เจาะประเด็น “การออกแบบผลิตภัณฑ์” สร้างจุดเด่นให้ธุรกิจแตกต่างอย่างไร?

เจาะประเด็น “การออกแบบผลิตภัณฑ์” สร้างจุดเด่นให้ธุรกิจแตกต่างอย่างไร?

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่คุณภาพการผลิตเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งที่รูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่าสินค้าชิ้นนั้น ๆ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมสินค้าบางอย่างที่มีฟังก์ชันใกล้เคียงกันถึงทำยอดขายได้ต่างกัน หรือทำไมกาแฟแก้วละ 50 บาท กับแก้วละ 150 บาท ถึงมีกลุ่มลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ต่างกัน? คำตอบไม่ได้อยู่ที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่มักอยู่ที่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่โดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้ใช้งานโดยตรง

บทความนี้ IDG รวบรวมประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ความสำคัญ แนวทางเบื้องต้น และการปกป้องคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จากการถูกละเมิด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การออกแบบผลิตภัณฑ์คืออะไร?

การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) คือ กระบวนการสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งของเครื่องใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน โดยผสมผสานทั้งศาสตร์ (Science) และศิลป์ (Art) เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังครอบคลุมไปจนถึงการคิดวิเคราะห์ในด้านฟังก์ชันการใช้งาน การยศาสตร์ (Ergonomics) ที่สอดคล้องกับสรีระมนุษย์ การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม และกรรมวิธีการผลิตที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจ

นอกจากนี้ ในการดำเนินธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องผลิตสินค้าให้ได้ในจำนวนมาก หัวใจสำคัญของการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ การทำให้สินค้าทุกชิ้นมีมาตรฐานเดียวกัน มีความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก ลวดลาย หรือสีสันที่สม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า ตั้งแต่ของชิ้นเล็ก ๆ อย่างแปรงสีฟัน ไปจนถึงยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ทำไมการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงสำคัญต่อธุรกิจ?

การลงทุนกับการออกแบบไม่ใช่การกระทำที่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนสำคัญต่อธุรกิจในหลากหลายด้าน เช่น 

  • สร้างความแตกต่าง

ในตลาดที่มีสินค้าหน้าตาคล้ายกันล้นตลาด การออกแบบที่ดีจะช่วยให้สินค้าของธุรกิจ “เตะตา” และโดดเด่นต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน เปลี่ยนสินค้าธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ดีมากยิ่งขึ้น

  • เพิ่มมูลค่า

ดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย ใช้งานง่าย และเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ถึงแม้ว่าฟังก์ชันที่มีจะเทียบเท่า หรือน้อยกว่าคู่แข่ง แต่ผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นหากเจอสินค้าที่ถูกออกแบบมาได้ถูกใจ เพราะพวกเขารู้สึกถึงความพรีเมียม ความใส่ใจในรายละเอียด หรือมีความภูมิใจที่ได้ครอบครองสินค้าชิ้นนั้น

  • สร้างภาพจำให้แบรนด์

งานออกแบบที่มีเอกลักษณ์จะช่วยสื่อสารตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) ได้ดีกว่าคำพูด ทำให้ลูกค้าจดจำและนึกถึงแบรนด์ได้ทันทีที่เห็นสินค้า เช่น เมื่อเห็นรูปทรงขวดโค้งเว้า ก็นึกถึงน้ำอัดลมยี่ห้อดัง หรือเห็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีดีไซน์เรียบหรู ก็นึกถึงแบรนด์สินค้าไอทีระดับโลก เป็นต้น

  • แก้ปัญหาของผู้ใช้งาน

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจในปัญหาของผู้ใช้งาน และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอในชีวิตประจำวัน หรือทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การออกแบบด้ามจับกระทะที่ไม่ร้อนมือ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เปิดใช้ได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอได้นั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่หลายบริษัททั่วโลกสามารถแจ้งเกิดได้เลย

หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ควรรู้

เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสวยและดี นักออกแบบและผู้ประกอบการจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์พื้นฐาน 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1. อรรถประโยชน์ (Utility & Function) 

