International Website

สร้างนวัตกรรมให้ทันโลกด้วยข้อมูลสิทธิบัตร
PATENT-INFORMED INVENTING

“The patent system is the most prolific and up-to-date source of information on applied technology”

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ปัจจุบัน การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D นั้น มีความเสี่ยงที่สูง ซึ่งร้อยละ 66 ของผลิตภัณฑ์กว่า 250,000 รายการ ที่ออกสู่ตลาดทุกปี มักจะล้มเหลว, เจ๊ง หรือไม่สามารถไปต่อได้ภายในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรก แต่ในทางกลับกัน 100 บริษัทอันดับต้นๆ ของโลกด้านวิจัยพัฒนา ได้ลงทุนใน R&D รวมกันไม่ต่ำกว่า 6.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 22 ล้านล้านบาท) ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อช่วยหาเหตุผลในการตั้งงบประมาณด้าน R&D ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

IP Vision ตอนนี้ ผมเลยถือโอกาสแนะนำ การใช้ข้อมูลสิทธิบัตร เป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกบริษัท/องค์กร ทุกไซส์ทุกขนาดที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการตรวจสอบโอกาสและความเสี่ยงของนวัตกรรมที่ตนกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการนำข้อมูลสิทธิบัตรมาใช้ในการสรรหาโจทย์การวิจัยพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีคุณค่าและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผมขอเรียกกระบวนการในการนำข้อมูลสิทธิบัตร มาใช้ในกระบวนการวิจัยพัฒนาว่า การประดิษฐ์เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Inventing ซึ่งหลักๆ คือการนำข้อมูลสิทธิบัตรมาประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น ผลการสำรวจและวิเคราะห์ตลาด, พฤติกรรมผู้บริโภค, ประเมินศักยภาพภายในองค์กร, รวมถึงกลยุทธ์ของธุรกิจ ฯลฯ ในกระบวนการประดิษฐ์หรือการวิจัยพัฒนา (R&D) ตั้งแต่การประเมินความเป็นไปได้ของไอเดียที่สนใจ, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและการขายต่อไป

เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างนวัตกรรมที่เกี่ยวกับ ข้าว เนื่องจากข้าวเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของไทย โดยไทยเราเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก (รองจากอินเดียในปี 2560) แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยเห็นการต่อยอดในการสร้างนวัตกรรมจากข้าวมากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ครั้งนี้ โดยที่ผมจะเน้นการตรวจสอบ สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการนำข้าวไปใช้เป็นองค์ประกอบในการพัฒนานวัตกรรมด้านเครื่องสำอาง Cosmetics ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทยมีการแข่งขันสูง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างของกระบวนการ Strategic Inventing ในช่วงการเริ่มต้นค้นหาและพัฒนาไอเดีย Ideation Stage ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

เพื่อเข้าใจภาพรวมของเทคโนโลยี, แนวโน้มการลงทุนเพื่อปกป้องเทคโนโลยี, ผู้เล่นหลักที่ยื่นจดสิทธิบัตร, กลยุทธ์และจุดโฟกัสของผู้เล่นหลักในการยื่นจดทะเบียน, ผู้ประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญในขอบเขตเทคโนโลยีดังกล่าว, เคสการดำเนินคดีด้านสิทธิบัตร (Patent litigations) หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) รวมถึงตัวอย่างการประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูง สามารถช่วยเราประเมินโอกาสการและความเสี่ยงในการแข่งขันในตลาดได้ เมื่อนำข้อมูลสิทธิบัตรมาเปรียบเทียบกับโจทย์ ไอเดีย หรือคอนเซ็ปผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ที่เราสนใจ เพื่อเป็นการหา Insights ที่สำคัญ โดยอาจจะนำข้อมูลสิทธิบัตรทั้งหมดทำเป็นลักษณะของกราฟและโมเดลต่างๆ เช่นรูปตัวอย่างที่ 1-6  ต่อไปนี้

