Entries by Content Marketer

สถานการณ์ล่าสุดในการยื่นจดเครื่องหมายการค้าของประเทศเมียนมา

IDG MYANMAR UPDATES : สถานการณ์ในเมียนมาและแนวทางเพื่อให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่เคยจดทะเบียนในเมียนมาสำหรับผู้ประกอบการ

         แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศเมียนมาจะยังยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุนนานาชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมียนมายังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนและเป็นฐานผู้บริโภคที่สำคัญของสินค้าไทย ทำให้เจ้าของแบรนด์ต่างให้ความสนใจที่จะบุกตลาดเมียนมา อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของแบรนด์มากขึ้น และสอดรับกับที่ก่อนหน้านี้ ทางการเมียนมาได้ออกประกาศที่แสดงถึงความพร้อมและยกระดับด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดวันที่สำคัญ ๆ เพื่อใช้ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ยิ่งเป็นเหมือนการกระตุ้นความสนใจของผู้ประกอบการยิ่งขึ้นไป แต่สุดท้ายเพราะปัญหาภายในประเทศที่ดำเนินอยู่ขณะนี้ กำหนดการต่าง ๆ จึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

        เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการจะขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ของเมียนมาได้ จะต้องเป็นแบรนด์ที่เคยมีการบันทึกความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Registered Declaration of Trademark Ownership) เอาไว้ก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาขอยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Re-filing) ในช่วง Soft Opening ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมา (MIPO) ได้ และให้อายุความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่ 10 ปีเช่นนานาประเทศ

         ในส่วนของเจ้าของแบรนด์ที่ยังไม่เคยได้รับความคุ้มครองมาก่อนเลยในเมียนมา ขณะนี้ ทางการเมียนมาได้มีการประกาศให้สามารถกลับมาใช้ระบบการบันทึกความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือการจดทะเบียนรูปแบบเดิมได้แล้ว หลังจากที่มีการยุติการให้บริการดังกล่าวไปชั่วคราว โดยการจดทะเบียนในรูปแบบเดิม จะเป็นการยื่นต่อสำนักงานทะเบียนในกรุงย่างกุ้ง ก่อนที่จะมีการเปิดอาคารกรมทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ที่กรุงเนปิดอว์ในอนาคต

          กระบวนการจดทะเบียนตามระบบจดทะเบียนรูปแบบเดิม จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 เดือนโดยประมาณ เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะสามารถนำบันทึกความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้วนั้น มายื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Re-filing) ในช่วง Soft Opening นี้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพราะการยื่นบันทึกข้อมูลเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening นี้ จะเป็นการแสดงความจำนงว่าต้องการจะได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในเมียนมาตามกฎหมายฉบับใหม่ และจะทำให้เครื่องหมายการค้าที่บันทึกข้อมูลไว้ ได้รับการพิจารณาจากนายทะเบียนเป็นกลุ่มแรก

          ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วง Soft Opening ไปสู่ช่วง Grand Opening เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับเจ้าของแบรนด์ เพราะเมียนมายึดแนวพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามหลัก ‘First to File’ หรือการสันนิษฐานว่าผู้ที่ยื่นคำขอไว้อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิที่ดีกว่า ดังนั้น ยิ่งมีการยื่นคำขอได้เร็ว ยิ่งมีโอกาสที่จะได้รับจดทะเบียนสูงกว่าการยื่นในภายหลัง ซึ่งหากเจ้าของแบรนด์เลือกที่จะรอการเปิดระบบ Grand Opening เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เครื่องหมายการค้าอาจต้องพบกับอุปสรรคในระหว่างการพิจารณา เพราะช่วง Grand Opening จะเป็นการเปิดให้สาธารณชนยื่นคำขอได้โดยไม่ได้มีข้อจำกัดแล้วว่าจะต้องมีหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้วในเมียนมามาก่อน

          อย่างไรก็ดี การบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening จะไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายของการจดทะเบียนตามกฎหมายฉบับใหม่ เพราะผู้ขอที่ยื่นไว้แล้ว ยังต้องเตรียมการนำส่งแบบฟอร์มตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด และชำระค่าธรรมเนียม เมื่อมีการเข้าสู่ช่วง Grand Opening อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมา ยังไม่ได้มีการกำหนดแบบฟอร์มมาตรฐาน หรือแนวทางการพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตลอดจนอัตราค่าธรรมเนียมมาแต่อย่างใด


CHECKLIST สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในเมียนมา 

  • หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ที่ลงนามแล้ว พร้อมรับรองลายมือชื่อโดยทนายความ และรับรองนิติกรณ์เอกสารโดยกรมการกงสล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย
  • สำเนาหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Declaration of Trademark Ownership) ที่ลงนามแล้ว พร้อมรับรองลายมือชื่อโดยทนายความ
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอจดทะเบียน (ภาษาอังกฤษ)
  • ภาพเครื่องหมายการค้า (ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ นามสกุล .jpg)
  • รายการสินค้า/บริการที่ต้องการจดทะเบียน
  • กรณียื่นในนามนิติบุคคล ใช้ สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ของกรรมการผู้มีอำนาจ *ใช้สำหรับกระบวนการรับรองเอกสาร
  • กรณียื่นในนามบุคคลธรรมดา ใช้ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้ขอจดทะเบียน *ใช้สำหรับกระบวนการรับรองเอกสาร

หมายเหตุ:

*IDG จะเป็นผู้จัดเตรียมแบบฟอร์มเอกสารตาม 1) และ 2) สำหรับให้ลงนาม และเมื่อได้รับข้อมูลตาม Checklist ทั้งหมดแล้ว ท่านจะได้รับเอกสารยืนยันข้อมูลเครื่องหมายการค้า (Confirmation Sheet) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการเริ่มกระบวนการยื่นคำขอ


ขั้นตอนการดำเนินการของ IDG

1. เตรียมเอกสารให้ลงนาม ประทับตราสำคัญ และนำไปรับรองเอกสาร

3 – 10 วัน นับจากวันที่ได้รับการยืนยันและได้รับชำระค่าบริการ

2. นำส่งเอกสารที่รับรองแล้วไปที่ IDG สาขาเมียนมา

7 – 14 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารคืนจากสถานทูตฯ

3. ยื่นคำขอตามระบบจดทะเบียนเดิม ที่สำนักงานทะเบียนกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และนำส่งรายงานการยื่นคำขอให้ทางอีเมล

