สำรวจประเภทลิขสิทธิ์ 9 แบบ ข้อกฎหมายที่เจ้าของผลงานควรรู้

สำรวจประเภทลิขสิทธิ์ 9 เเบบ

ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Ecomony ที่การผลิตเนื้อหาและคอนเทนต์สามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การปกป้อง “ไอเดีย” เปรียบเสมือนการปกป้องขุมทรัพย์ทางปัญญาของธุรกิจ แม้หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าลิขสิทธิ์ (Copyright) จนคุ้นหูในฐานะคำเตือนบนหน้าปกหนังสือหรือท้ายคลิปวิดีโอต่าง ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยนั้น มีการแบ่งประเภทลิขสิทธิ์ออกเป็นหมวดหมู่ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งแต่ละหมวดหมู่มีรายละเอียดการคุ้มครองผลงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วันนี้ IDG ขออาสาพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของงานที่มีลิขสิทธิ์ทั้ง 9 ประเภท เพื่อไขข้อสงสัยว่างานสร้างสรรค์ที่คุณกำลังถืออยู่ในมือจัดอยู่ในกลุ่มไหนและมีลิขสิทธิ์คุ้มครองกี่ปี เพื่อให้คุณสามารถวางแผนบริหารจัดการและรักษาผลประโยชน์จากงานสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รู้จัก “ลิขสิทธิ์” ฉบับเข้าใจง่าย

ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่กฎหมายมอบให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานในการที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น สิทธินี้ครอบคลุมทั้งสิทธิ์ในทางเศรษฐกิจ เช่น การทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือการให้เช่าต้นฉบับงาน และสิทธิ์ในทางศีลธรรมที่อนุญาตให้ผู้สร้างสรรค์ระบุชื่อตนเองในผลงานและป้องกันการดัดแปลงที่อาจทำให้เสียชื่อเสียง 

ความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงผลงานออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ อีกทั้งยังมีอายุตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ และบวกเพิ่มอีก 50 ปีหลังจากผู้สร้างผลงานเสียชีวิต ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นขั้นตอนที่พึงกระทำ เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหากเกิดกรณีการถูกละเมิดหรือข้อพิพาทในอนาคต

เจาะลึกลิขสิทธิ์ 9 ประเภทตามกฎหมายไทย

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้มีการจำแนกงานสร้างสรรค์ที่ได้รับความคุ้มครองออกเป็นลิขสิทธิ์ 9 ประเภท ซึ่งครอบคลุมผลงานตั้งแต่ระดับวิชาการไปจนถึงความบันเทิงและเทคโนโลยี ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. งานวรรณกรรม (Literary Work)

หมายถึง งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้อความยาวหรือสั้น ครอบคลุมถึงหนังสือ นิยาย เรื่องสั้น บทความวิชาการ งานวิจัย บล็อกออนไลน์ จุลสาร สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย คำสุนทรพจน์ และบทบรรยายในการสอน นอกจากนี้ยังรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer Software) ทั้งในรูปแบบของ Source Code และ Object Code โดยกฎหมายมองว่าชุดคำสั่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาเขียนประเภทหนึ่งที่สื่อสารกับเครื่องจักร ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลในธุรกิจเทคโนโลยี

2. งานนาฏกรรม (Dramatic Work)

หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่าทาง หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวอย่างมีระบบ มีการกำหนดลำดับการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน เช่น บทละครเวที ระบำรำฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเต้น การทำท่า รวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ที่สื่อสารอารมณ์และเรื่องราวผ่านร่างกายโดยไม่มีเสียง

3. งานวิจิตรศิลป์ ศิลปกรรม (Artistic Work)

เป็นหมวดหมู่ลิขสิทธิ์ที่กว้างขวางและมีความหลากหลาย ซึ่งมักจะเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานงานออกแบบต่าง ๆ โดยประกอบด้วยหมวดย่อย ดังนี้