Rice & Cosmetic (2,503 simple; 4,537 total)

รูปที่ 1 : แนวโน้มการยื่นคำขอรับจดสิทธิบัตรทั่วโลก เทรนด์ขาขึ้นแสดงให้เราเห็นว่างานประดิษฐ์ด้านนี้มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนา และการจดสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่องในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี

รูปที่ 2 : ผู้ขอถือสิทธิ/เจ้าของสิทธิบัตรอันดับต้น แสดงให้เห็นว่าใครลงทุนในงานประดิษฐ์/งานวิจัยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าคู่แข่งหรือพันธมิตรของเราคือใครบ้าง ซึ่งสำหรับการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับที่เราสนใจนั้น เจ้าของสิทธิบัตรอันดับต้นๆ คือ L’Oreal, Amorepacific Corporation, Nestec SA, etc.

รูปที่ 3 :  ซึ่งประเทศที่มีการยื่นจดการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุดได้แก่ เกาหลีใต้ อเมริกา ญี่ปุ่น จีน ล้วนแต่เป็นตลาดใหญ่สำหรับการพัฒนาและขายนวัตกรรมด้านเครื่องสำอาง จะเห็นได้ว่ามีการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในประเทศเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

รูปที่ 4 :  สัญชาติของเจ้าของสิทธิที่ยื่นจดสิทธิบัตรด้านนี้มากที่สุดในโลก ชัดเจนว่าเจ้าของสัญชาติเกาหลีใต้ (KR) จีน (CN) ญี่ปุ่น (JP) อเมริกา (US) และฝรั่งเศส (FR) มาเป็นอันดับต้นๆ

รูปที่ 5 :  แสดงการแบ่งกลุ่มการประดิษฐ์จากสิทธิบัตรตามระบบ Cooperative Patent Classifications (CPC) แสดงให้เห็นว่าสิทธิบัตรส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง โดยสิทธิบัตรส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่ม A61 หรือมีความเกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ การเตรียมองค์ประกอบทางยา ทางการแพทย์ และการนำไปใช้เป็นเครื่องสำอาง เป็นต้น

รูปที่ 6 :  แสดงผู้ประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ดังกล่าว ว่าเป็นใครและมาจากไหนบ้าง สามารถเข้าไปร่วมมือกันในอนาคตได้หรือไม่? อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เราได้การหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กรก็ได้

[/av_iconlist_item]
[av_iconlist_item title='2. ตรวจสอบโอกาสการนำเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ไปพัฒนาต่อยอด (Inactive Patents’ Opportunity Analysis) ' link='' linktarget='' linkelement='' icon='ue803' font='entypo-fontello' av_uid='av-5pgtqhe']
โดยโอกาสในการนำเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ไปพัฒนาต่อยอด อาจจะเกิดจากการที่ผู้ยื่นคำขอละทิ้งไปเอง (Withdrawn), ถูกปฎิเสธการรับจดทะเบียนโดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร (Reject), หมดอายุ (Expired), ไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมต่ออายุ (non-Payment) หรือยกเลิกสิทธิ (Abandon) โดยการยกเลิกเองหรือการบังคับด้วยกฎหมายจากการแพ้คดี เป็นต้น

รูปที่ 7 :  แสดงให้เห็นถึงสถานะทางกฎหมายของเอกสารสิทธิบัตร ซึ่งในกรณีนี้มีถึง 50% ของงานที่ Inactive (1,291/2,503) และมีเพียง 24% ของงานทั้งหมดที่ Active และสามารถใช้สิทธิได้ (599/2,503)

