญญาหรือความลับทางการค้าใดๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วหรือที่พนักงานได้ทำขึ้นใหม่รวมทั้งต่อยอดจากของเดิมในระห่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นสิทธิของนายจ้างทันที
- ข้อตกลงในการห้ามประกอบอาชีพแข่งขัน (Non-Compete Clauses) เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานนำความรู้และฐานลูกค้า หรือความลับทางการค้าใดๆของบริษัทหรืององค์กรไปใช้กับคู่แข่งในช่วงระยะเวลาหนึ่งลาออก หรือประกอบกิจกรรมที่แข่งขันกับนายจ้างในในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยข้อนี้ต้องมีความระมัดระวังในการจำกัดสิทธิซึ่งต้องเป็นการจำกัดที่เป็นธรรมและพอสมควรเท่านั้น โดยพิจารณาจากขอบเขตพื้นที่ในการห้าม ระยะเวลาในการห้าม ลักษณะงานที่ห้าม หากมีการจำกัดสิทธิเกินความจำเป้น ศาลอาจมองว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและเพิกถอนข้อสัญญานั้นได้
สำหรับสัญญาปกปิดความลับหรือ NDA, สัญญาจ้างงาน, สัญญาห้ามประกอบอาชีพแข่งขัน สามารถจัดทำอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกันก็ได้หรือจะแยกออกจากกันเพื่อความชัดเจน และเป็นการเน้นย้ำเจตนาในการรักษาข้อมูลความลับก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบททางธุรกิจและแนวทางในการบริหารจัดการความลับทางการค้าหรือบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของแต่ละธุรกิจ
2 มาตรการทางกายภาพ
สำหรับการคุ้มครองความลับทางการค้านั้นการใช้แค่เพียงสัญญานั้นไม่อาจยังไม่เพียงพอตามกฎหมาย และในทางปฏิบัติแค่เพียงสัญญาที่เป็นเอกสารไม่กี่แผ่นนั้นอาจไม่สามารถป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้จริง การมีมาตรการทางกายภาพถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนที่สุดในการพิสูจน์ว่าเจ้าของข้อมูลมีเจตนาและได้ใช้ มาตรการที่เหมาะสม ในการรักษาความลับ แน่นอนว่าหากเจ้าของความลับปล่อยปละละเลยให้ข้อมูลวางอยู่อย่างเปิดเผย ใครก็เข้าถึงได้ ข้อมูลนั้นอาจถือได้ว่าสูญเสียสิทธิในการคุ้มครองเป็นความลับทางการค้าในทันที เพราะฉะนั้นเจ้าของความลับทางการค้าควรมีมาตรการในการป้องกันทางกายภาพที่สำคัญที่ควรนำไปปรับใช้เช่น
2.1 การจำกัดและควบคุมการเข้าถึง (Access control) สิ่งสำคัญของการรักษาความลับทางการค้า คือการจำกัดวงของผู้ที่เข้าถึงข้อมูลตามหลักการให้ “รู้เท่าที่จำเป็น” โดยไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนว่าเข้าถึงได้มากหรือน้อยแต่ต้องจำกัดและควบคุมการเข้าถึงความลับทางการค้าดังกล่าว โดยเจ้าของความลับควรมีการแบ่งโซนพื้นที่ โดยข้อมูลลับควรถูกเก็บในห้องที่มีการล็อกที่แน่นหนา มีการแยกหรือจำกัดพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ห้อง R&D, สถานที่เก็บผลิตภัณฑ์ต้นแบบ, ห้องเซิร์ฟเวอร์, สายการผลิตที่มีสูตรลับ ออกจากพื้นที่ทั่วไปที่บุคคลภายนอกเข้าถึงได้โดยง่าย หรือมีการแบ่งโซนที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าถึงได้ตามระดับตำแหน่งหรือความสำคัญของบุคคลกับระดับความลับของข้อมูล และควรมีการบริหารจัดการบุคคลภายนอกและผู้มาติดต่อด้วยทั้งเรื่องระบบลงทะเบียนและแลกบัตร การควบคุมการเดินโดยไม่ปล่อยให้บุคคลภายนอกเดินโดยลำพังหรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง โดยอาจมีพนักงานประกบตลอดเวลา เป็นต้น