14 วัน นับจากวันที่เอกสารไปถึง

สำนักงานสาขา

4. ติดตามและรอผลการจดทะเบียน

2 – 4 เดือน

5. รับหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้ว จากสำนักงานทะเบียนฯ และนำส่งรายงานการรับหนังสือฯ ทางอีเมล

7 – 10 วัน นับจากได้รับแจ้งจากสำนักงานทะเบียนฯ

6. ยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening และนำส่งรายงายการยื่นบันทึกให้ทางอีเมล

3 – 5 วัน นับจากได้รับหนังสือฯ ที่จดทะเบียนแล้ว

7. ติดตามความคืบหน้าของกรมฯ และรอประกาศกำหนดวันที่สำหรับ Grand Opening แบบฟอร์ม หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ 

เพื่อแจ้งให้ท่านทราบเป็นระยะ

    ค่าบริการของ IDG

พิเศษ ! สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่สนใจจะปกป้องเครื่องหมายการค้าในประเทศเมียนมา

จดทะเบียนตามระบบการจดทะเบียนแบบเดิม เพียง 19,900 บาท จาก 28,000 บาท

พิเศษยิ่งกว่านั้น ! 

รวมค่าบริการในการยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนในช่วง Soft Opening แล้ว

จากปกติ คำขอละ 5,000 บาท

สำหรับเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่เคยจดทะเบียนมาก่อนในเมียนมาเท่านั้น!

ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น

หมายเหตุ:

* IDG จะเป็นผู้จัดเก็บหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าฉบับจริงไว้ ณ สำนักงานสาขา กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการช่วง Soft Opening และ Grand Opening ต่อไป โดยจะนำส่งเป็นสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ให้กับท่านเพื่ออ้างอิงเท่านั้น ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องใช้ฉบับจริงในการอ้างยันสิทธิทางทะเบียนของท่าน แต่หากท่านต้องการจะได้รับเอกสารฉบับจริงด้วย ทางทีมงานจะดำเนินการจัดส่งให้ผ่านผู้รับขน (DHL Corporate) ซึ่งอาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มเติมตามที่ถูกเรียกเก็บจริง

** ค่าบริการข้างต้น รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการยื่นขอจดทะเบียนหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของ ค่ารับรองเอกสาร ค่าเดินทางและตรวจสอบเอกสาร และค่าขนส่งเอกสารจากประเทศไทยไปเมียนมา ทั้งนี้ ยกเว้นเฉพาะ ค่าขนส่งหนังสือฯ ฉบับจริงกลับมายังประเทศไทยเท่านั้น ที่จะเรียกเก็บเพิ่มเติมหากท่านมีความประสงค์จะรับเอกสารฉบับจริง

*** ค่าบริการข้างต้น ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมที่อาจเรียกเก็บในช่วง Grand Opening ซึ่งต้องรอการประกาศจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมาต่อไป


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

รายการสินค้า สำคัญกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างไร ?

รายการสินค้า สำคัญกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างไร ?

         ถ้าพูดถึงเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คนมักจะนึกถึงเรื่องของการคุ้มครองชื่อ ยี่ห้อ แบรนด์ หรือ โลโก้

แต่รู้หรือไม่ ? ว่ารายการสินค้า ก็เป็นอีกตัวแปรที่สำคัญในการจดทะเบียนไม่แพ้กัน

         เนื่องจากในเรื่องของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น แบรนด์ต่าง ๆ จะต้องระบุรายการสินค้าหรือบริการของตัวเองให้ชัดเจนว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวขายหรือบริการอยู่ในหมวดหมู่อะไร เพราะตามที่ มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

         ในขณะเดียวกัน การเลือกรายการสินค้านั้นไม่ได้ส่งผลแค่ในเรื่องของค่าทำเนียม แต่ยังส่งผลต่อการพิจารณารับจดทะเบียนของนายทะเบียนด้วยเช่นกัน เพราะหากแบรนด์ระบุรายการสินค้าผิดประเภทหรือไม่ชัดเจน ไม่เป็นไปตามทะเบียนรายการสินค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายทะเบียนอาจมีคำสั่งให้แก้ไขรายการสินค้าดังกล่าวได้ และจะทำให้การจดทะเบียนนั้นมีความล่าช้ากว่าเดิม เพราะต้องมาเสียเวลาในการแก้ไขรายการสินค้า

        โดยวันนี้ IDG จะมาแนะนำวิธีที่จะทำให้แบรนด์ต่าง ๆ มีโอกาสในการจดทะเบียนได้มากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย 3 วิธีการ ดังนี้:

  1. การระบุรายการสินค้า สามารถเข้าไปที่ Website https://tmsearch.ipthailand.go.th/  เพื่อดูว่ามีรายการสินค้าอะไรบ้างที่ตรงกับที่สินค้าทีต้องการจดทะเบียน
  2. รายการสินค้าที่จดทะเบียนนั้นไม่ควรมีปริมาณมากจนเกินไป เพราะส่งผลต่อการพิจารณา อาจจะทำให้การพิจารณาล่าช้าและนายทะเบียนอาจปฎิเสธการรับจดทะเบียนได้เช่นกัน
  3. จดรายการสินค้าที่มีแผนจะผลิต การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น นอกจากจะจดกับสินค้าที่ขายปัจจุบันแล้ว ยังสามารถจดรายการสินค้าที่จะมีในอนาคตได้เช่นกัน เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน

        จะเห็นได้ว่านอกจาก ตัวเครื่องหมายการค้าแล้ว รายการสินค้าก็ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการรับจดทะเบียน ฉะนั้นควรตรวจสอบความถูกต้องของรายการสินค้าก่อนยื่นจดทะเบียนเช่นกัน


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

Brand Guideline คู่มือสำคัญในการใช้งานอัตลักษณ์องค์กร จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง?

Brand Guideline คู่มือสำคัญในการใช้งานอัตลักษณ์องค์กร จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง?