รูปที่ 8 : แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ที่ซอฟต์แวร์ประเมินว่ามีมูลค่าสูง (เรียงจากบนลงล่าง) โดยถ้าเราตรวจสอบรายการสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว อาจจะเห็นงานบางตัวที่น่าสนใจ ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ เช่น สามารถเข้าไปอ่าน Abstract (บทสรุป) เพื่อทำความเข้าใจกับงานดังกล่าวเบื้องต้น, ดึง Claims (ข้อถือสิทธิ) เพื่อตรวจสอบขอบเขตของสิทธิที่เขาต้องการขอรับความคุ้มครอง รวมถึงรายละเอียดเชิงลึกด้านเทคนิคใน Description ต่อไป และที่สำคัญคือ ให้ดำเนินการตรวจสอบ Patent Citations ของงานดังกล่าวด้วย เพื่อตรวจสอบประวัติการอ้างอิง เนื่องจากอาจจะมีเอกสารสิทธิบัตรฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่อ้างอิงฉบับดังกล่าวที่ยังคง Active และมีการขอรับการคุ้มครองในขอบเขตที่เราสนใจ จนอาจจะทำให้เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น ในการดึงเอกสารมาใช้เลย หรือเพื่อมา Reverse Engineer ควรดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุดครับ

หาช่องว่างทางนวัตกรรมด้วยการทำแผนที่สิทธิบัตรนั้น จะทำให้เราเห็นข้อมูลสิทธิบัตรในรูปแบบของแผนที่ 3 มิติ (ตามรูปที่ 9) โดยสิทธิบัตรทั้งหมดที่เราเลือก จะมารวมตัวกันอยู่บนแผนที่ดังกล่าว และแบ่งตามความใกล้เคียงหรือความแตกต่างของเนื้อหา โดยเอกสารที่มีความใกล้เคียงกันที่สุด จะถูกนำมาจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกันหรือใกล้เคียง ก่อให้เกิดเป็น Cluster โดยเอกสารที่มีความแตกต่างในลักษณะของการประดิษฐ์จะถูกแยกห่างออกไปจาก Cluster ดังกล่าว โดยในถ้า Cluster มีความสูงระดับหนึ่งหรือเริ่มนูนขึ้นจะเรียกว่า Peak ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจดสิทธิบัตรจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ บนแผนที่ กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนวิจัยพัฒนาสูง เนื่องจากมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้ก็คือ Redspace หรือพื้นที่สีแดงที่เราอาจจะควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้ไปทับหรือละเมิดสิทธิของเจ้าของสิทธิรายอื่น

รูปที่ 9 : แสดงช่องว่างทางนวัตกรรม จากสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เราสนใจ

รูปที่ 10 : แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การจดสิทธิบัตรของคู่แข่งรายใหญ่ ซึ่งผมนำมาเปรียบเทียบกันบนแผนที่สิทธิบัตร เพื่อให้เห็นว่าแต่ละรายมีความเข็มแข็งในพื้นที่ตำแหน่งไหนอย่างไรบ้าง ถ้าเรามีงานประดิษฐ์ของเราเองที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตเทคโนโลยีนี้ ผมแนะนำให้ลองใช้ระบบวิเคราะห์และวางลงบนแผนที่ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่างานประดิษฐ์ของเราจะอยู่ตรงไหนบนแผนที่ อาจจะทำให้เราเห็นศักยภาพ ความเสี่ยง และโอกาสในงานของเรามากขึ้นได้