สินค้าต้องใช้งานได้จริงตามวัตถุประสงค์หลัก ไม่ใช่แค่สวยแต่เพียงภายนอก โดยฟังก์ชันการใช้งานต้องตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ได้จริง ใช้งานง่าย สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าหมายไว้ รวมถึงผลิตจากวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งาน

2. ความสวยงาม (Aesthetics) 

รูปลักษณ์ สัดส่วน สีสัน และพื้นผิวสัมผัส ต้องดึงดูดใจ มีสุนทรียภาพ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมักเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกที่จะการขออนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) มาจากตัวละคร หรือตัวการ์ตูนที่มีชื่อเสียง รวมถึง Collab กับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อนำ CI ของแบรนด์นั้นมาใช้ในสินค้า ตลอดจนจำกัดจำนวนการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคยิ่งรู้สึกอยากเป็นเจ้าของมากยิ่งขึ้นไปอีก

3. ความปลอดภัย (Safety)

ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ โดยสินค้าที่ดีต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน ทั้งในด้านวัสดุที่ต้องไม่มีสารพิษตกค้าง โครงสร้างที่แข็งแรงไม่พังง่าย หรือกลไกการทำงานที่มีระบบป้องกันอุบัติเหตุ เพื่อสร้างความมั่นใจและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น ความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่มีผลเป็นอย่างมากในการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคจำนวนมากยินดีที่จะจ่ายเงินแพงขึ้น แต่ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยมากกว่า มีมาตรฐานรับรอง หรือมีคะแนนผลการทดสอบด้านความปลอดภัยที่สูงกว่า

4. การผลิตและการบำรุงรักษา (Production & Maintenance)

ดีไซน์การออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการผลิตจริงในเชิงอุตสาหกรรม โดยควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของต้นทุนการผลิต ความยากง่ายในการประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงความสะดวกในการดูแลรักษาหรือซ่อมแซมด้วย หากสินค้าสวย ใช้งานได้ดี มีความทนทาน แต่มีความซับซ้อนในการผลิตหรือซ่อมแซมที่มากเกินไป อาจกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในภายหลัง ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือกที่จะออกแบบให้ผลิตภัณฑ์หลายรุ่นหรือโมเดล สามารถใช้ชิ้นส่วนหรืออะไหล่ ในการผลิตและซ่อมแซมร่วมกันได้ ซึ่งจะทั้งลดต้นทุนการผลิต และสะดวกในการซ่อมบำรุงของผู้บริโภค

5. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly)

เทรนด์การผลิตและบริโภคสินค้าในปัจจุบันให้ความสำคัญกับอนาคตความยั่งยืน (Sustainability) มากกว่าที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่เทรนด์เรื่องความยั่งยืนจะเติบโตขึ้นไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ การลดขยะในกระบวนการผลิต หรือการออกแบบให้สินค้าสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์

แน่นอนว่าการสร้างสรรค์สินค้าสักชิ้นหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากการเขียนแบบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นระบบ หรือที่หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า Design Thinking ซึ่งมีขั้นตอนโดยทั่วไป ดังนี้

1. การทำความเข้าใจ  (Emphasize) – เริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูล ศึกษาตลาด คู่แข่งทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และวิเคราะห์ปัญหาที่ผู้ใช้งานกำลังพบเจอ เพื่อหาช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครตอบสนอง

2. การกำหนดปัญหา (Define) – จากข้อมูลที่ทำการรวบรวมมา จะต้องทำการระบุให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร มีกำลังซื้อเท่าไหร่ และคาดหวังผลลัพธ์อย่างไรจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังพัฒนา 

3.การกำหนดแนวคิด (Ideate) – อันดับต่อมาคือ การระดมสมอง (Brainstorming) เพื่อสร้างไอเดียที่หลากหลายให้ได้มากที่สุด โดยไม่จำกัดกรอบความคิด จากนั้นค่อยคัดเลือกไอเดียที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจที่สุดมาพัฒนาต่อ

4.การออกแบบร่าง (Sketching & Rendering) – หลังจากได้แนวคิดการออกแบบที่ลงตัวและเหมาะสมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ถ่ายทอดไอเดียผ่านการสเก็ตช์ภาพ (Sketching) และพัฒนาเป็นภาพ 3 มิติ (3D Rendering) เพื่อให้เห็นรูปร่างหน้าตาและรายละเอียดเสมือนจริง ซึ่งพอพัฒนาถึงขั้นตอนนี้แล้ว ควรเริ่มมีการผลักดันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประกอบควบคู่กันไปด้วย เช่น สิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันกันการถูกลอกเลียนแบบ รวมถึงเป็นการแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานของเราด้วย ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากหากเราต้องการนำเสนอต่อสาธารณะเพื่อหาแหล่งทุน

ข้อควรระวังสำคัญ: การเปิดเผยผลงานสู่สาธารณะ ควรทำหลังจากทำการยื่นสิทธิบัตรแล้วเท่านั้น

การสร้างต้นแบบ (Prototyping) – สร้างโมเดลจำลองผลิตภัณฑ์ เพื่อทดสอบขนาด การจับถือ และฟังก์ชันการใช้งานเบื้องต้น โดยอาจเริ่มจากวัสดุง่าย ๆ เช่น โฟม หรือกระดาษ แล้วขยับไปสู่การใช้วัสดุจริงที่วางแผนเอาไว้ เพื่อความแม่นยำ ในขั้นตอนนี้ อาจจะยังไม่ต้องผลิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ต้นแบบในขั้นตอนนี้ จะมุ่งเน้นที่จะใช้ในการทดสอบเป็นหลัก ยังไม่ใช่เวอร์ชั่นที่จะทำตลาดจริง

6.การทดสอบและประเมินผล (Testing) – นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ เพื่อรับฟีดแบ็ก (Feedback) ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรในตัวผลิตภัณฑ์ ใช้งานยากง่ายแค่ไหน และนำมาปรับปรุงแก้ไขจนกว่าจะสมบูรณ์ที่สุด การรวบรวมฟีดแบ็กที่ละเอียดจะช่วยกำหนดแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราได้ดียิ่งขึ้น

7.การผลิตจริง (Production) – เมื่อได้แบบที่สรุปแล้ว จึงส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงาน เพื่อการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) โดยต้องมีการควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้สินค้าที่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด สำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสินค้าโดยการจ้างให้โรงงานจากภายนอกเป็นผู้ผลิต การที่เราถือสิทธิบัตรไว้ในมือจะช่วงไม่ให้ถูกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ได้ในขั้นตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตจากโรงงานในต่างประเทศที่เราอาจจะไม่ได้ไปควบคุมขั้นตอนการผลิตด้วยตนเอง

ออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างไรให้แตกต่างและน่าจดจำ

แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว การออกแบบที่ดีก็ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสวยงาม แต่ต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านรูปลักษณ์ของสินค้าได้อย่างน่าสนใจ การใส่เรื่องราวหรือแรงบันดาลใจลงในดีไซน์ เช่น การนำลวดลายไทยมาประยุกต์ใช้กับสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อสื่อถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย จะช่วยสร้างคุณค่าทางอารมณ์และทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความพิเศษของที่มาที่ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ ทำให้สินค้าของคุณมีตัวตนที่ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค

นอกจากเรื่องราวแล้ว การเชื่อมโยงการออกแบบเข้ากับอัตลักษณ์ขององค์กร หรือ CI (Corporate Identity) ก็ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างภาพจำที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ทำให้ไม่ว่าลูกค้าจะเห็นโลโก้ บรรจุภัณฑ์ (Packaging) หรือตัวสินค้า ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ของคุณ ซึ่งความสม่ำเสมอในการสื่อสารนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและฐานลูกค้าที่ภักดีในระยะยาว

สุดท้ายคือแนวคิด “Less is More” หรือ “น้อยแต่มาก” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยการตัดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเหลือไว้เพียงแก่นแท้ของฟังก์ชันและความงาม ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างแรงดึงดูดด้วยความเรียบง่ายและทันสมัย แต่ยังส่งผลดีในเชิงธุรกิจด้วยการช่วยลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าพร้อมกับนำเสนอสินค้าที่ดูพรีเมียมสู่ตลาดได้

การป้องกันการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

เมื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดคือ การป้องกันการถูกลอกเลียนแบบ ซึ่งกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาคือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภท ดังต่อไปนี้

1. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent)

สิทธิบัตรออกเเบบ จะคุ้มครอง “รูปร่างลักษณะ ลวดลาย หรือสี” อันเป็นองค์ประกอบภายนอกของสินค้าที่คุณออกแบบ เช่น รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวสวยงาม หรือลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยไม่รวมถึงกลไกการทำงานภายในหรือประโยชน์ใช้สอย การยื่นจดสิทธิบัตรประเภทนี้จะทำให้คุณมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ป็นเวลา 10 ปี ซึ่งคู่แข่งจะไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีหน้าตาเหมือนหรือคล้ายคลึงกันได้

2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) หรือ อนุสิทธิบัตร (Petty Patent)

หากสินค้าของคุณมีการคิดค้น กลไก ระบบ สูตร หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคที่มีอยู่เดิม เช่น กลไกการพับเก็บที่ซับซ้อน ระบบการทำงานอัตโนมัติ หรือโครงสร้างภายในที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนที่เป็น “เทคนิค” เหล่านี้จะต้องขอคุ้มครองผ่านสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรืออนุสิทธิบัตรแยกต่างหากจากดีไซน์ภายนอก

3. เครื่องหมายการค้า (Trademark)

ตราสัญลักษณ์ โลโก้ หรือชื่อแบรนด์ที่ติดอยู่บนตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ ถือเป็น เครื่องหมายการค้า Trademark ที่ใช้แยกแยะสินค้าคุณออกจากแบรนด์อื่น ๆ ผู้ประกอบการควรจดเครื่องหมายค้าทันที เพื่อป้องกันการสวมรอยหรือการใช้ชื่อที่ทำให้ผู้บริโภคสับสน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

4. ลิขสิทธิ์ (Copyright)

แม้ว่างานศิลปกรรมบางประเภทจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่สำหรับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) กฎหมายไทยจะเน้นให้ความคุ้มครองผ่านระบบสิทธิบัตรมากกว่า อย่างไรก็ตาม ภาพวาดแบบร่าง (Sketch) ลวดลายกราฟิกบนกล่องบรรจุภัณฑ์ หรือภาพถ่ายโฆษณาสินค้า ยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะงานลิขสิทธิ์ในส่วนของศิลปกรรมได้ ดังนั้นการวางแผนจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้ครบทุกมิติจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

จากที่กล่าวไปทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้สินค้าดูดี แต่เป็นการสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ผสมผสานนวัตกรรม ความเข้าใจผู้บริโภค และเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้าด้วยกัน เพื่อนำไปสู่ยอดขายและความยั่งยืนของธุรกิจ และเพื่อในผลิตภัณฑ์ของคุณได้รับการป้องกันอย่างครอบคลุม ต้องไม่ลืมที่จะวางแผนด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในการจดสิทธิบัตรออกแบบและการสร้างแบรนด์ เพราะการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามแก้ปัญหาในภายหลัง

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งงานดีไซน์และกฎหมาย IDG เป็นบริษัทที่มีบริการครบวงจรทั้งด้านการออกแบบและทรัพย์สินทางปัญญา เรามีบริการรับจดเครื่องหมายค้า รวมถึงให้คำปรึกษาและรับจดสิทธิบัตรออนไลน์ และดูแลทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ นอกจากนี้ เรายังมีบริการออกแบบเครื่องหมายการค้า อย่างโลโก้ Branding และ CI ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากมาย พร้อมดูแลตั้งแต่กระบวนการออกแบบไปจนถึงการยื่นจดทะเบียนเพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของคุณได้รับการคุ้มครองอย่างสมบูรณ์

FAQ

1. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คุ้มครองนานกี่ปี? 

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มีอายุการคุ้มครอง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร และไม่สามารถขอขยายระยะเวลาการคุ้มครองได้  แบบผลิตภัณฑ์นั้นจะตกเป็นสมบัติของสาธารณะ (Public Domain) ที่ใคร ๆ ต่างก็นำไปผลิตได้โดยไม่เป็นการละเมิดกฎหมาย 

2. ถ้าออกแบบผลิตภัณฑ์มาแล้ว แต่ยังไม่ผลิตจริง สามารถจดสิทธิบัตรได้ไหม? 

ได้ และ “ควรทำ” อย่างยิ่ง โดยธุรกิจคุณสามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนที่มีแบบร่างหรือภาพเขียนแบบที่ชัดเจน เพื่อป้องกันสิทธิ์ไว้ก่อนที่สินค้าจะออกสู่ตลาด อีกทั้งการรอให้ผลิตเสร็จแล้วค่อยจด อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกขโมยไอเดีย หรืออาจเสียสิทธิ์หากมีการเปิดเผยแพร่ภาพสินค้าสู่สาธารณะก่อนยื่นจด นอกจากนี้ การที่เรามีแบบผลิตภัณฑ์แล้วแต่ยังไม่ผลิตจริง หากเป็นสิทธิบัตร เราสามารถสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปผลิตได้ โดยอาจได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อน หรือส่วนแบ่งจากการขาย ตามแต่ตกลง

3. ความแตกต่างระหว่างสิทธิบัตรการออกแบบกับลิขสิทธิ์คืออะไร? 

ลิขสิทธิ์ คุ้มครองงานศิลปะที่เกิดจากการสร้างสรรค์ (เช่น ภาพวาด งานปั้น เพลง) ทันทีที่ทำเสร็จโดยไม่ต้องจดทะเบียน หรือจะจดแจ้งกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้ก็ได้ แต่สิทธิบัตรออกเเบบจะคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์ที่นำมาผลิตซ้ำในอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมีการยื่นจดขอรับความคุ้มครอง และต้องผ่านการพิจารณา จึงจะได้รับการจดทะเบียนและได้สิทธิความคุ้มครองตามกฎหมาย

4. จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทย คุ้มครองทั่วโลกหรือไม่? 

ตามหลักการแล้ว “สิทธิบัตรเป็นสิทธิตามหลักดินแดน” (Territorial Rights) จะมีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิเฉพาะในประเทศที่ได้จดสิทธิบัตรไว้เท่านั้น หรือก็คือจดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น หากต้องการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ต้องยื่นจดทะเบียนในประเทศปลายทางด้วย หรือยื่นผ่านระบบกรุงเฮก (Hague System) เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นจดหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เป็นหนึ่งในความตกลงกรุงเฮก จึงจะต้องยื่นในต่างประเทศผ่านระบบการยื่นตรงเท่านั้น และที่สำคัญ จะต้องดำเนินการให้ทันภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีการยื่นคำขอเป็นครั้งแรกด้วย

5. งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ จดสิทธิบัตรได้ไหม?

บรรจุภัณฑ์ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง สามารถจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้หากมีรูปร่างหรือลวดลายที่ใหม่และไม่เคยปรากฏมาก่อน การจดสิทธิบัตรบรรจุภัณฑ์จะช่วยป้องกันไม่ให้คู่แข่งทำเลียนแบบกล่องหรือหีบห่อสินค้าของคุณ

IDG บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมครบวงจร

เรา คือ บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับองค์กรแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตร บริการด้านกฎหมาย บริการด้านรับจด อย. ขึ้นทะเบียนสินค้า บริการด้านบัญชี รวมถึงให้บริการดำเนินงานด้านการซื้อขายเทคโนโลยีหรือ IP เรามีความพร้อมในการดูแลลูกค้าตั้งแต่กระบวนการแรกไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินทางปัญญาของคุณได้รับการปกป้องและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เราให้บริการออกแบบโลโก้ ออกแบบ CI ออกแบบโปรไฟล์บริษัท และบริการออกแบบด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง

ดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสอบถาม

อีเมล: [email protected] 

โทร.: 02-011-7161 ถึง 6

ไลน์: @idgthailand

Facebook: facebook.com/IDGThailand 

LinkedIn: linkedin.com/in/intellectualdesigngroup/

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ IDG

ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มที่

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