รวมทั้งพื้นที่ที่มีการเก็บหรือมีข้อมูลความลับทางการค้าควรมีระบบล็อกที่แน่นหนา ปิดล็อคอยู่เสมอ และควรใช้ระบบในการยืนยันตัวตนในการเข้าถึงพื้นที่นั้น เช่นการใช้ระบบสแกนบัตรพนักงาน, การสแกนลายนิ้วมือ, การใส่รหัสผ่าน เพื่อให้มีการคัดกรองให้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้และยังสามารถตรวจสอบบันทึกย้อนหลังว่าใครเข้า-ออก ในเวลาใดได้บ้างอีกด้วย
2.2 การแสดงสัญลักษณ์ข้อมูลความลับ (Marking & Labeling) การจัดเก็บข้อมูลความลับทางการค้านั้นขั้นแรกที่ควรทำคือการแบ่งระดับชั้นข้อมูล ดังเช่น ข้อมูลลับสุดยอด (Top Secret), ข้อมูลลับ (Confidential), ข้อมูลสำหรับใช้ภายใน (Internal) และข้อมูลสาธารณะ (Public) ในส่วนของข้อมูลลับสุดยอดหรือข้อมูลลับสิ่งสำคัญคือควรมีการประทับตราหรือระบุข้อความที่ชัดเจนบนเอกสารหรือไฟล์ทุกฉบับ เช่น “ความลับ (Confidential), ความลับทางการค้า (Trade Secret), ลับสุดยอด (Top Secret) เป็นต้น เพื่อเป็นการเตือนสติให้กับผู้ที่เข้าถึงเอกสารหรือไฟล์นั้นว่าข้อมูลดังกล่าวถูกจัดการมีการแบ่งชั้นความลับและมีเจตนาที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลใด และใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายว่าข้อมูลนี้ถูกจำกัดการเปิดเผยอีกด้วย
การทำสัญลักษณ์ (Marking & Labeling) นี้ควรมีการใช้ควบคู่กับระเบียบหรือวัฒนธรรมขององค์กรด้วย ว่าเอกสารหรือไฟล์ดังกล่าวไม่ควรถูกวางทิ้งไว้เฉยๆบนโต๊ะทำงาน หรือนำออกไปได้โดยง่าย เมื่อใช้เอกสารเรียบร้อยแล้วควรมีเก็บให้มิดชิดเรียบร้อยตามมาตรการของบริษัท นอกจากการทำสัญลักษณ์ไว้บนเอกสารแล้ว การทำสัญลักษณ์บ่งบอกเรื่องความลับทางการค้าหรือการแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลนี้ในพื้นที่ทำงานที่สำคัญก็ควรมีการดำเนินการควบคู่กันไป เช่น การแสดงสัญลักษณ์ห้ามบันทึกภาพ บันทึกเสียง บันทึกวิดีโอ หรือการให้ฝากโทรศัพท์มือถือในพื้นที่หวงห้าม เป็นต้น
2.3 การจัดเก็บข้อมูลและเอกสารความลับ (Storage) เอกสารที่เป็นข้อมูลความลับ ไม่ว่าจะเป็น เอกสารสูตรการผลิต ฐานข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการทดลอง ควรถูกจัดเก็บให้มิดชิด เช่นตู้นิรภัย ตู้เซฟ หรือลิ้นชักที่มีการล็อคกุญแจเสมอเมื่อได้ได้มีการใช้งาน รวมทั้งการเก็บเอกสารข้อมูลดังกล่าว กรณีที่มีการเข้าถึงข้อมูลควรมีการจัดทำบันทึกหรือระบบในการลงชื่อเพื่อขอใช้หรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งทำการบันทึกเมื่อมีการส่งมอบข้อมูลเอกสารดังกล่าวกลับคือ เพื่อให้มีบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกของข้อมูล อีกส่วนที่สำคัญคือการทำลายเอกสาร เอกสารที่เป็นความลับเมื่อเลิกใช้งานแล้ว ต้องมีกระบวนการทำลายเอกสารที่ได้มาตรฐาน เช่น การใช้เครื่องย่อยกระดาษ หรือวิธีการอื่นๆที่มีขั้นตอนและมีมาตรฐาน เพื่อป้องกันการกู้คืนข้อมูลในรูปแบบของเอกสารได้
2.4 การดูแลความปลอดภัยของความลับ เจ้าของข้อมูลความลับควรมีการติดตังกล้องวงจรปิดในจุดที่มีการเก็บข้อมูลความลับที่สำคัญ เช่น ห้องเก็บเอกสาร, ห้อง server, บริเวณเครื่องจักร, สายการผลิตหรือที่จัดเก็บผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องปรามการละเมิดความลับทางการค้า และใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่การมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสำหรับดูแลในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อป้องกันการบุกรุกหรือโจรกรรมข้อมูลที่สำคัญได้เช่นกัน
3 มาตรการทางดิจิทัล