         อธิบายโดยใช้คำจำกัดความง่าย ๆ Brand Guideline หมายถึง “คัมภีร์” ที่จะช่วยสื่อสารแบรนด์ เพื่อให้คนในองค์กรมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ เป็นการอธิบายขอบเขต หรือข้อกำหนดของการใช้งานโลโก้ โทนสีต่าง ๆ ชุดตัวอักษร การออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ทางการตลาด ทั้งหมดคือ Corporate Identity หรือ CI ขององค์กรหรือแบรนด์ของคุณนั่นเอง ซึ่งการมี Brand Guideline นั้นมีข้อดีและมีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้ทุกคนจดจำแบรนด์ และนำ CI ของแบรนด์ไปใช้งานตามขอบเขตที่กำหนดไว้ ไม่หลงทิศทาง และเห็นเป็นภาพเดียวกันนั่นเอง ไม่ว่าจะนำโลโก้ หรือ CI ไปใช้งานที่ใด เมื่อมี Brand Guideline เป็นตัวกำหนดแล้ว จะช่วยให้เห็นภาพรวมของแบรนด์ และทำให้ฝ่ายที่จะต้องนำสื่อต่าง ๆ ไปใช้งานต่อหรือออกแบบสื่อต่าง ๆ ต่อไป สามารถควบคุมคุณภาพของงานได้ดียิ่งขึ้น 

         หากพูดถึงสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องกำหนดลงไปใน Brand Guideline นั้น จะเน้นไปที่การอธิบายตัวตนความเป็นแบรนด์ของเรา ซึ่งประกอบไปด้วย

Vision, Mission และ Values

  • วิสัยทัศน์ (Vision) การมองภาพอนาคต และกำหนดจุดหมายปลายทางขององค์กร ที่เชื่อมโยงกับภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน แล้วมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการจุดหมายปลายทางที่ต้องการ 
  • พันธกิจ (Mission) สิ่งที่คุณกำหนดและวางแผนเพื่อทำให้เป้าหมายหลัก (Vision) ขององค์กรเป็นจริง
  • คุณค่าของแบรนด์ (Values) สิ่งที่องค์กรหรือแบรนด์ของคุณยึดถือเป็น

Visual

ภาพลักษณ์ ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญและเป็นส่วนที่ช่วยในการทำให้คนในองค์กร หรือกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คุณสามารถจดจำแบรนด์ของคุณได้ บางครั้งอาจจดจำได้ผ่านสี ผ่านโลโก้ หรือเพียงแค่เห็นลายเส้น ชุดตัวอักษรบางอย่างก็สามารถนึกถึงสินค้าหรือบริการของคุณได้ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • โลโก้ (Logo) โลโก้ของคุณถูกออกแบบอย่างไร มีความหมายสื่อสารอย่างไร 
  • การใช้สี (Color Palette) ต้องกำหนดค่าสีเพื่อให้ทุกคนสามารถนำชุดค่าสีนั้นๆไปใช้งานได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ตามหลักแล้วไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องใช้จำนวนกี่สี แต่ในทางที่ดีไม่ควรมีการกำหนดสีที่ใช้งานที่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ CI ของแบรนด์คุณไม่ถูกจดจำ ควรมีสีหลัก 2-3 สี และอาจใช้สีอื่นๆช่วยเสริมในการออกแบบต่างๆเพิ่มเติมได้
  • รูปแบบชุดตัวอักษร (Font) สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือการเลือกใช้ตัวอักษรที่เหมาะสมกับ Mood&Tone ของแบรนด์ เพราะชุดตัวอักษรรูปแบบต่าง ๆ ก็สามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้
  • ภาพ ลายเส้น หรือไอคอนต่างๆ (Key Visual) ส่วนนี้จะเป็นส่วนเสริมที่ช่วยให้คนจดจำแบรนด์ของคุณได้ เมื่อเห็นลายเส้นแบบนี้ ไอคอนต่าง ๆ หรือภาพประกอบลักษณะนี้ ที่แบรนด์ของเราสื่อสารและแสดงออกมาให้ลูกค้าหรือคนในองค์กรเห็นบ่อย ๆ

สิ่งที่ “ทำได้” และ “ไม่ควรทำ”

เมื่อมีการกำหนดแล้วว่า CI ขององค์กรหรือแบรนด์ของคุณ ควรนำไปใช้งานอย่างถูกต้องอย่างไร สิ่งที่ต้องมาคู่กันก็คือการกำหนด “สิ่งที่ไม่ควรทำ” กับ CI ของคุณ และแสดงตัวอย่างให้เห็นเป็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น 

  • การนำโลโก้ไปใช้งานบนพื้นที่ต่างๆ เช่น พื้นสี พื้นขาวดำ จำเป็นต้องวางข้อกำหนดต่างๆไว้ว่าแบบไหนสามารถใช้ได้ และไม่ควรใช้ เพื่อเป็นแนวทางการใช้งานในทิศทางเดียวกัน
  • การวางตำแหน่งของโลโก้ 
  • การระบุการใช้งานชุดสี 
  • แนวทางการจัดวางภาพ การออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ (ขนาดหรือตำแหน่ง)
  • ขนาดของตัวอักษร การจัดวางชุดตัวอักษร
  • แนวทางการใช้ Key Message ที่จะสื่อสารกับลูกค้าของคุณ

เมื่อเราได้กำหนด Corporate Identity (CI) หรือทิศทางการสื่อสารแบรนด์ของเราแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จำเป็นจะต้องมีเพื่อให้ทุกคนยึดถือแนวทางเดียวกัน ก็คือ Brand Guideline จะยิ่งเป็นส่วนที่ทำให้แบรนด์ของคุณแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
และเมื่อมีการปรับปรุงหรือ Rebrand ของคุณ อย่าลืมที่จะต้อง Update ข้อมูล Brand Guideline อย่างสม่ำเสมอด้วย 


IDG ให้บริการออกแบบโลโก้ และ อัตลักษณ์องค์กร (corporate Identity)  

สร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ (Brand Identity) ที่จะเสริมธุรกิจของคุณให้แข็งแรง และเป็นที่จดจำด้วยความโดดเด่น แตกต่าง และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เรายินดีให้คำปรึกษา ด้านการออกแบบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์และธุรกิจของคุณ

https://idgthailand.com/design/#logodesign 

https://idgthailand.com/design/#CIdesign 

ทำไมจึงต้องคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า?

ทำไมจึงต้องคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า?

         เราจะเห็นกันได้ชัดเลยว่า ในยุคนี้ องค์กรขนาดใหญ่ จนไปถึงขนาด SME ได้ให้ความสนใจกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามากขึ้น เหตุเพราะ เพื่อปกป้องสิทธิ์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือรวมไปถึง สร้างมูลค่าให้กับผลงาน และเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ของพวกเขา แต่ รู้หรือไม่ ? ว่ายังมีหลาย ๆ คนที่ยังไม่ทราบกันว่า “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสามารถคัดค้านได้”

          ซึ่ง IDG มองเห็นว่า นอกเหนือจากการจดทะเบียนแล้ว เรื่องการคัดค้านก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลาย ๆ  ท่านควรตระหนักด้วยเช่นกัน ดังนั้น วันนี้ IDG ขอนำเสนอ ว่าเพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องขอคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ  ในการยื่นเรื่องอีกด้วย

          เริ่มต้นในเรื่องของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากนายทะเบียนพิจารณาแล้วว่า เครื่องหมายการค้าที่ได้ถูกยื่นขอจดทะเบียน มีลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรา 6
ดังนั้น จะมีคำสั่งให้ ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียน  โดยสามารถประกาศผ่านทาง Website ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น

และเมื่อได้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดแล้ว กฎหมายก็ได้ให้สิทธิแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถที่จะยื่นขอคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้มีการประกาศโฆษณา หากเห็นว่า     

  • ตนเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น
  •  เครื่องหมายการค้านั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้
  • การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

         จะเห็นได้ว่า หากบุคคลใดเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนซึ่งอยู่ระหว่างการประกาศโฆษณา ก็สามารถยื่นขอคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ พร้อมกับแนบหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้านั้น เพราะหากคัดค้านการจดทะเบียนไม่ทัน ก็ต้องไปสู่การเพิกถอนเครื่องหมายการค้าแทน ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาและกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าเดิม

    ฉะนั้นทางผู้คัดค้านเองจะต้องคอยตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ว่าคำขอจดทะเบียนดังกล่าวมีสถานะการเปลี่ยนแปลงเช่นไร เพื่อที่จะเตรียมคัดค้านการจดทะเบียนได้ทันเวลา

ทั้งนี้ IDG พร้อมให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำในการคัดค้านการจดทะเบียนรวมถึงบริการตรวจสอบสถานะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น (Trademark Watch)


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

จดสิทธิบัตรต่างประเทศด้วยตัวเองหรือผ่านบริษัทที่ปรึกษา อย่างไหนดีกว่ากัน?

จดสิทธิบัตรต่างประเทศด้วยตัวเองหรือผ่านบริษัทที่ปรึกษา อย่างไหนดีกว่ากัน?

         ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรไปแล้วมากมายทั่วโลกโดยพิจารณาได้ว่าเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยี โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มที่จะตื่นตัวและนำแนวคิดสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปจดสิทธิบัตรมากขึ้น เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการปกป้องสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองและยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการทำเงินอีกด้วย

          ในปัจจุบันมีบริษัทที่ให้คำปรึกษาในการจดสิทธิบัตรมากมาย หลายๆท่านก็อาจมีความสงสัยว่าระหว่างการเตรียมจดสิทธิบัตรต่างประเทศด้วยตัวเองกับจ้างบริษัทเฉพาะทางมาช่วยเหลือ อย่างไหนจะดี หรือ คุ้มค่ามากกว่ากัน ทางเราจึงได้รวบรวมข้อดีและข้อเสียของทั้งสองแบบมาให้ท่านใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัวเลือก ดังนี้

ข้อดีและข้อเสียของการยื่นจดสิทธิบัตรต่างประเทศด้วยตัวเอง

ข้อดี

  • ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าบริการจ้างบริษัทที่ปรึกษามาเป็นตัวกลางประสานงาน
  • ได้มีประสบการณ์ตรงในการเตรียมเอกสารยื่นสิทธิบัตรต่างประเทศและประสานงานกับตัวแทนสิทธิบัตรต่างประเทศเองทั้งหมด

ข้อเสีย

  • การยื่นสิทธิบัตรต่างประเทศ ตามกฎหมายนั้น จะต้องดำเนินการผ่านตัวแทนสิทธิบัตรในประเทศนั้นๆ ท่านจึงต้องติดต่อหาตัวแทนสิทธิบัตรเอง ซึ่งหากดำเนินการกับตัวแทนที่ขาดประสบการณ์อาจเกิดผลกระทบกับคำขอรับสิทธิบัตรได้ เช่น ดำเนินการไม่ทันกำหนด คำขอตาย เป็นต้น
  • ไม่รู้ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนก่อนการดำเนินการ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ค่าแปลเอกสาร ค่ารับรองเอกสาร ค่าจัดส่งเอกสารไปต่างประเทศ เป็นต้น
  • มีความเสี่ยงที่งานประดิษฐ์ของท่านที่ได้คิดค้นมาอาจจะรั่วไหลเพราะตัวแทนต่างประเทศที่เลือกมานั้น ท่านไม่สามารถทราบได้เลยว่าจะเชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหน

จะเห็นได้ว่า ข้างต้น เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของการยื่นจดสิทธิบัตรต่างประเทศด้วยตัวเอง ซึ่งหากท่านเลือกบริการผ่านบริษัทที่ปรึกษา โดยเฉพาะบริษัท IDG ของเรา เราจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ท่านได้ในทุกขั้นตอนเนื่องจากเรามี

  • ตัวแทนสิทธิบัตรและนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่พร้อมให้บริการยื่นสิทธิบัตรต่างประเทศครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก
  • มีความเป็นมืออาชีพในการเตรียมเอกสารและการรับรองเอกสารระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน
  • มีทีมงานที่สามารถช่วยเหลือท่านในการร่างคำขอสิทธิบัตร การแปลเอกสาร และการประเมินราคาการยื่นสิทธิบัตรต่างประเทศเพื่อให้ท่านสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้น หากท่านกำลังเตรียมความพร้อมในการยื่นจดสิทธิบัตรต่างประเทศ ก็สามารถใช้ข้อมูลข้างต้นในการพิจารณาในการยื่นจด ว่าจะจดด้วยตัวเองหรือผ่านบริษัทที่ปรึกษา แบบไหนจะเหมาะสมกับท่านมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม IDG Thailand พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ โดยผู้มีประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรต่างประเทศ ในการให้คำปรึกษาแนะนำ และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านประสงค์ดำเนินการผ่านบริษัทที่ปรึกษา ทางเราก็พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ


หากมีคำถาม ข้อสงสัย หรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรต่างประเทศ

สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่เบอร์โทร : 02-011-7161 ถึง 6 (ฝ่ายสิทธิบัตรต่างประเทศกด 303) หรือ

Email: patent@idgthailand.com

การจ่ายค่าบริการไปต่างประเทศ มีภาระภาษีอะไรบ้าง?

การจ่ายค่าบริการไปต่างประเทศ มีภาระภาษีอะไรบ้าง?

          กรณีนี้ขอกล่าวถึงการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน เพราะคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการจ่ายค่าบริการไปต่างประเทศ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%  ซึ่งความเป็นจริงจะต้องพิจารณารายละเอียด ดังนี้

1.จ่ายค่าบริการเป็นเงินได้ประเภทใด

2.จ่ายไปประเทศใดมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่

 

วิธีดูการหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการ ให้ดูที่กฏหมาย  มาตรา 70 ซึ่งมีใจความว่า

 1.เป็นบริษัทต่างประเทศ

 2.ที่ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย

 3.แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย

 4.เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3)(4)(5) หรือ (6)

ให้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายภายใน 7 วันของเดือนถัดไป (ภ.ง.ด.54)

 

วิธีการดูเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการจ่ายค่าบริการให้ดูที่กฏหมาย มาตรา 83/6 ซึ่ง มีใจความว่า

 1.ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544 )  ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 7 วันของเดือนถัดไป(ภ.พ.36)

ตัวอย่าง 1.การจ่ายค่าโฆษณา

บริษัทในประเทศไทยมีการจ่ายค่าโฆษณา Google ให้กับบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา   เรามาพิจารณาว่า ค่าโฆษณา จัดอยู่ในเงินได้ประเภทใด  และค่าบริการดังกล่าว  เป็นให้บริการในต่างประเทศ และมีการใช้บริการในประเทศไทยหรือไม่

คำตอบ

1. ค่าโฆษณา  จัดอยู่ในเงินได้ประเภท 40(8) ไม่ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

2.การโฆษณา Google  แน่นอนต้องมีคนในประเทศไทยเห็น  ถือว่าเป็นบริการในต่างประเทศและมีการใช้บริการในประเทศไทย  ต้องนําส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.36)  และบริษัทผู้จ่ายเงินได้สามารถนําใบเสร็จที่ได้จากกรมสรรพากรมาหักเป็นภาษีซื้อของบริษัทตนเองได้

ตัวอย่าง 2 การจ่ายค่า Software

บริษัทในประเทศไทยซื้อโปรแกรม Software จากคู่ค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา  เรามาพิจารณาว่า โปรแกรม Software จัดอยู่ในเงินได้ประเภทใด  และค่าบริการดังกล่าว เป็นให้บริการในต่างประเทศ และมีการใช้บริการในประเทศไทยหรือไม่

คำตอบคือ 

1. ค่าโปรแกรม Software จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(3) ค่าสิทธิ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ในการหัก ณ ที่จ่าย 5%

(เพราะประเทศสหรัฐอเมริกา มีการจดอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย  ระบุว่าถ้าจ่ายค่า Software ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเพียง 5%) และนําส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ (ภ.ง.ด.54)

2. ค่าโปรแกม Software นั้นถูกนํามาใช้ในประเทศไทย ดังนั้นต้องนําส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (ภ.พ.36) และบริษัทผู้จ่ายเงินได้สามารถนําใบเสร็จที่ได้จากกรมสรรพากรมาหักเป็นภาษีซื้อของบริษัทตนเองได้เช่นกัน

 


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

ใบกำกับภาษีสูญหายต้องทำอย่างไร

ใบกำกับภาษีสูญหายต้องทำอย่างไร

         ในกรณีที่ลูกค้าได้รับใบกำกับภาษี, ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้เรียบร้อยแล้ว ต่อมาได้ทำหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ สามารถร้องขอให้ผู้ออกใบกำกับภาษี  ออกใบแทนใบกำกับภาษี ให้ได้  และลูกค้าไม่ต้องแจ้งความ เพราะตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 36 ไม่มีข้อกำหนดให้ผู้รับใบกำกับภาษีต้องแจ้งความก่อน เพื่อขอรับใบแทนใบกำกับภาษีจากผู้ออกใบกำกับภาษี

ใบแทนใบกำกับภาษี ต้องมีรายละเอียด ดังนี้

1. การออกใบแทนดังกล่าวให้กระทำโดยใช้วิธีถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี และให้บันทึกรายการดังต่อไปนี้ลงในภาพถ่าย หรือด้านหลังของภาพถ่ายดังกล่าว                       

  • ใบแทนออกให้ครั้งที่
  • วัน เดือน ปี ที่ออกใบแทน                        
  • คำอธิบายย่อ ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน                     
  • ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน
  • ผู้ออกใบกำกับภาษีต้องบันทึกข้อมูลดังกล่าวๆ ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษีด้วย

2. ผู้ออกใบกำกับภาษีต้องบันทึกรายการการออกใบแทนในรายงานภาษีขาย ในเดือนที่มีการออกใบแทน โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่ วันที่ของใบกำกับภาษี ที่ได้มีการออกใบแทน

(อ้างถึง มาตรา86/12 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 36)ฯ

ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2535)


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ที่ใบเสร็จรับเงินไม่ใช่ชื่อของกิจการ สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ค่าไฟฟ้า - น้ำประปา ที่ใบเสร็จรับเงินไม่ใช่ชื่อของกิจการ มาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

           มีผู้ประกอบการหลายท่านเช่าที่อยู่จากบุคคลอื่น เพื่อจดทะเบียนบริษัท เมื่อเราชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ เราจะพบว่าบิลใบเสร็จรับเงินเป็นชื่อของผู้ให้เช่า ไม่ใช่ชื่อของบริษัทฯ ในกรณีนี้เราจะสามารถนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวมาบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้หรือไม่