รูปที่ 11 : เป็นรูปสุดท้ายที่ผมจะแสดงให้ทุกท่านเห็นเป็นตัวอย่าง โดยจะให้เห็นพื้นที่ที่มีการยื่นคำขอใหม่เข้าไป โดยเฉพาะในช่วงปี 2018 เท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงปีล่าสุด และอาจจะทำให้เราเห็นถึงพื้นที่เกิดใหม่หรือ Emerging Areas ที่เพิ่งมีการยื่นขอรับสิทธิบัตรเข้าไป และที่เราอาจจะสนใจตรวจสอบเพิ่มเติมก็ได้ โดยพื้นที่ที่ผมสนใจเลือกเป็นตัวอย่างมาวิเคราะห์เพิ่มเติม คือพื้นที่ 4 ช่องกลางซ้ายสุดที่เกี่ยวข้อง Whitening Rice, Bran, Skin Care, Skin Whitening เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังมีการยื่นจดน้อยอยู่หรือที่เรียกว่า Whitespace แต่เริ่มมีกิจกรรมมากขึ้นในปี 2018 ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าไปเล่นมากนัก รวมถึงมีสิทธิบัตร 1 ฉบับ เลขที่ HK1106981A1 ของ Avon Products, Inc. ที่ได้มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิไปแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวยังไม่เคยมีคดีความใดๆ เกิดขึ้น อาจจะยังไม่เสี่ยงมากนักถ้าเราจะเรียนรู้สิทธิบัตรที่อยู่ในกลุ่มนี้ เพื่อนำมาหาแนวทางการพัฒนา ต่อยอด หรือเพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรให้ครอบคลุม เป็นผู้นำในพื้นที่ดังกล่าว เป็นต้น

ท้ายนี้ ผมขอสรุปว่า ข้อมูลสิทธิบัตร จะเข้ามามีความสำคัญกับนักวิจัย ผู้ประดิษฐ์ และทุกๆ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนา และการสร้างนวัตกรมมมากขึ้นเรื่อยๆ และจะกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในอนาคต เนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ครบถ้วนที่สุดในโลก แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรในการแนะนำวิธีการ และกลยุทธ์อย่างถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละเคส ซึ่งในปัจจุบัน IDG เรามีทั้งเครื่องมือและทีมงานที่มีความพร้อม ในการให้คำปรึกษาและคำแนะนำ ทั้งเรื่องการจดสิทธิบัตรและด้านทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท รวมถึงการใช้ข้อมูลสิทธิบัตร เพื่อการพัฒนานวัตกรรมของทุกองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และครองพื้นที่นวัตกรรมแห่งใหม่อย่างเข็มแข็ง มั่นคง ต่อไปครับ

วีระเวช อรธนาลัย (กาย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

สร้างนวัตกรรมให้ทันโลกด้วยข้อมูลสิทธิบัตร
PATENT-INFORMED INVENTING

“The patent system is the most prolific and up-to-date source of information on applied technology”

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ปัจจุบัน การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D นั้น มีความเสี่ยงที่สูง ซึ่งร้อยละ 66 ของผลิตภัณฑ์กว่า 250,000 รายการ ที่ออกสู่ตลาดทุกปี มักจะล้มเหลว, เจ๊ง หรือไม่สามารถไปต่อได้ภายในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรก แต่ในทางกลับกัน 100 บริษัทอันดับต้นๆ ของโลกด้านวิจัยพัฒนา ได้ลงทุนใน R&D รวมกันไม่ต่ำกว่า 6.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 22 ล้านล้านบาท) ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อช่วยหาเหตุผลในการตั้งงบประมาณด้าน R&D ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

IP Vision ตอนนี้ ผมเลยถือโอกาสแนะนำ การใช้ข้อมูลสิทธิบัตร เป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกบริษัท/องค์กร ทุกไซส์ทุกขนาดที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการตรวจสอบโอกาสและความเสี่ยงของนวัตกรรมที่ตนกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการนำข้อมูลสิทธิบัตรมาใช้ในการสรรหาโจทย์การวิจัยพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีคุณค่าและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผมขอเรียกกระบวนการในการนำข้อมูลสิทธิบัตร มาใช้ในกระบวนการวิจัยพัฒนาว่า การประดิษฐ์เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Inventing ซึ่งหลักๆ คือการนำข้อมูลสิทธิบัตรมาประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น ผลการสำรวจและวิเคราะห์ตลาด, พฤติกรรมผู้บริโภค, ประเมินศักยภาพภายในองค์กร, รวมถึงกลยุทธ์ของธุรกิจ ฯลฯ ในกระบวนการประดิษฐ์หรือการวิจัยพัฒนา (R&D) ตั้งแต่การประเมินความเป็นไปได้ของไอเดียที่สนใจ, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและการขายต่อไป

เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างนวัตกรรมที่เกี่ยวกับ ข้าว เนื่องจากข้าวเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของไทย โดยไทยเราเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก (รองจากอินเดียในปี 2560) แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยเห็นการต่อยอดในการสร้างนวัตกรรมจากข้าวมากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ครั้งนี้ โดยที่ผมจะเน้นการตรวจสอบ สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการนำข้าวไปใช้เป็นองค์ประกอบในการพัฒนานวัตกรรมด้านเครื่องสำอาง Cosmetics ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทยมีการแข่งขันสูง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างของกระบวนการ Strategic Inventing ในช่วงการเริ่มต้นค้นหาและพัฒนาไอเดีย Ideation Stage ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

เพื่อเข้าใจภาพรวมของเทคโนโลยี, แนวโน้มการลงทุนเพื่อปกป้องเทคโนโลยี, ผู้เล่นหลักที่ยื่นจดสิทธิบัตร, กลยุทธ์และจุดโฟกัสของผู้เล่นหลักในการยื่นจดทะเบียน, ผู้ประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญในขอบเขตเทคโนโลยีดังกล่าว, เคสการดำเนินคดีด้านสิทธิบัตร (Patent litigations) หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) รวมถึงตัวอย่างการประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูง สามารถช่วยเราประเมินโอกาสการและความเสี่ยงในการแข่งขันในตลาดได้ เมื่อนำข้อมูลสิทธิบัตรมาเปรียบเทียบกับโจทย์ ไอเดีย หรือคอนเซ็ปผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ที่เราสนใจ เพื่อเป็นการหา Insights ที่สำคัญ โดยอาจจะนำข้อมูลสิทธิบัตรทั้งหมดทำเป็นลักษณะของกราฟและโมเดลต่างๆ เช่นรูปตัวอย่างที่ 1-6  ต่อไปนี้

Rice & Cosmetic (2,503 simple; 4,537 total)

รูปที่ 1 : แนวโน้มการยื่นคำขอรับจดสิทธิบัตรทั่วโลก เทรนด์ขาขึ้นแสดงให้เราเห็นว่างานประดิษฐ์ด้านนี้มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนา และการจดสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่องในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี

รูปที่ 2 : ผู้ขอถือสิทธิ/เจ้าของสิทธิบัตรอันดับต้น แสดงให้เห็นว่าใครลงทุนในงานประดิษฐ์/งานวิจัยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าคู่แข่งหรือพันธมิตรของเราคือใครบ้าง ซึ่งสำหรับการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับที่เราสนใจนั้น เจ้าของสิทธิบัตรอันดับต้นๆ คือ L’Oreal, Amorepacific Corporation, Nestec SA, etc.

รูปที่ 3 :  ซึ่งประเทศที่มีการยื่นจดการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุดได้แก่ เกาหลีใต้ อเมริกา ญี่ปุ่น จีน ล้วนแต่เป็นตลาดใหญ่สำหรับการพัฒนาและขายนวัตกรรมด้านเครื่องสำอาง จะเห็นได้ว่ามีการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในประเทศเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

รูปที่ 4 :  สัญชาติของเจ้าของสิทธิที่ยื่นจดสิทธิบัตรด้านนี้มากที่สุดในโลก ชัดเจนว่าเจ้าของสัญชาติเกาหลีใต้ (KR) จีน (CN) ญี่ปุ่น (JP) อเมริกา (US) และฝรั่งเศส (FR) มาเป็นอันดับต้นๆ

รูปที่ 5 :  แสดงการแบ่งกลุ่มการประดิษฐ์จากสิทธิบัตรตามระบบ Cooperative Patent Classifications (CPC) แสดงให้เห็นว่าสิทธิบัตรส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง โดยสิทธิบัตรส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่ม A61 หรือมีความเกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ การเตรียมองค์ประกอบทางยา ทางการแพทย์ และการนำไปใช้เป็นเครื่องสำอาง เป็นต้น