ในยุคปัจจุบันข้อมูลมหาศาลไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเอกสารแต่เพียงอย่างเดียว บางองค์กรมีการปรับตัวและเลิกใช้เอกสารด้วยซ้ำ แต่ข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลนั้นถือเป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องมีการบริหารจัดการเนื่องจากข้อมูลเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้าย ถ่ายโอน คัดลอกได้อย่างรวดเร็ว สามารถส่งต่อแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆได้โดยง่าย และสามารถจัดเก็บข้อมูลมหาศาลไว้ได้ในอุปกรณ์ขนาดเล็กและลักลอบนำออกไปได้โดยง่าย พร้อมทั้งภัยคุกคามทางไซเบอร์และการโจรกรรมข้อมูลจากภายนอกยังถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญอีกด้วย เจ้าของความลับจึงควรมีการบริหารจัดการข้อมูลความลับทางการค้าในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นระบบ ดังนี้
3.1 การควบคุมการเข้าถึง (Access Control) หนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการความลับทางการค้าคือการให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น การจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลทางดิจิทัลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การใช้ Password โดยทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อการจัดการข้อมูลความลับในรูปแบบดิจิทัล องค์กรควรพิจารณาให้มีขั้นตอนหรือระบบในการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication, MFA) ในการเข้าถึงเครือข่ายหรือข้อมูลที่สำคัญ เพื่อป้องกันกรณีที่รหัสผ่านมีการหลุดออกไปดังเช่นการที่พนักงานแปะรหัสผ่านต่างๆไว้บนโต๊ะทำงานหรือคอมพิวเตอร์เฉยๆ รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูลหรือไฟล์ดิจิทัลต่างๆควรมีการแบ่งระดับของข้อมูล (Tiered System) และระดับการเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ (Role-based access) เพื่อให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้นและพนักงานทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับสูงขององค์กรได้ และทุกไฟล์ข้อมูลสำคัญควรมีการระบุชัดเจนถึงระดับความลับของข้อมูล เช่น ลายน้ำหรือข้อความ “CONFIDENTIAL” เพื่อเป็นการเตือนและสร้างความตระหนักถึงให้กับผู้ที่เข้าถึงข้อมูลด้วย
3.2 การรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายและข้อมูล ข้อมูลในรูปแบบของไฟล์หรือดิจิทัลควรต้องปลอดภัยทั้งในขณะที่จัดเก็บหรือในขณะมีการเคลื่อนย้ายหรือรับส่ง โดยข้อมูลความลับทางการค้าควรถูกเข้ารหัส (Encryption) เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการส่งผ่านอินเตอร์เน็ตหรือเก็บไว้ในอุปกรณ์พกพาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญไม่ให้เข้าถึงได้โดยง่าย และหากให้ดีอาจใช้การเข้ารหัสในระดับเดียวกับมาตรฐานสากล เช่น AES-256 เป็นต้น รวมทั้งต้องมีการป้องกันระบบและเครือข่ายเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญโดยการติดตั้งและอัพเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส, มัลแวร์, และไฟร์วอลล์ให้มีเป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่ความลับมีความอ่อนไหวสูงอาจจะต้องพิจารณาในการควบคุมหรือปิดการเข้าถึงข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก โดยการปิดพอร์ต USB ต่างๆที่ไม่จำเป็น จำกัดการใช้งานหรือการโอนถ่ายข้อมูลผ่าน External Hard Drive เพื่อป้องกันการนำข้อมูลออกไปภายนอกโดยไม่จำเป็นรวมถึงการควบคุมการเชื่อมต่อการใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะหรือเครือข่ายภายนอกบริษัท
3.3 การติดตามและตรวจสอบข้อมูลทางดิจิทัล เจ้าของความลับทางการค้าควรมีระบบที่ดีในการจัดการข้อมูลของบริษัท โดยควรระบุได้ว่ามี ใคร ทำอะไร และเมื่อไหร่ กับข้อมูลความลับขององค์กร เพราะฉะนั้นควรมีระบบในการบันทึกประวัติ (Event Logs) ในการบันทึกประวัติการใช้งานไฟล์หรือข้อมูลต่างๆโดยละเอียด มีการระบุ วันที่ เวลาและตัวบุคคลที่เข้าถึง นำออก หรือแก้ไขข้อมูลได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งควรมีระบบที่ตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ในการป้องกันข้อมูลรั่วไหล และเฝ้าระวังพฤติกรรมต่างๆที่มีความเสี่ยงดังเช่น การเคลื่อนย้ายข้อมูลจำนวนมากผิดปกติ, การส่งอีเมลหาคู่แข่งหรือคู่ค้า, การส่งข้อมูลไปยังอีเมลส่วนตัวหรือที่จัดเก็บข้อมูลส่วนตัวหรือ Cloud ส่วนตัว เป็นต้น โดยเฉพาะกับพนักงานที่กำลังจะลาออกหรือมีแนวโน้มที่จะกระทำการอันไม่เป็นผลดีต่อองค์กร
3.4 การจัดการอุปกรณ์และการทำงานระยะไกล แม้ว่าการทำงานแบบ Work form home หรือ แบบ Hybrid จะได้รับความนิยมแต่การทำงานในรูปแบบดังกล่าวถือเป็นอีกจุดเปราะบางและเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ข้อมูลความลับทางการค้ารั่วไหลได้เช่นกัน เจ้าของความลับทางการค้าควรมีการควบคุมไม่ให้มีการใช้ Cloud หรือการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรในแบบส่วนตัวซึ่งองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ และอาจทำให้ข้อมูลนั้นสูญเสียความเป็นความลับทางกฎหมายได้ในทางกฎหมาย องค์กรอาจต้องออกแบบการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบหรือออกแบบให้พนักงานต้องทำงานบนระบบของบริษัทเท่านั้นถ้างานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อมูลความลับทางการค้า รวมทั้งควรมีการติดตั้งระบบที่สามารถทำการสั่งการเพื่อลบข้อมูลของบริษัทออกจากอุปกรณ์ของพนักงานทางไกลได้ทันที ในกรณีที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแล็ปท๊อปสูญหาย อยู่ในความเสี่ยง หรือพนักงานลาออกกะทันหัน เป็นต้น
3.5 การทำลายข้อมูล การลบข้อมูลก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ การลบไฟล์หรือ Format แบบทั่วไปอาจไม่เพียงพอในบางกรณีข้อมูลที่มีการลบหรือ Format แล้วก็ยังสามารถเข้าถึงได้ผ่านกระบวนการในการกู้คืนข้อมูล เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเลิกใช้อุปกรณ์ใดๆ ที่ใช้ในการจัดเก็บความลับทางการค้า ต้องมีการใช้ซอฟต์แวร์ในการทำลายข้อมูลเพื่อลบข้อมูลออกอย่างถาวร หรือทำลายตัวอุปกรณ์นั้นด้วยวิธีที่ได้มาตรฐาน เช่น การใช้สนามแม่เหล็กแรงสูงทำลายโครงสร้างแม่เหล็กของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Degaussing) หรือการย่อยทำลาย (Shredding) เพื่อเจาะทำลายจานข้อมูลให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่สามารถกู้คืนข้อมูลดังกล่าวได้
6.4 มาตรการจัดการทรัพยากรบุคคล
ตามที่ได้กล่าวไปตอนต้นความเสี่ยงใหญ่ของการรั่วไหลของข้อมูลมักเกิดจากพนักงานในองค์กรซึ่งพนักงานอาจจะเปิดเผยข้อมูลความลับดังกล่าวโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการจงใจนำข้อมูลไปขายให้กับคู่แข่งหรือใช้ประกอบธุรกิจส่วนตัวหลังลาออก เจ้าของความลับทางการค้าจึงควรสร้างมาตรการที่ครอบคลุมตลอดวงจรของการจ้างงานตั้งแต่การสรรหาและการจ้างงาน, การสร้างความตระหนักรู้ระหว่างการทำงาน, และกระบวนการเมื่อพนักงานลาออก
6.4.1 การสรรหาและการจ้างงาน ในขั้นตอนการจ้างงาน องค์กรไม่ควรแค่แจ้งเรื่องของกฎระเบียบและสวัสดิการแต่ต้องมีการแจ้งให้ผู้สมัครทราบและเข้าใจถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องมาตรการในการจัดการความลับทางการค้า โดยควรต้องมีการระบุนิยามความลับทางการค้าที่ชัดเจนเพื่อระบุว่าข้อมูลใดถือเป็นทรัพย์สินของบริษัท และพนักงานควรมีหน้าที่ในการไม่เปิดเผยข้อมุลความลับนั้นและปฏิบัติตามมาตรการของบริษัททั้งในระหว่างการจ้างงานและหลังจากพ้นสภาพการจ้างงานไปแล้ว นอกจากนี้ควรมีสัญญาที่เกี่ยวข้องครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) หรือสำหรับพนักงานในบางสายงานหรือบางระดับที่เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญคววรแจ้งหรือทำข้อตกลงห้ามแข่งขัน (Non-Compete Agreement) ซึ่งต้องมีความเป็นธรรมและเหมาะสมตามกฎหมายซึ่งจัดทำร่วมกับสัญญาจ้างงานหรือแยกสัญญาออกจากกันก็ได้เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเน้นย้ำความสำคัญของข้อมูลความลับ พร้อมทั้งควรมีความชัดเจนเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากการจ้างงานว่าเป็นสิทธิของนายจ้างหรือองค์กรอีกด้วย
นอกจากสัญญาและการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความลับทางการค้าแล้ว สิ่งที่องค์กรอาจคาดไม่ถึงคือนอกจากจะต้องระวังไม่ให้ข้อมูลความลับขององค์กรรั่วไหวแล้ว องค์กรต้องป้องกันการปนเปื้อน (Contamination) หรือการนำเข้าข้อมูลความลับทางการค้าขององค์กรอื่นซึ่งอาจมาพร้อมกับพนักงานใหม่เข้ามาในองค์กรด้วย องค์กรควรให้ความสำคัญในการตัดกรองบุคคลที่เข้ามาทำงาน และควรแจ้งหรือให้มีพนักงานใหม่มีการรับรองว่าจะไม่มีการนำข้อมูลความลับของบุคคลหรือองค์กรอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์กับองค์กรด้วยซึ่งอาจทำให้องค์กรถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีได้ ทั้งนี้อาจจะต้องควบคู่ไปกับการเน้นย้ำเรื่องหลักปฏิบัติด้านจริยธรรมขององค์กร (code of conduct) ด้วยก็ได้
6.4.2 การสร้างความตระหนักรู้ระหว่างการทำงาน ความแข็งแรงเรื่องมาตรการรักษาความลับทางการค้าที่แท้จริง ควรต้องเริ่มสร้างและให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในองค์กรเป็นอันดับแรกๆ โดยเรื่องความลับทางการค้าควรเป็นเรื่องที่ทุกคนควรมีความตระหนักรู้และเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญและองค์กรผู้เป็นเจ้าของความลับทางการค้านั้นเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ องค์กรควรมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความลับทางการค้าของบริษัท มีการจัดอบรมหรือทบทวนมาตรการที่เกี่ยวข้องเป็นระยะเพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าข้อมูลใดบ้างที่ถือเป็นความลับและมีขั้นตอนปฏิบัติอย่างไรในการเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อป้องกันการทำให้ความลับรั่วไหลโดยไม่เจตนา รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญและเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและจริยธรรมในการดำเนินงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็นคนที่รักษาความลับนั้นด้วยตนเอง รวมไปถึงกันช่วยสอดส่องดูแลเมื่อเกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกิดขึ้นในองค์กรอีกด้วย
6.4.3 กระบวนการเมื่อพนักงานลาออก เมื่อพนักงานลาออก เจ้าของความลับทางการค้าควรมีมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งการสัมภาษณ์ก่อนลาออก (Exit Interview) เพื่อย้ำเตือนถึงภาระหน้าที่ในการรักษาความลับทางการค้าแม้จะพ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้วและควรมีการเซ็นรับทราบในภาระผูกพันดังกล่าว และต้องมีข้อกำหนดในการเรียกคืนทรัพย์สินและข้อมูลเพื่อให้พนักงานส่งคืนอุปกรณ์เก็บข้อมูล เอกสาร ไฟล์ดิจิทัล รหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด โดยควรมีการเซ็นรับทราบและรับรองว่าได้ส่งมอบหรือทำลายข้อมูลทั้งหมดแล้ว และบางกรณีอาจต้องมีการตรวจสอบประวัติในการดาวน์โหลดหรือโอนย้ายข้อมูลในช่วงเวลาก่อนการลาออกเพื่อป้องกันการเอาข้อมูลออกไปจากงองค์กร ทั้งนี้บางองค์กรมีการออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการเพื่อระบุถึงข้อมูลความลับที่บุคคลนั้นเคยเข้าถึงและเตือนถึงผลทางกฎหมายหากมีการละเมิดเกิดขึ้น
Checklist สำหรับบริหารจัดการความลับทางการค้าสำหรับภาคธุรกิจ
เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการความลับทางการค้าที่เป็นระบบ IDG เลยจัดทำ Checklist อย่างง่ายเพื่อให้เจ้าของความลับทางการค้าสามารถนำ Checklist นี้ไปตรวจสอบความแข็งแรงของมาตรการที่เหมาะสมของตนเองในการจัดเก็บความลับทางการค้าและประยุกต์ใช้กับตนเองได้
Checklist ดังนี้
ประเมินความพร้อมและความแข็งแรงในการบริหารจัดการความลับทางการค้า
1.การระบุและจำแนกข้อมูล (Identification & Classification)
o มีการจัดทะเบียนของข้อมูล (Inventory) มีบัญชีรายการข้อมูลความลับที่ระบุรายละเอียด ผู้รับผิดชอบ และวันที่จัดทำ อย่างเป็นระบบแล้วหรือไม่?
o มีการระบุ “ข้อมูลความลับ” ของธุรกิจของคุณอย่างชัดเจนว่าอะไรคือความลับทางการค้า เช่น สูตรการผลิต, ฐานข้อมูลลูกค้าเชิงลึกแล้วหรือไม่?
o มีการแบ่งชั้นระดับความลับของข้อมูล (Public, Internal, Confidential, Restricted) อย่างชัดเจนเพื่อกำหนดสิทธิการเข้าถึงที่แตกต่างกันหรือไม่?
o มีการตรวจสอบว่าข้อมูลความลับนั้นเป็นความลับจริง และไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยอยู่แล้วหรือเข้าถึงได้ง่ายโดยทั่วไปอยู่แล้วหรือไม่?
o มีการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล มูลค่าและความเสี่ยงของข้อมูลแต่ละรายการเพื่อวางมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่?
2.มาตรการทางกายภาย
o มีการจำกัดและควบคุมพื้นที่อ่อนไหวต่อการรั่วไหลของความลับทางการค้าออกจากพื้นที่ทั่วไปและ บุคคลภายนอกห้ามเข้าถึงแล้วหรือไม่?
o มีการบริหารจัดการบุคคลภายนอกและผู้มาติดต่ออย่างเป็นระบบ เช่น การแลกบัตร ลงทะเบียน หรือห้ามเดินในบริษัทโดยลำพังแล้วหรือไม่?
o มีการเก็บข้อมูลความลับที่แน่นหน้า มีระบบในการยืนยันตัวตน เช่นการสแกนบัตร ลายนิ้วมือ หรือรหัสผ่านในการเข้าถึงพื้นที่หรือข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบหรือไม่?
o มีการแสดงสัญลักษณ์ ประทับตราหรือลายน้ำบนเอกสาร เช่น “CONFIDENTIAL” หรือ “ความลับทางการค้า” ไว้อย่างชัดเจนสำหรับเอกสารที่เป็นความลับแล้วหรือไม่?
o มีการแสดงสัญลักษณ์หรือป้ายในพื้นที่สำคัญ เช่น การห้ามบันทึกภาพ วิดีโอ หรือเสียงเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลแล้วหรือไม่?
o พนักงานของท่านจัดเก็บเอกสารหรือข้อมูลความลับอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่วางทิ้งไว้ให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ง่ายแล้วหรือไม่?
o มีกระบวนการในการทำลายเอกสารหรือข้อมูลความลับ เช่น การใช้เครื่องย่อยกระดาษ หรือวีธีการที่ได้มาตรฐานแล้วหรือไม่?
o มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลความลับแล้วหรือไม่?
3.มาตรการทางดิจิทัล
o มีระบบในการยืนยันตัวตนที่รัดกุมหรือหลายขั้นตอนในการเข้าถึงเครือข่ายที่สำคัญหรือข้อมูลความลับหรือไม่?
o มีการแบ่งระดับของข้อมูลและจำกัดสิทธิของพนักงานให้เข้าถึงข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อบทบาทหน้าที่ของตนแล้วหรือไม่?
o มีการแสดงสัญลักษณ์ ประทับตราหรือลายน้ำบนเอกสาร เช่น “CONFIDENTIAL” หรือ “ความลับทางการค้า” ไว้อย่างชัดเจนสำหรับไฟล์ดิจิทัลที่เป็นความลับแล้วหรือไม่?
o มีการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ความลับทั้งในตอนจัดเก็บหรือรับ-ส่งข้อมูลที่ได้มาตรฐานแล้วหรือไม่?
o มีการป้องกันข้อมูล โดยใช้ใซอฟแวร์หรือระบบในการป้องกันเครือข่ายและข้อมูลที่เหมาะสมแล้วหรือไม่?
o มีการจัดการอุปกรณ์และระบบในการบันทึก และรับ-ส่งข้อมูล เช่นการห้ามใช้ Flash Drive หรือ Cloud ส่วนตัว และมีระบบในการลบข้อมูลจากระยะไกลแล้วหรือไม่
o มีการบันทึกประวัติการดาวน์โหลด ใช้งานไฟล์หรือข้อมูลดิจิทัลโดยละเอียดและสามารถตรวจสอบได้แล้วหรือไม่?
o มีมาตรการในการจัดการข้อมูลที่สามารถควบคุมได้และมีการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง เช่นการดาวน์โหลดข้อมูลในปริมาณมากผิดปกติ การนำข้อมูลออกจากระบบก่อนพนักงานลากออกแล้วหรือไม่?
o มีมาตรการในการลบหรือทำลายอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลที่ได้มาตรฐานไม่สามารถกู้คืนได้แล้วหรือไม่?
4.มาตรการทางสัญญาและความพร้อมด้านกฏหมาย
o มีสัญญา NDA (Non-Disclosure Agreement) สำหรับการเปิดเผยข้อมูลกับพนักงานหรือพันธมิตรทางธุรกิจเช่น คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือที่ปรึกษา ก่อน การเปิดเผยข้อมูลเสมอและสัญญามีความรัดกุมและเหมาะสมแล้วหรือไม่?
o มีสัญญาจ้างงาน (Employment Contact) ที่มีการระบุเรื่องการรักษาความลับและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจนแล้วหรือไม่?
o ในสัญญาจ้างที่ปรึกษาหรือ Outsourcing มีการระบุเรื่องการรักษาความลับและสิทธิความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินทางปัญญาแล้วหรือไม่?
o มีข้อตกลงเรื่อการห้ามประกอบอาชีพหรือธุรกิจแข่งขัน (Non-Compete Agreement) สำหรับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลความลับ โดยกำหนดระยะเวลาและขอบเขตพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วหรือไม่?
o มีการเก็บสัญญา ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้เพื่อใช้เป็นหลักฐานแล้วหรือไม่?
o มีแผนในการดำเนินการเมื่อมีการละเมิดความลับทางการค้าและพบการรั่วไหลของข้อมูลแล้วหรือไม่?
5.มาตรการจัดการทรัพยากรบุคคล
o มีการระบุและแจ้งเรื่องความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจนกับพนักงานใหม่แล้วหรือไม่?
o มีการตรวจสอบและรับรองว่าพนักงานใหม่จะไม่นำความลับทางการค้าของที่ทำงานเดิมมาใช้บริษัทหรือองค์กรของคุณเพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีแล้วหรือไม่?
o มีการจัดอบรมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการรักษาความลับทางการค้า เพื่อสร้างความเข้าใจและมาตรการในการรักษาความลับทางการค้าที่เหมาะสมให้แก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอแล้วหรือไม่?
o มีกระบวนการเรียกคืนและตรวจสอบสอบทรัพย์สินและข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งมีการสัมภาษณ์ก่อนลาออก (Exit Interview) เพื่อเน้นย้ำถึงหน้าที่การรักษาความลับทางการค้าเมื่อพนักงานลาออกหรือไม่?
ถ้า “ความลับทางการค้า” คือทรัพย์สินที่มี “มูลค่า” ของบริษัทหรือองค์กรของคุณ และคุณต้องการคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ด้วยมาตรการที่เหมาะสม หากคุณลองทำตาม Checklist นี้แล้วพบว่าตนเองมีน้อยกว่า 10 ข้อ คุณอาจจะต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานหรือปรึกษาเราอย่างเร่งด่วน
อย่าปล่อยให้ "ความลับ" รั่วไหล จนกลายเป็น "ความสูญเสีย" ทางธุรกิจ
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม “ความลับทางการค้า” (Trade Secrets) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือ “สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้” (Intangible Assets) ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น สูตรการผลิต, ฐานข้อมูลลูกค้าเชิงลึก, หรือกระบวนการทางธุรกิจ ข้อมูลเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลและดึงดูดนักลงทุนได้ หากได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของความลับทางการค้าคือ “ความเปราะบาง” เพราะเมื่อใดที่ความลับรั่วไหลออกไปสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะโดยเจตนาของพนักงาน ความประมาทเลินเล่อ หรือการโจรกรรมทางไซเบอร์ มูลค่าของมันอาจสูญสลายไปตลอดกาล และกฎหมายจะให้ความคุ้มครองคุณก็ต่อเมื่อคุณพิสูจน์ได้ว่า คุณได้ใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” (Reasonable Measures) ในการรักษาความลับนั้นแล้วเท่านั้น
การปกป้องธุรกิจของคุณจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่สัญญาแผ่นเดียว หรือความไว้วางใจเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัย “ระบบการบริหารจัดการความลับทางการค้า” ที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติสำคัญ คือ สัญญา (Legal), กายภาพ (Physical), ดิจิทัล (Digital) และ คน (HR) เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความมั่นคง
คุณมั่นใจแค่ไหน? ว่า “ความลับ” ที่ทําเงินให้คุณในวันนี้ จะยังเป็นความลับในวันพรุ่งนี้?
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างเกราะป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา หรือต้องการเปลี่ยนข้อมูลภายในให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า เราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยคุณวางระบบการบริหารจัดการความลับทางการค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การระบุข้อมูล (Identify), การสร้างมาตรการปกป้อง (Protect), ไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Commercialization) เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล
อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้… ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความลับทางการค้ากับเราได้ทันที
บทสรุป
ในโลกธุรกิจที่ข้อมูลคืออำนาจ ความลับทางการค้าไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือ “ยุทธศาสตร์” ของคนที่อยากชนะระยะยาว ใครมองเห็นคุณค่าของข้อมูลก่อน คนนั้นได้เปรียบก่อน ใครวางระบบปกป้องได้ดีกว่า คนนั้นอยู่รอดได้นานกว่า เพราะความลับจะมีค่า ก็ต่อเมื่อมันยังเป็นความลับ และกฎหมายจะปกป้องคุณ ก็ต่อเมื่อคุณพิสูจน์ได้ว่าคุณปกป้องมันจริง
สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ว่า “คุณมีความลับทางการค้าหรือไม่” แต่คือ “คุณบริหารมันเป็นหรือเปล่า” เพราะระหว่างธุรกิจที่ปล่อยให้ข้อมูลกระจัดกระจาย กับธุรกิจที่เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นทรัพย์สิน มีเพียงเส้นบาง ๆ คั่นอยู่ เส้นนั้นเรียกว่า “ระบบ”
อย่ารอให้ความลับรั่ว แล้วค่อยรู้ว่ามันมีค่า
จัดการมันตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คู่แข่งจะจัดการคุณแทน
Source :
- https://www.wipo.int/web-publications/wipo-guide-to-trade-secrets-and-innovation/en/part-iii-basics-of-trade-secret-protection.html
- https://www.wipo.int/web-publications/wipo-guide-to-trade-secrets-and-innovation/en/part-iv-trade-secret-management.html
- https://astp4eu/resources/wipo-guide-to-trade-secrets-and-innovation.pdf