          กรมสรรพากรได้ให้หลักเกณ์วิธีการไว้เป็นแนวทางใน คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้

1. สัญญาเช่าอาคาร ซึ่งระบุให้ ผู้เช่า เป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้า  ค่าน้ำประปา

2. ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินปรากฏเป็นชื่อผู้อื่น แต่กิจการมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า กิจการเป็นผู้จ่ายเงิน เช่น ใบสำคัญรับเงิน หรือ ใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน

3. จัดทำใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) ใช้สำหรับกรณีไม่มีหลักฐาน

ใบสำคัญจ่าย ต้องระบุ ดังนี้

– ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของผู้รับเงิน 

– วันที่จ่ายเงิน

– ระบุประเภทรายการที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย 

– ลงลายมือชื่อผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานและมีการลงนามอนุมัติจ่ายโดยผู้มีอำนาจเท่านั้น

3.1. พร้อมแนบหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น สำเนาเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน ซึ่งขีดฆ่าผู้ถือและขีดคร่อม A/C Payee only ที่มีหลักฐานว่าได้ตัดบัญชี Bank statement ของผู้จ่ายเงิน หรือสำเนาใบโอนเงินผ่านธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เป็นต้น

3.2. แนบบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับเงิน (เฉพาะกรณีชำระเป็นเงินสด)

4. ควรติดต่อกับการไฟฟ้าฯ หรือการประปาฯ เพื่อขอเพิ่มชื่อของบริษัทฯ ลงในใบกำกับภาษีโดยเพิ่มเติมข้อความว่า “จ่ายชำระค่าบริการโดย บริษัท…” ลงไปด้วย บริษัทฯ มีสิทธินำภาษซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ได้ (หนังสือที่กค 0702/พ./1319 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552)


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

ทำไมต้องวิเคราะห์สิทธิบัตร และวิเคราะห์เพื่อหาอะไรกันแน่ ?

ทำไมต้องวิเคราะห์สิทธิบัตร และวิเคราะห์เพื่อหาอะไรกันแน่ ?

ทำไมต้องวิเคราะห์สิทธิบัตร และวิเคราะห์เพื่อหาอะไรกันแน่ ?

การวิเคราะห์สิทธิบัตรนั้นทำให้เราสามารถเข้าใจและก้าวทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปพัฒนาธุรกิจเพื่อให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนั้น ๆ

เราจะสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรได้ออย่างไร

มี Website มากมาย ที่สามารถสืบค้นได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าอาจต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้ อีกทั้งฐานข้อมูลฟรีย่อมมีความล่าช้า และขาดความครบถ้วนของข้อมูล ดังนั้นทาง IDG จะขอแนะนำให้รู้จักกับ PatSnap ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสืบค้นสิทธิบัตร วิเคราะห์สิทธิบัตร และประเมินมูลค่าสิทธิบัตรได้ในเครื่องมือเดียว

PatSnap คืออะไร ?

 

PatSnap คือ เครื่องมือสำหรับสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรที่มีการรวบรวมข้อมูลสิทธิบัตรมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์บรรดานักวิจัย นักวิเคราะห์ นักธุรกิจ เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดนั้น ๆ  PatSnap เป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน เพราะมีหน้าสรุปข้อมูลแบบ Executive ในมุมมองต่าง ๆ ที่จะทำให้เห็นถึงภาพรวมของเทคโนโลยี แบบ real time เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่วางแผนธุรกิจ ทั้งการระบุตลาดกลุ่มเป้าหมาย (Target market) และการวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor)

 

 

ทำไม PatSnap ถึงเป็นเครื่องมือที่ไม่ควรมองข้าม

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า PatSnap เป็นฐานข้อมูลสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ แต่ในประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยให้ความสนใจกับการสืบค้นสิทธิบัตรมากนัก ซึ่งถ้าอยากก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดเราต้องรู้ถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เร็วกว่า และพัฒนานวัตกรรมได้ก้าวหน้ากว่าองค์กรอื่น ๆ

แล้วบริษัทแบบไหนใช้ PatSnap ได้บ้าง

PatSnap ไม่เพียงแค่ทำฐานข้อมูลสิทธิบัตร แต่ยังมี PatSnap Academy ที่เป็นหลักสูตรสำหรับการสอนเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครอบคลุม เช่น IP risk management, Copyright, Trademarks ทำให้ PatSnap สามารถเข้าถึงบริษัททุกกลุ่มอุตสาหกรรม

 

 

PatSnap ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร

6 ข้อจากการใช้ประโยชน์จาก PatSnap ที่ไม่ควรมองข้าม

บริการจาก IDG

IDG ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบ พัฒนา และปกป้อง Brand และผลิตภัณฑ์ของคุณ พร้อมทั้งช่วยคุณปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังให้บริการจัดหาเครื่องมือสืบค้นสิทธิบัตร PatSnap ในประเทศไทย

พร้อมด้วยคอร์สอบรมการใช้ PatSnap โดย PatSnap certified trainer เพื่อให้คุณสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างเชี่ยวชาญและเกิดประโยชน์สูงสุด


ติดต่อได้ที่
คุณ ธนภัทร รักษ์ไพเศษ
โทร: 02-011-7161 ต่อ 302  E-mail : Thanaphat.rp@idgthailand.com

การขออนุญาตผลิตถุงมือทางการแพทย์

การขออนุญาตผลิตถุงมือทางการแพทย์

การขออนุญาตผลิตถุงมือทางการแพทย์

ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะผลิตเพื่อขายถุงมือทางการแพทย์ ให้ยื่นคำขออนุญาต ณ กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข จังหวัดนนทบุรี หรือ ณ สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดของจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ประกอบธุรกิจนั้นๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ยื่นแบบแจ้งการผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อเป็นตัวอย่างในการขออนุญาตตามมาตรา 17 (4)
  2. ยื่นคำขออนุญาติผลิตเครื่องมือแพทย์
  3. เมื่อได้รับใบอนุญาติผลิตเครื่องมือแพทย์แล้ว จึงจะผลิตเพื่อขายได้

การยื่นคำขออนุญาตผลิตถุงมือทางการแพทย์ ให้ยื่นคำขอโดยแยกตามชื่อทางการค้า ประเภท ชนิด ลักษณะผิว สารหล่อลื่นและสีของถุงมือทางการแพทย์ โดยอาจยื่นคำขอโยรวมถุงมือหลายขนาด (size) อยู่ในคำขอเดียวกันได้  

 

การแจ้งการผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อเป็นตัวอย่างในการขออนุญาตตามมาตรา 17 (4)

  1. เอกสารหลักฐานที่ใช้ในการยื่นแบบแจ้ง
    • แบบแจ้งการผลิต (จ.พ.ม. 4)
    • ฉลาก
    • เอกสารที่ระบุถึงคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย
    • หลักฐานแสดงว่าเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ดำเนินกิจการ
  2. การพิจารณารับแจ้ง
    • เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาเอกสาร ครบถ้วน จากนั้นนำเสนอเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาลงนาม

ท้ายแบบ จ.พ.ม. 4 ที่ลงนามแล้ว ให้ผู้ยื่นคำขอทำการผลิตและส่งทดสอบที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

เมื่อได้รับรายงานผลทดสอบแล้ว ให้แนบมาพร้อมคำขออนุญาติผลิตเครื่องมือแพทย์ (แบบ ผ.พ.1)

ระยะเวลาดำเนินการ  ไม่เกิน 4 วันทำการ และไม่มีค่าธรรมเนียม

 

การยื่นคำขออนุญาตผลิตถุงมือทางการแพทย์

  1. แบบคำขออนุญาตผลิตเครื่องมือแพทย์ (ผ.พ.1) (2 ชุด)
  2. เอกสารแนบท้ายแบบ ผ.พ. 1
    • เอกสารเกี่ยวกับผู้ขออนุญาต
    • เอกสารเกี่ยวกับสถานที่ผลิตถุงมือทางการแพทย์
    • เอกสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถุงมือทางการแพทย์
    • ประเภทและชนิดของถุงมือทางการแพทย์
    • ลักษณะของเครื่องมือแพทย์
    • การบรรจุ
    • กรรมวิธีการผลิต
    • ข้อบ่งใช้
    • วิธีการใช้
    • การเก็บรักษา
    • คุณภาพหรือวิธีการตรวจสอบ
    • ฉลาก
    • ตัวอย่างหรือภาพแสดงลักษณะโดยละเอียด

ระยะเวลาดำเนินการ 60 วันทำการสำหรับกรณีส่งผู้เชี่ยวชาญ 25 วันทำการกรณีไม่ต้องส่งผู้เชี่ยวชาญ

ค่าธรรมเนียบใบอนุญาตผลิตเครื่องมือแพทย์ 1000 บาท และมีอายุใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ห้านับตั้งแต่ออกใบอนุญาต

การขอนุญาตนำเข้าถุงมือทางการแพทย์

ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะนำเข้าถุงมือทางการแพทย์ ให้ยื่นคำขออนุญาต ณ กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข จังหวัดนนทบุรี หรือ ณ สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดของจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ประกอบธุรกิจนั้นๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ยื่นแบบแจ้งการผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อเป็นตัวอย่างในการขออนุญาตตามมาตรา 17 (4)
  2. ยื่นคำขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์
  3. เมื่อได้รับใบอนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์แล้ว จึงจะนำเข้าพื่อขายได้

การยื่นคำขออนุญาตนำเข้าถุงมือทางการแพทย์ ให้ยื่นคำขอโดยแยกตามชื่อทางการค้า ประเภท ชนิด ลักษณะผิว สารหล่อลื่นและสีของถุงมือทางการแพทย์ โดยอาจยื่นคำขอโยรวมถุงมือหลายขนาด (size) อยู่ในคำขอเดียวกันได้  

การแจ้งการนำเข้าถุงมือทางการแพทย์เพื่อเป็นตัวอย่างในการขออนุญาตตามมาตรา 17 (4)

  1. เอกสารหลักฐานที่ใช้ในการยื่นแบบแจ้ง
  2. กรอกแบบ จ.พ.ม.4
  3. การพิจารณารับแจ้ง
    • เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาเอกสาร ครบถ้วน จากนั้นนำเสนอเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาลงนาม

ท้ายแบบ จ.พ.ม. 4 ที่ลงนามแล้ว ให้ผู้ยื่นคำขอทำการนำเข้าและส่งทดสอบที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

เมื่อได้รับรายงานผลทดสอบแล้ว ให้แนบมาพร้อมคำขออนุญาตผลิตเครื่องมือแพทย์ (แบบ น.พ.1)

ระยะเวลาในการดำเนินการ ไม่เกิน 4 วันทำการ และไม่มีค่าธรรมเนียม

การยื่นคำขออนุญาตนำเข้าถุงมือทางการแพทย์

                ให้ผู้ขออนุญาตนำเข้า (น.พ.1) พร้อมเอกสารหลักฐาน จำนวน 2 ชุดดังนี้

  1. แบบคำขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์ (น.พ. 1)
  2. เอกสารแนบท้าย นพ. 1
    • เอกสารเกี่ยวกับผู้ขออนุญาต
    • เอกสารเกี่ยวกับสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บถุงมือทางการแพทย์
    • เอกสารเกี่ยวผลิตภัณฑ์ถุงมือทางการแพทย์

ระยะเวลาได้การดำเนินงาน  60 วันทำการสำหรับกรณีส่งผู้เชี่ยวชาญ  25 วันทำการ กรณีไม่ต้องส่งผู้เชี่ยวชาญ

ใบอนุญาติให้ใช้จนถึง 31 ธันวาคมของปีที่ห้า นับตั้งแต่ปีที่ออกใบอนุญาต

สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Line : @idgthailand                     โทร : 02-0117161 #101

การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับถุงมือทางการแพทย์

การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับถุงมือทางการแพทย์

ถุงมือทางการแพทย์ หมายถึง ถุงมือสำหรับศัลยกรรม และถุงมือสำหรับการตรวจโรค ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิตและนำเข้าต้องได้รับใบอนุญาติตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข  ดังนั้น ผู้ที่มีความประงสงค์จะผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เมื่อได้รับใบอนุญาติแล้วจึงสามารถจะผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายถุงมือทางการแพทย์ได้

ถุงมือสำหรับการตรวจโรค หมายความว่า อุปกรณ์ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ น้ำยางสังเคราะห์หรือวัสดุอื่น ทั้งชนิดปราศจากเชื้อและชนิดไม่ปราศจากเชื้อ สำหรับใช้สวมมือเพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยและผู้ใช้ในการตรวจวินิจฉัยหรือรักษาในทางการแพทย์ที่มิใช่การผ่าตัด และรวมถึงการใช้สำหรับการจับหรือสัมผัสวัสดุทางการแพทย์ที่อาจปนเปื้อนด้วย

 

ข้อกำหนดคุณภาพมาตรฐานของถุงมือสำหรับการตรวจโรค

ประเภท

  • ทำจากน้ำยางธรรมชาติ
  • ทำจากน้ำยางสังเคราะห์

ชนิด

  • ปราศจากเชื้อ
  • ไม่ปราศจากเชื้อ

มิติและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน

  • ความกว้างฝ่ามือ ความยาว และตำแหน่งวัดความหนา เป็นไปตาม มอก.1056-2548
  • ความหนา เป็นไปตาม ISO 4648

การรั่วซึมของน้ำ

  • ทดสอบตาม มอก.1056-2548

คุณลักษณะเกี่ยวกับแรงดึง

  • ให้ทดสอบกับถุงมือที่ผลิตใหม่ (อายุน้อยกว่า 12 เดือน)

ความปราศจากเชื้อ

  • เป็นไปตาม USP 26

การชักตัวอย่างและเกณฑ์การยอมรับ

  • เป็นไปตาม ISO 2859-1

ถุงมือสำหรับการศัลยกรรม หมายความว่า อุปกรณ์ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ น้ำยางสังเคราะห์หรือวัสดุอื่น ทั้งชนิดปราศจากเชื้อและชนิดไม่ปราศจากเชื้อที่ต้องผ่านการทำให้ปราศจากเชื้อก่อนนำมาใช้ สำหรับใช้สวมมือเพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยและผู้ใช้บริการผ่าตัด

ข้อกำหนดคุณภาพมาตรฐานของถุงมือสำหรับการศัลยกรรม ผลิตและนำเข้าเพื่อขายแก้ผู้บริโภคในประเทศ

ประเภท

  • ทำจากน้ำยางธรรมชาติ
  • ทำจากน้ำยางสังเคราะห์

ชนิด

  • ปราศจากเชื้อ
  • ไม่ปราศจากเชื้อ

มิติและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน

  • ความกว้างฝ่ามือ ความยาว และตำแหน่งวัดความหนา เป็นไปตาม มอก. 538-2548
  • วิธีวัดความหนา เป็นไปตาม ISO 4648

การรั่วซึมของน้ำ

  • ทดสอบตาม มอก.538-2548

การรั่วซึมของน้ำ

  • ทดสอบตาม มอก. 538-2548

คุณลักษณะเกี่ยวกับแรงดึง

  • ให้ทดสอบกับถุงมือที่ผลิตใหม่ (อายุน้อยกว่า 12 เดือน)
  • แรงดึง ความยืดเมื่อขาด ทดสอบตาม ISO 37 การบ่มแรงทดสอบตาม ISO 188 และ ISO 37

ความปราศจากเชื้อ

  • เป็นไปตาม USP 26

การชักตัวอย่างและเกณฑ์การยอมรับ

  • เป็นไปตาม ISO 2859-1

        ข้อกำหนดคุณภาพมาตรฐานของถุงมือสำหรับการศัลยกรรม เพื่อการส่งออกให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา ยกเว้นการทดสอบความปราศเชื้อ USP 26 อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติทางกล (มิติ การรั่วซึม และคุณลักษณะเกี่ยวกับแรงดึง) จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่น  ASTM, EN, ISO เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Line : @idgthailand                     โทร : 02-0117161 #101

การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

หน้ากากอนามัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  1. หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Medical mask) มีส่วนประกอบของคาร์บอน หรือที่มีวาล์วปิด หน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือหน้ากากอนามัยชนิดใช้ครั้งเดียว ที่มีวัตถุประสงค์การใช้ทางการแพทย์ เช่น กรองหรือฆ่าเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย เฉพาะ Surgical mask เป็นต้น เข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ต้องได้รับการอนุญาติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนการผลิตและนำเข้า
  2. หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง (Disposable dust mask) หรือมีส่วนประกอบของคาร์บอน หรือที่มีชนิดวาล์วปิด หน้กากชนิด N95 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันฝุ่นละออง / เกสรดอกไม้ / หมอก / ควัน หน้ากากใช้ในอุตสาหกรรม (Disposable mask for industry) หน้ากากใช้สวมป้องกันความร้อนและเปลวไฟขณะเกิดเพลิงไหม้ (Firefighter Mask) ไม่เข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ไม่ต้องต้องได้รับการอนุญาติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนการผลิตและนำเข้า

ขั้นตอนการนำเข้า

  • ขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ในรูปแบบ Fast track และบริการแบบ One stop service (ระบุเมื่อยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการว่า ต้องการนำเข้าหน้ากากอนามัยทางการแพทย์) ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โทร. 02-590-7280
  • มอบอำนาจเปิดสิทธิ์ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โทร. 02-590-7045
  • ขอหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ สำหรับหน้ากากอนามัยที่มีข้อบ่งใช้ข้างต้น ให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ดังนี้

– สำเนาหนังสือรับรองการขาย (Certificate of Free Sale)

– แคตตาล็อกหรือฉลากผลิตภัณฑ์

– คำรับรองว่าจะนำ Certificate of Free Sale ที่ถูกต้องตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมกาอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับหนังสือรับรองที่ใช้ในการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ และการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องแสดงหนังสือรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ด่านอาหารและยา พ.ศ. 2550 มายื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หลังจากได้รับหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์แล้วภายใน 180 วัน

  •  โทรแจ้งเลขอ้างอิงกับเจ้าหน้าที่กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ โดยระบุว่าเป็นคำขอนำเข้าหน้ากากอนามัย โทร 02-590-7248

สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Line : @idgthailand                     โทร : 02-0117161 #101