รูปที่ 6 :  แสดงผู้ประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ดังกล่าว ว่าเป็นใครและมาจากไหนบ้าง สามารถเข้าไปร่วมมือกันในอนาคตได้หรือไม่? อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เราได้การหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กรก็ได้

[/av_iconlist_item]
[av_iconlist_item title='2. ตรวจสอบโอกาสการนำเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ไปพัฒนาต่อยอด (Inactive Patents’ Opportunity Analysis) ' link='' linktarget='' linkelement='' icon='ue803' font='entypo-fontello' av_uid='av-5pgtqhe']
โดยโอกาสในการนำเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ไปพัฒนาต่อยอด อาจจะเกิดจากการที่ผู้ยื่นคำขอละทิ้งไปเอง (Withdrawn), ถูกปฎิเสธการรับจดทะเบียนโดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร (Reject), หมดอายุ (Expired), ไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมต่ออายุ (non-Payment) หรือยกเลิกสิทธิ (Abandon) โดยการยกเลิกเองหรือการบังคับด้วยกฎหมายจากการแพ้คดี เป็นต้น

รูปที่ 7 :  แสดงให้เห็นถึงสถานะทางกฎหมายของเอกสารสิทธิบัตร ซึ่งในกรณีนี้มีถึง 50% ของงานที่ Inactive (1,291/2,503) และมีเพียง 24% ของงานทั้งหมดที่ Active และสามารถใช้สิทธิได้ (599/2,503)

รูปที่ 8 : แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรที่ Inactive ที่ซอฟต์แวร์ประเมินว่ามีมูลค่าสูง (เรียงจากบนลงล่าง) โดยถ้าเราตรวจสอบรายการสิทธิบัตรดังกล่าวแล้ว อาจจะเห็นงานบางตัวที่น่าสนใจ ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ เช่น สามารถเข้าไปอ่าน Abstract (บทสรุป) เพื่อทำความเข้าใจกับงานดังกล่าวเบื้องต้น, ดึง Claims (ข้อถือสิทธิ) เพื่อตรวจสอบขอบเขตของสิทธิที่เขาต้องการขอรับความคุ้มครอง รวมถึงรายละเอียดเชิงลึกด้านเทคนิคใน Description ต่อไป และที่สำคัญคือ ให้ดำเนินการตรวจสอบ Patent Citations ของงานดังกล่าวด้วย เพื่อตรวจสอบประวัติการอ้างอิง เนื่องจากอาจจะมีเอกสารสิทธิบัตรฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่อ้างอิงฉบับดังกล่าวที่ยังคง Active และมีการขอรับการคุ้มครองในขอบเขตที่เราสนใจ จนอาจจะทำให้เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น ในการดึงเอกสารมาใช้เลย หรือเพื่อมา Reverse Engineer ควรดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุดครับ

หาช่องว่างทางนวัตกรรมด้วยการทำแผนที่สิทธิบัตรนั้น จะทำให้เราเห็นข้อมูลสิทธิบัตรในรูปแบบของแผนที่ 3 มิติ (ตามรูปที่ 9) โดยสิทธิบัตรทั้งหมดที่เราเลือก จะมารวมตัวกันอยู่บนแผนที่ดังกล่าว และแบ่งตามความใกล้เคียงหรือความแตกต่างของเนื้อหา โดยเอกสารที่มีความใกล้เคียงกันที่สุด จะถูกนำมาจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกันหรือใกล้เคียง ก่อให้เกิดเป็น Cluster โดยเอกสารที่มีความแตกต่างในลักษณะของการประดิษฐ์จะถูกแยกห่างออกไปจาก Cluster ดังกล่าว โดยในถ้า Cluster มีความสูงระดับหนึ่งหรือเริ่มนูนขึ้นจะเรียกว่า Peak ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจดสิทธิบัตรจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ บนแผนที่ กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนวิจัยพัฒนาสูง เนื่องจากมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้ก็คือ Redspace หรือพื้นที่สีแดงที่เราอาจจะควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้ไปทับหรือละเมิดสิทธิของเจ้าของสิทธิรายอื่น