  • งานจิตรกรรม – การสร้างสรรค์ภาพเขียน ภาพวาด ด้วยเส้น สี หรือวัสดุต่าง ๆ บนพื้นผิว เช่น ภาพสีน้ำมัน หรือภาพวาดดิจิทัล (Digital Art)
  • งานประติมากรรม – งานปั้น งานแกะสลัก หรืองานหล่อ ที่มีรูปทรง 3 มิติ มีสัดส่วนกว้าง ยาว สูง ชัดเจน
  • งานภาพพิมพ์ – การสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีการพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแม่พิมพ์ไม้ โลหะ หรือระบบซิลค์สกรีน
  • งานสถาปัตยกรรม – การออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง รวมถึงแบบแปลนอาคาร หุ่นจำลอง และตัวอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว
  • งานภาพถ่าย – ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือถ่ายภาพ กระบวนการบันทึกแสง และการสร้างภาพให้ปรากฏออกมาในสื่อต่าง ๆ
  • งานศิลปประยุกต์ – การนำงานศิลปะประเภทข้างต้นมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่น เช่น ลวดลายบนบรรจุภัณฑ์ ลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ หรือแม้กระทั่งการออกแบบหน้า UI ของผู้ใช้งาน
  • งานภาพประกอบ – เเผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติอันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์

4. งานดนตรีกรรม (Musical Work)

หมายถึง งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับเพลง ซึ่งอาจมีทั้งคำร้องและทำนอง (Lyrics & Melody) หรือมีเพียงแต่ทำนองอย่างเดียวก็ได้ รวมถึงโน้ตเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว

5. งานโสตทัศนวัสดุ (Audiovisual Work)

งานที่ประกอบด้วยลำดับภาพที่บันทึกไว้ในวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ แฟลชไดรฟ์ แผ่นดิสก์ หรือระบบคลาวด์ ที่สามารถนำมาเล่นซ้ำได้โดยใช้เครื่องมือสื่อสาร และให้เห็นภาพพร้อมมีเสียงประกอบหรือไม่ก็ได้ เช่น วิดีโอสั้นคลิป Reels, TikTok, หรือสื่อการสอนออนไลน์แบบมัลติมีเดีย

6. งานภาพยนตร์ (Cinematographic Work)

มีความคล้ายคลึงกับงานโสตทัศนวัสดุ แต่โดยส่วนใหญ่จะหมายถึงงานที่มีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อน มีการเล่าเรื่องราวผ่านลำดับภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มีการลำดับภาพและเสียงประกอบอย่างเป็นระบบ มักเป็นการสร้างเพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง เช่น ภาพยนตร์สั้น สารคดี หรือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

7. งานสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording)

หมายถึง งานที่ประกอบด้วยลำดับเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใดที่บันทึกไว้ในวัสดุ เช่น แผ่นซีดี ไฟล์เสียงดิจิทัล หรือพอดแคสต์ (Podcast) โดยสิทธิ์นี้จะแยกออกจากสิทธิ์ในตัวทำนองหรือคำร้อง (ดนตรีกรรม) อย่างชัดเจน ซึ่งสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงจะคุ้มครอง “ตัวบันทึก” หรือ Master เทปนั่นเอง

8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ (Broadcasting Work)

หมายถึง งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ในลักษณะของการไลฟ์สตรีมมิ่ง (Live Streaming) โดยสิทธิ์นี้จะคุ้มครองตัวสัญญาณ การแพร่ภาพ และการจัดสรรเนื้อหาออกอากาศนั้น ๆ

9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ Work)

คือ หมวดหมู่ที่กฎหมายเปิดกว้างไว้รองรับงานสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในอนาคต ตราบเท่าที่เป็นงานที่แสดงออกถึงความวิริยะอุตสาหะและการแสดงออกถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Originality)

ประโยชน์ของลิขสิทธิ์ต่อผู้สร้างสรรค์งานและธุรกิจ

การมีความเข้าใจในประเภทลิขสิทธิ์และการได้รับความคุ้มครองที่ถูกต้องนั้น มอบประโยชน์ที่จับต้องได้ในหลายมิติ ดังนี้

  • สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา – เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถสร้างรายได้จากการให้สิทธิ์ใช้งาน (Licensing) การขายลิขสิทธิ์ผลงาน หรือการเก็บค่าลิขสิทธิ์เมื่อมีผู้อื่นนำผลงานไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและมูลค่าทางธุรกิจ
  • เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิ์ตามกฎหมาย – เมื่อมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เจ้าของผลงานจะมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมในการต่อสู้คดีหากผลงานถูกละเมิดหรือลอกเลียนแบบ ช่วยให้การดำเนินคดีภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์มีน้ำหนักและรวดเร็วยิ่งขึ้น ป้องกันความเสียหายจากการถูกขโมยไอเดีย
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์แบรนด์ – ผลงานที่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและความใส่ใจในคุณภาพ ช่วยให้พาร์ตเนอร์ธุรกิจและลูกค้ามีความมั่นใจในการร่วมงานหรืออุดหนุนสินค้า
  • รักษาความถูกต้องของผลงาน – ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิ์ป้องกันไม่ให้ใครนำผลงานไปบิดเบือน ดัดแปลง หรือกระทำการใด ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงหรือความภาคภูมิใจในผลงานนั้น ๆ
  • สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน – ในตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าเลียนแบบ การมีลิขสิทธิ์คุ้มครองงานสร้างสรรค์ที่โดดเด่นจะทำให้เจ้าของเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์ทำตลาดในดีไซน์หรือเนื้อหานั้น ๆ เพื่อป้องกันคู่แข่งที่เข้ามาสวมรอย

ลิขสิทธิ์คุ้มครองกี่ปี?

  1. กรณีผู้สร้างเป็นบุคคลธรรมดา – คุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์ และต่อเนื่องไปอีก 50 ปี หลังจากเสียชีวิต แต่หากผู้สร้างสรรค์หลายคน ลิขสิทธิ์จะอยู่ตลอดอายุขัยของผู้สร้างสรรค์ และอยู่ต่อไปอีก 50 ปี หลังผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายเสียชีวิต
  2. กรณีผู้สร้างเป็นนิติบุคคล – คุ้มครองเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่วันที่สร้างสรรค์งานขึ้นมา หรือหากมีการโฆษณาครั้งแรกภายในระยะเวลานั้น ให้เริ่มนับจากวันที่โฆษณา
  3. กรณีผู้สร้างใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อ – ลิขสิทธิ์มอบความคุ้มครองเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่ได้สร้างสรรค์ผลงาน
  4. งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ – คุ้มครอง 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์หรือโฆษณาครั้งแรก
  5. งานศิลปประยุกต์ – เนื่องจากเป็นงานที่มีความเกี่ยวพันกับเชิงพาณิชย์สูง กฎหมายจึงคุ้มครองเพียง 25 ปี นับแต่สร้างสรรค์หรือโฆษณาครั้งแรก
  6. 6.งานสร้างสรรค์ โดยการจ้างหรือตามคำสั่งกระทรวง ทบวง กรม หรืองานอื่นใดของรัฐให้มีอายุ 50 ปี นับเเต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น หรือ 50 ปีนับเเต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งเเรก

เจ้าของผลงานควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่

แม้ว่าลิขสิทธิ์จะเกิดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่การบริหารจัดการในเชิงธุรกิจนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่คิด การมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนจะช่วยเปลี่ยนงานสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล โดยผู้ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาสามารถให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของผลงาน 

ข้อดีประการแรก คือ ช่วยให้การจำแนกสิทธิ์ที่ถูกต้อง เพราะบ่อยครั้งที่งานชิ้นเดียวอาจได้รับความคุ้มครองซ้อนกัน เช่น ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นอาจมีส่วนที่เป็น ลิขสิทธิ์ (งานศิลปประยุกต์) และส่วนที่ต้องขอคุ้มครองแบบ สิทธิบัตรออกแบบ (รูปทรงอุตสาหกรรม)

ในเชิงพาณิชย์ องค์กรผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา ยังสามารถแนะนำการวางแผนออกแบบ CI ที่มีเอกลักษณ์ และสามารถนำองค์ประกอบต่าง ๆ ไปจดเครื่องหมายการค้า (Trademark) เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ลดข้อผิดพลาดในเอกสารและเพิ่มโอกาสในการได้รับการรับรองสิทธิ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทลิขสิทธิ์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างมูลค่าและปกป้องอนาคตของธุรกิจในยุคที่ข้อมูลข่าวสารและไอเดียสร้างสรรค์เป็นทรัพย์สินที่มีค่า การรู้ว่าผลงานสร้างสรรค์จัดอยู่ในประเภทใดและได้รับการคุ้มครองอย่างไร จะช่วยให้สามารถรับมือกับการละเมิดสิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที และยังเปิดโอกาสในการต่อยอดสร้างรายได้ที่ยั่งยืนจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือนักสร้างสรรค์ที่ต้องการวางรากฐานทางทรัพย์สินทางปัญญาให้มั่นคง การมีที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพอย่าง IDG Thailand จะช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการถูกลอกเลียนแบบที่จะตามมาในภายหลัง

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลิขสิทธิ์

1. ลิขสิทธิ์ต่างจากสิทธิบัตรอย่างไร?

ลิขสิทธิ์คุ้มครองการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นงานสร้างสรรค์ (เช่น เขียนนิยาย วาดภาพ) แต่สิทธิบัตรจะคุ้มครองนวัตกรรม เทคนิค หรือกระบวนการผลิต (เช่น กลไกเครื่องยนต์ สูตรยา)

2. ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนอื่น ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ไหม?

เส้นแบ่งระหว่าง “แรงบันดาลใจ” และ “การลอกเลียนแบบ” คือการดัดแปลงส่วนที่เป็นสาระสำคัญ หากเพียงแค่นำไอเดียมาพัฒนาต่อในรูปแบบของตัวเองโดยสิ้นเชิงมักจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากมีการลอกเลียนแบบสไตล์หรือองค์ประกอบหลักจนผู้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าเป็นงานเดียวกัน อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ได้

3. ผลงานที่ทำขึ้นจากการจ้างงาน ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์?

ตามกฎหมายไทย หากเป็นการจ้างทำของ ลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจะตกเป็นของ “ผู้ว่าจ้าง” เว้นแต่จะได้มีการทำสัญญาตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นการทำสัญญาจ้างงานจึงควรระบุเรื่องสิทธิ์ในผลงานให้ชัดเจน

4. ลิขสิทธิ์สามารถซื้อขายหรือให้สิทธิ์ใช้งาน (Licensing) ได้ไหม?

ได้ เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถโอนสิทธิ์ทั้งหมด หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์บางส่วน (License) โดยกำหนดระยะเวลาและค่าตอบแทนได้ ซึ่งเป็นวิธีสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

IDG บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมครบวงจร

เรา คือ บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับองค์กรแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตร บริการด้านกฎหมาย บริการด้านรับจด อย. ขึ้นทะเบียนสินค้า บริการด้านบัญชี รวมถึงให้บริการดำเนินงานด้านการซื้อขายเทคโนโลยีหรือ IP เรามีความพร้อมในการดูแลลูกค้าตั้งแต่กระบวนการแรกไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินทางปัญญาของคุณได้รับการปกป้องและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เราให้บริการออกแบบโลโก้ ออกแบบ CI ออกแบบโปรไฟล์บริษัท และบริการออกแบบด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง

ดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสอบถาม

อีเมล: [email protected] 

โทร.: 02-011-7161 ถึง 6

ไลน์: @idgthailand

Facebook: facebook.com/IDGThailand 

LinkedIn: linkedin.com/in/intellectualdesigngroup/

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