รูปที่ 9 : แสดงช่องว่างทางนวัตกรรม จากสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เราสนใจ

รูปที่ 10 : แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การจดสิทธิบัตรของคู่แข่งรายใหญ่ ซึ่งผมนำมาเปรียบเทียบกันบนแผนที่สิทธิบัตร เพื่อให้เห็นว่าแต่ละรายมีความเข็มแข็งในพื้นที่ตำแหน่งไหนอย่างไรบ้าง ถ้าเรามีงานประดิษฐ์ของเราเองที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตเทคโนโลยีนี้ ผมแนะนำให้ลองใช้ระบบวิเคราะห์และวางลงบนแผนที่ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่างานประดิษฐ์ของเราจะอยู่ตรงไหนบนแผนที่ อาจจะทำให้เราเห็นศักยภาพ ความเสี่ยง และโอกาสในงานของเรามากขึ้นได้

รูปที่ 11 : เป็นรูปสุดท้ายที่ผมจะแสดงให้ทุกท่านเห็นเป็นตัวอย่าง โดยจะให้เห็นพื้นที่ที่มีการยื่นคำขอใหม่เข้าไป โดยเฉพาะในช่วงปี 2018 เท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงปีล่าสุด และอาจจะทำให้เราเห็นถึงพื้นที่เกิดใหม่หรือ Emerging Areas ที่เพิ่งมีการยื่นขอรับสิทธิบัตรเข้าไป และที่เราอาจจะสนใจตรวจสอบเพิ่มเติมก็ได้ โดยพื้นที่ที่ผมสนใจเลือกเป็นตัวอย่างมาวิเคราะห์เพิ่มเติม คือพื้นที่ 4 ช่องกลางซ้ายสุดที่เกี่ยวข้อง Whitening Rice, Bran, Skin Care, Skin Whitening เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังมีการยื่นจดน้อยอยู่หรือที่เรียกว่า Whitespace แต่เริ่มมีกิจกรรมมากขึ้นในปี 2018 ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าไปเล่นมากนัก รวมถึงมีสิทธิบัตร 1 ฉบับ เลขที่ HK1106981A1 ของ Avon Products, Inc. ที่ได้มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิไปแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวยังไม่เคยมีคดีความใดๆ เกิดขึ้น อาจจะยังไม่เสี่ยงมากนักถ้าเราจะเรียนรู้สิทธิบัตรที่อยู่ในกลุ่มนี้ เพื่อนำมาหาแนวทางการพัฒนา ต่อยอด หรือเพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรให้ครอบคลุม เป็นผู้นำในพื้นที่ดังกล่าว เป็นต้น

ท้ายนี้ ผมขอสรุปว่า ข้อมูลสิทธิบัตร จะเข้ามามีความสำคัญกับนักวิจัย ผู้ประดิษฐ์ และทุกๆ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนา และการสร้างนวัตกรมมมากขึ้นเรื่อยๆ และจะกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในอนาคต เนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ครบถ้วนที่สุดในโลก แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรในการแนะนำวิธีการ และกลยุทธ์อย่างถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละเคส ซึ่งในปัจจุบัน IDG เรามีทั้งเครื่องมือและทีมงานที่มีความพร้อม ในการให้คำปรึกษาและคำแนะนำ ทั้งเรื่องการจดสิทธิบัตรและด้านทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท รวมถึงการใช้ข้อมูลสิทธิบัตร เพื่อการพัฒนานวัตกรรมของทุกองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และครองพื้นที่นวัตกรรมแห่งใหม่อย่างเข็มแข็ง มั่นคง ต่อไปครับ

วีระเวช อรธนาลัย (กาย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy