Entries by Content Marketer

25 ศัพท์สิทธิบัตร นวัตกรรมและเทคโนโลยี

25ศัพท์สิทธิบัตร

เราจะเห็นกันได้ชัดเลยว่า หลาย ๆ คนในยุคนี้ได้เข้ามาให้ความสนใจกับ “สิทธิบัตร” จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะ ผู้คนจำนวนมากบนโลกใบนี้ล้วนมีฝีมือในการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา

ดังนั้น IDG ได้รวบรวม 25 คำศัพท์ สิทธิบัตรที่ควรรู้ มาให้ทุกคนได้เข้าใจคำศัพท์เหล่านี้มากขึ้นกันค่ะ โดยจะถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้:

 

1. ก่อนจดสิทธิบัตร

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจดสิทธิบัตรคือ งานที่เรากำลังพัฒนาอยู่ Technology Readiness Level (TRL) ระดับไหน และ มีความเป็นไปได้ที่จะยื่นจดสิทธิบัตร (Patentability) แล้วหรือยัง ? รวมถึงมีความอิสระในการดำเนินการ (Freedom To Operate: FTO) ในไทยหรือต่างประเทศหรือไม่ และการวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent Landscape) จะช่วยให้มองเห็นภาพกว้างของเทคโนโลยี

  • Technology Readiness Level (TRL) คือ การบ่งชี้ระดับความพร้อมและเสถียรภาพของเทคโนโลยีตามบริบท รวมไปถึงการใช้งาน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักเทคโนโลยีกับผู้ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ โดย TRL มีทั้งหมด 9 ระดับด้วยกัน
  • ความเป็นไปได้ที่จะยื่นจดสิทธิบัตร (Patentability) คือ การสืบค้นความเป็นไปได้ในการขอรับสิทธิบัตร/เอกสารก่อนหน้า โดยจะมีการตรวจสอบความใหม่ และ ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
  • ความอิสระในการดำเนินการ (Freedom To Operate: FTO) คือ การสืบค้นสิทธิบัตรเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น
  • การวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent Landscape) เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยีที่เราสนใจ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

2. ระหว่างจดสิทธิบัตร

ผู้ที่ยื่นจดสิทธิบัตรจะต้องรู้ว่าผลงานที่กำลังขอรับความคุ้มครอง จัดอยู่ในสิทธิบัตรประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent), อนุสิทธิบัตร (Petty patent) และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) ล้วนมีหลักเกณฑ์การพิจารณาและอายุการคุ้มครองที่ต่างกัน

  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) เป็นหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับการคิดค้นกลไก โครงสร้าง ส่วนประกอบของสิ่งของเครื่องใช้ หรือกรรมวิธีในการผลิตสิ่งของ เช่น กลไกของเครื่องยนต์ วิธีการในการผลิตสินค้า
  • อนุสิทธิบัตร (Petty patent) เป็นหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์
    แต่อนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยและมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) เป็นการสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากเดิมและต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม

 

3. หลังจดสิทธิบัตร

เมื่อผลงานได้รับการคุ้มครอง สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ มองหาช่องทางการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ โดยการวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) และการวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent Landscape) เพื่อหาโอกาสให้กับธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงทำ FTO เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิผู้อื่น และการยื่นจดสิทธิบัตรผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) เพื่อขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ

  • การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) เป็นการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลหลายส่วน เพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า และข้อมูลที่ได้จะช่วยให้บริษัทวางแผนการตลาดได้อย่างตรงจุดเพื่อเพิ่มยอดขายหรือขยายธุรกิจ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลจากสิทธิบัตรก็เป็นอีกวิธีที่สามารถวิเคราะห์ตลาดได้
  • การวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent Landscape) เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยีที่เราสนใจ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • การยื่นคำขอผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) คือ การยื่นคำขอระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นขอรับความคุ้มครองในประเทศภาคีต่อไป

 

4. การใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร

การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คุณจะหารายได้จากสิทธิบัตร โดยผู้ที่สนใจผลงานของคุณจะต้องขออนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบ การอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Licensing), การอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) หรือ อนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแต่ไม่จำกัดเจ้าของสิทธิ (Sole Licensing) โดยที่คุณจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

  • การขออนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) เป็นการที่เจ้าของสิทธิอนุญาตให้ผู้ขอใช้สิทธิได้ใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต ขาย ใช้หรือมีไว้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
    • การอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Licensing) คือ การให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวให้กับผู้รับอนุญาต โดยที่ผู้อนุญาตจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในขอบเขตสิทธิเดียวกันนั้น ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด
    • การอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) คือ การที่ผู้รับอนุญาตจะได้รับสิทธิตามขอบเขตที่ได้รับ แต่ผู้อนุญาตจะยังคงมีสิทธิในขอบเขตที่อนุญาตไป และยังสามารถอนุญาตให้ใช้สิทธิให้กับผู้รับอนุญาตรายอื่น ๆ ได้
    • อนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแต่ไม่จำกัดเจ้าของสิทธิ (Sole Licensing) คือ การที่ผู้อนุญาตจะยังคงมีสิทธิในขอบเขตที่ให้กับผู้รับอนุญาต แต่จะไม่สามารถอนุญาตใช้สิทธิให้กับคนอื่น ๆ ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด


 

บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด มีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตร รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

เบอร์โทร : 02-011-7161 ถึง 6 (ฝ่ายสิทธิบัตรต่างประเทศกด 303) 

Email: patent@idgthailand.com

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีแบบไหนบ้าง ?

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีแบบไหนบ้าง ?

         การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทควรให้ความสนใจด้วยเช่นกัน

         ซึ่งในปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ และมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังต่อไปนี้:

1. National Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง ไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศที่ต้องการจะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า เป็นการยื่นตรง และจะต้องมีการตั้งตัวแทนในประเทศดังกล่าว เพื่อดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียน

2. Regional Route
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไปยังกลุ่มประเทศที่รวมตัวกัน เพื่อให้ความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ได้แก่ EUIPO OAPI และ Benelux เป็นต้น

3. Madrid System
เป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามแบบฟอร์มที่กำหนด ไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย > และ
ทางกรมฯ เอง จะนำส่งคำขอไปที่สำนักเครื่องหมายการค้า องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
> หลังจากนั้น ทาง WIPO จะยื่นคำขอไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าของประเทศปลายทาง ที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครอง
ซึ่งเรียกกันโดยง่ายว่าเป็นการยื่นมาดริด


         เราจะเห็นชัดเลยว่า 3 วิธี ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น IDG จะมาแนะนำทุกคนว่า วิธีไหน ที่จะมีประสิทธิภาพ และ เหมาะสมกับบริษัทของคุณมากที่สุด ! ถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1. เครื่องหมายที่จะขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ มีการดำเนินการภายในประเทศแล้วหรือไม่ ?
ถ้าหากต้องการยื่นคำขอมาดริด ในกรณีสำหรับเครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนในต่างประเทศ ผู้ขอต้องมีการยื่นคำขอ หรือ มีทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศก่อน เพื่อใช้เป็นคำขอหรือทะเบียนพื้นฐาน ในการดำเนินการต่อไป
ดังนั้น หากผู้ขอยังไม่เคยดำเนินการยื่นคำขอรับความคุ้มครองภายในประเทศ หรือไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการ จะต้องพิจารณาการขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ ด้วยวิธีการยื่นคำขอโดยตรงเท่านั้น

2. ประเทศ ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครอง
สำหรับการยื่นคำขอมาดริด จะต้องขอรับความคุ้มครองได้เฉพาะประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) เท่านั้น ตอนนี้มีประเทศที่เข้าร่วมแล้ว 124 ประเทศ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศภาคีสมาชิกได้จากฐานข้อมูล Members of the Madrid Union ของ WIPO ซึ่งหากประเทศที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองยังไม่ได้เข้าร่วมในพิธีสารดังกล่าว จะต้องใช้วิธีการยื่นตรงเท่านั้น เช่น ประเทศฮ่องกง และ ไต้หวัน เป็นต้น

3. ค่าใช้จ่าย
ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น การขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ โดยการยื่นมาดริด เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอในหลาย ๆ ด้าน เลยทีเดียว และ รวมไปถึงเรื่องของค่าใช้จ่าย อีกด้วย !
ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากว่าการยื่นตรง ในกรณีที่ผู้ขอต้องการจะขอรับความคุ้มครองในหลาย ๆ ประเทศพร้อมกัน เพราะการยื่นมาดริดไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตัวแทนในต่างประเทศเพื่อดำเนินการ ดังนั้น จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้ และผู้ขอยังสามารถประเมินค่าใช้จ่ายเพื่อวางแผนก่อนได้ โดยสามารถคำนวนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้จาก WIPO Madrid Fee Calculator

4. ใบสำคัญ แสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ถ้าหากเป็นเรื่องของการยื่นมาดริด เมื่อเครื่องหมายได้รับการจดทะเบียนในประเทศที่ขอรับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อย โดยหลักแล้ว สำนักเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น ๆ จะออกหนังสือ Statement of Grant of Protection เพื่อแสดงว่าเครื่องหมายของผู้ขอได้รับการจดทะเบียนในประเทศดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากการยื่นตรง
เพราะการยื่นตรงนั้น สำนักเครื่องหมายการค้าจะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน Trademark Registration Certificate ให้กับผู้ขอ เมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนแล้ว  ดังนั้นหากผู้ขอมีความจำเป็นที่จะต้องใช้หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่ออกโดยสำนักเครื่องหมายการค้าโดยตรง จะต้องดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนโดยการยื่นตรงเท่านั้น

5. ระยะเวลา การพิจารณาคำขอจดทะเบียน
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยการยื่นมาดริดนั้น จะมีการกำหนดระยะเวลาการ “พิจารณา” รับจดทะเบียนอยู่ที่ 12-18 เดือน แต่ในบางประเทศแล้ว การยื่นคำขอโดยตรงจะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะการยื่นมาดริดเข้าประเทศดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 18 เดือน แต่การยื่นตรงเข้าประเทศดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาพิจารณาอย่างช้าที่สุด 12 เดือน ทั้งนี้ผู้ขอสามารถตรวจสอบระยะเวลาการพิจารณา ของการยื่นมาดริดและการยื่นตรงได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ


IDG หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์ในการวางแผน ให้กับผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่าน สำหรับการขอรับคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ทางทีมงาน IDG ยินดีที่จะให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะช่วยท่านวางแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

โปรโมชั่น : โปรคู่คุ้มกว่า

IDG ขอเสนอโปรคู่สุดคุ้มปกป้องนวัตกรรมของคุณแบบยกกำลังสอง กับสองแพ็คเกจพิเศษเฉพาะคุณ !

#โปรโมชั่น A

บริการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร พร้อมคอร์สอบรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
ท่านสามารถเลือก ยื่นสิทธิบัตร 1 คำขอ คู่กับ การอบรม IP 1 หัวข้อ

จ่ายเพิ่มจากราคาจดสิทธิบัตรเพียง 7,999 บาท จากปกติ 12,900 บาท

Step 1 : เลือกประเภทสิทธิบัตร
1. แพ็คเกจยื่นสิทธิบัตรการประดิษฐ์
2. แพ็คเกจยื่นอนุสิทธิบัตร
3. แพ็คเกจยื่นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
4. แพ็คเกจการสืบค้นและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเป็นสิทธิบัตร

Step 2 : เลือกหัวข้ออบรม ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ผ่านช่องทาง Online

1. ความรู้พื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา
2. การสืบค้นสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรไทย
3. การสืบค้นสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรต่างประเทศ
4. โครงสร้างและส่วนประกอบของสิทธิบัตร

#โปรโมชั่น B

บริการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร พร้อมออกแบบ Banner

Step 1 : เลือกประเภทสิทธิบัตร

1. แพ็คเกจยื่นสิทธิบัตรการประดิษฐ์
2. แพ็คเกจยื่นอนุสิทธิบัตร
3. แพ็คเกจยื่นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
4. แพ็คเกจการสืบค้นและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเป็นสิทธิบัตร

Step 2 : เลือก ขนาดของ Banner
1. Banner 1 ชิ้น 1 ขนาด ในราคา 2,500 บาท
2. Banner 1 ชิ้น (สามารถปรับขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับ Platform ต่าง ๆ จำนวน 4 ขนาด) ในราคา 4,500 บาท

* วันนี้ – 9 กันยายน 2564 นี้เท่านั้น ! 
* เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด


หากท่านใดสนใจต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติมในด้านสิทธิบัตร ทาง IDG มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาทุกท่าน

โทร 02-011-7161 ถึง 6 (ติดต่อ 301 , 304) ฝ่ายสิทธิบัตร

อีเมล: contact@idgthailand.com

สิทธิบัตร และ ขอบเขตความคุ้มครอง

สิทธิบัตร และ ขอบเขตความคุ้มครอง

         ผู้คนจำนวนมากบนโลกใบนี้ล้วนมีฝีมือในการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ในตอนนี้ ผู้คนได้ให้ความสนใจกับการจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

         เมื่อพูดถึงสิทธิตามสิทธิบัตรแล้ว หลาย ๆ คนอาจมีความเข้าใจว่า ถ้าจดสิทธิบัตรในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว จะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก !

         เพราะตามหลักการแล้ว “สิทธิบัตรเป็นสิทธิตามหลักดินแดน” (Territorial Rights) หมายความว่า จะมีขอบเขตการบังคับใช้สิทธิเฉพาะในประเทศที่ได้จดสิทธิบัตรไว้เท่านั้น ดังนั้นหากมีการลอกเลียนแบบในประเทศที่ไม่ได้ทำการจดสิทธิบัตรไว้ ตัวเจ้าของสิทธิบัตรจะไม่สามารถอ้างสิทธิหรือดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการลอกเลียนแบบได้

           ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ได้มีกรณีที่ผู้ประกอบการทำการลอกเลียนแบบเอกลักษณ์ วิธีการตกแต่งร้าน รวมไปถึงวิธีการสั่งอาหาร จากร้านอาหารชื่อดังในประเทศญี่ปุ่นอย่าง “อิจิรัน ราเมง” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “ราเมงข้อสอบ” จนสร้างความสับสนให้กับลูกค้า และทำให้เกิดการถกเถียงกันในโลกออนไลน์ว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ? ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว พบว่า ร้านอาหารดังกล่าวได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร “Shop System” แค่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงเป็นระบบสำหรับการตรวจสอบจำนวนลูกค้า ที่นั่งว่าง และการสั่งอาหาร ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2546 และได้รับสิทธิบัตรญี่ปุ่น เลขที่ประกาศโฆษณา JP4267981B2 ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 แต่ไม่ได้ขอรับความคุ้มครองในประเทศไทย ดังนั้นการลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นจึงไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตร ทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการในประเทศไทยได้

          เพราะฉะนั้น หากผู้ประกอบการหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานต้องการสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของตนในประเทศใด ก็จำเป็นต้องขอรับความคุ้มครองในประเทศนั้น ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์และป้องกันการลอกเลียนแบบที่อาจนำมาซึ่งปัญหาในอนาคตได้


บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด มีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตร รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-011-7161 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

วัคซีน COVID-19 ขาดแคลน การผ่อนปรนสิทธิบัตร จำเป็นไหม ?

วัคซีน COVID-19 ขาดแคลน การผ่อนปรนสิทธิบัตร จำเป็นไหม ?

        สถานการณ์ COVID-19 ตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากวัคซีนที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อประชากรทั่วโลก และการที่จะนำวัคซีนเข้ามาได้ องค์กรนั้น ๆ จำเป็นต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าของวัคซีนเสียก่อน เพราะบริษัทผู้ผลิตวัคซีนแต่ละราย ได้มีการจดสิทธิบัตรเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาละเมิดสิทธิการผลิตวัคซีนนั่นเอง

         แต่เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ประเทศอินเดียและแอฟริกาใต้ได้มีการยื่นข้อเสนอต่อองค์การการค้าโลก อย่าง World Trade Organization (WTO) เกี่ยวกับการขอยกเว้นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPS Waiver) ในเรื่องของวัคซีน COVID-19 เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้ต่ำ

         หลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมว่า TRIPS Waiver คืออะไร ? เมื่อเราย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 นั้น ได้มี “ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า” เกิดขึ้น หรือ เป็นที่รู้จักกันในนาม TRIPS Agreement ซึ่งข้อตกลงนี้อยู่ภายใต้ WTO โดย TRIPS Agreement เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ได้วางหลักเกณฑ์มาตรฐานของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเกือบทุกประเภท การบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศภาคีสมาชิก

         แต่เมื่อเกิดการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทำให้หลายฝ่ายต้องการขอยกเว้นการบังคับใช้ TRIPS Agreement หรือเรียกว่า TRIPS Waiver โดย TRIPS Waiver คือการขอยกเว้นข้อจำกัดด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ การคุ้มครองข้อมูลความลับ สิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการป้องกัน การวินิจฉัย การบำบัดรักษา วัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์การป้องกัน และกระบวนการผลิต สำหรับการป้องกันและรักษา COVID-19 เพื่อให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับ COVID-19 โดยที่ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และไม่ถือว่าเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาด และถ้ามาโฟกัสที่การผ่อนปรนทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิทธิบัตร หรือ Patent waiver ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่หลายฝ่ายมีความคิดเห็นที่ต่างกัน


ข้อดีของ Patent Waiver สำหรับการผลิตวัคซีน COVID-19

  • ช่วยให้ประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถเรียนรู้และผลิตวัคซีนได้เอง ส่งผลให้กระบวนการผลิตวัคซีนทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องรอการผลิตจากประเทศที่เป็นผู้คิดค้นวัคซีนเท่านั้น ในกรณีที่เจ้าของสิทธิบัตร (Patent holders) ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวัคซีน ไม่สามารถผลิตวัคซีนได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก
  • ประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถผลิตวัคซีนได้ในราคาที่ต่ำลง เพราะได้รับอนุญาตให้ผลิตได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมการขออนุญาตใช้สิทธิบัตร

ข้อจำกัดของ Patent Waiver สำหรับการผลิตวัคซีน COVID-19

  • ทำลายกระบวนการสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าของสิทธิบัตร เพราะอาจทำให้เจ้าของสิทธิบัตรซึ่งเป็นบริษัทหรือบุคคลทั่วไป ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นจำนวนเงินจากการใช้สิทธิบัตรนั้น ดังนั้นการที่ไม่ได้รับผลตอบแทนอาจทำให้แรงจูงใจในการพัฒนางานลดลงได้นั่นเอง ซึ่งอาจต้องมีหน่วยงานมาทำการซื้อสิทธิบัตรจากผู้ผลิตวัคซีนในปัจจุบัน จากนั้นจึงจะเผยแพร่ต่อผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก (ในกรณีที่ผู้ผลิตวัคซีนในปัจจุบันไม่ทำ Voluntary licensing หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิด้วยความเต็มใจของทั้งผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิและผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ)
  • ข้อมูลที่เปิดเผยในสิทธิบัตร ไม่มี know-how ทั้งเรื่องข้อแนะนำสำหรับการผลิต หรือที่มาของวัตถุดิบเป็นส่วนประกอบวัคซีน เหมือนเป็นเพียงการแจกสูตรยา จึงมีข้อกังวลตามมา ว่ากระบวนการผลิตที่ขาด know-how อาจทำให้วัคซีนที่ผลิตได้เกิดปัญหา เช่น ความปลอดภัยของการใช้งาน ประสิทธิภาพของวัคซีน และอาจรวมถึงการผลิตวัคซีนปลอมออกมา


        ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำ Patent Waiver นั้นมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดอยู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วการทำ Patent Waiver จะได้รับการอนุมัติจาก WTO หรือไม่ ต้องติดตามการหารือเกี่ยวกับ TRIPS Waiver ของประเทศสมาชิกที่จะเกิดขึ้นในการประชุม WTO ครั้งที่ 12 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2021 นี้

        ประเด็นของการบังคับใช้สิทธิหรือความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักรู้ ซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง IDG มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้คุณ


สิทธิบัตรกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาธุรกิจ

IDG มีความเชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจของคุณ

 ติดต่อเราเพื่อสอบถามรายละเอียด

ทีมวิเคราะห์สิทธิบัตร

Tel : 02-0117161 ต่อ 302

Line : @idgthailand

E-mail : Pattaraporn.srg@idgthailand.com

อยากทำน้ำส้มขาย อย. จำเป็น หรือไม่ ?

อยากทำน้ำส้มขาย อย. จำเป็น หรือไม่ ?

         จากกรณีล่าสุดที่เป็นกระแสไม่นานมานี้ ถ้าไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เมื่อแม่ค้าขายน้ำส้มได้ถูกเจ้าหน้าที่ล่อซื้อไปจำนวนมาก จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงและปัญหาที่ตามมาในภายหลัง อย่างเช่น อาจจะต้องมีการเสียค่าปรับกันเกิดขึ้น ด้วยเหตุที่แม่ค้าไม่แน่ใจว่าสินค้าของตนจำเป็นจะต้องมีการขอจดแจ้ง อย. หรือไม่ ? นั่นเอง (แหล่งข่าวจาก: เรื่องเล่าเช้านี้)

         ซึ่งทาง IDG คิดว่ากรณีนี้จะเป็นประโยชน์แก่ใครหลาย ๆ คน เนื่องจากยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้กันเลยว่า “ถ้าจะขายน้ำส้ม หรือ เครื่องดื่มอื่น ๆ จำเป็นต้องจด อย. ไหม ? ” แล้วถ้าไม่จดล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ? วันนี้ IDG มีคำตอบมาให้ทุกคนกันค่ะ

         ก่อนที่เราจะนำน้ำส้มของเราไปจด อย. เราต้องมาตรวจสอบกันก่อนว่า สินค้าของเราได้ตรงตามพรบ. กำหนด หรือเปล่า

   อ้างอิงจาก พรบ.อาหาร พ.ศ. 2522 

  • อาหารไม่บริสุทธิ์  อาหารปลอม อาหารผิดมาตรฐาน เป็นอาหารที่ห้ามผลิต-นำเข้าเพื่อจำหน่ายหรือซึ่งจำหน่าย ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย
  • อาหารที่จำหน่ายต่อผู้บริโภคจะต้องมีความปลอดภัยในการบริโภค

มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และจะต้องไม่มีการแสดง ฉลาก หรือการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อการลวงหรือพยายามลวง ผู้บริโภคให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์

         แปลได้ว่า ถ้าสินค้าของเราตรงตามข้อ 1 ทั้งหมด นั่นหมายถึงว่า น้ำส้มคั้นของเราไม่สามารถจด อย. ได้ค่ะ และ ในส่วนของข้อ 2 ก็คือ อาหารหรือเครื่องดื่มที่จะจำหน่ายได้ ต้องมีความปลอดภัย ไม่โฆษณาเกินจริง หรือ มีการหลอกลวงผู้บริโภคนั่นเอง


         นอกจากตัวน้ำส้มคั้นแล้ว อย่าลืมในส่วนของบรรจุภัณฑ์ด้วยนะ ว่าต้องมีการปิดสนิท 

อ้างอิงจาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 349) พ.ศ.2556  

  สาระสำคัญของประกาศฯ (ฉบับที่ 349) พ.ศ.2556

  นิยาม “อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทชนิดที่มีความเป็นกรดต่ำ” หมายความว่า

  1.       อาหารที่ผ่านกรรมวิธีใช้ทำลายหรือยับยั้งการขยายพันธ์ของจุลินทรีย์ด้วยความร้อน ภายหลังหรือก่อน บรรจุหรือปิดผนึก
  2.       อาหารอื่นที่มีกระบวนการผลิตและเงื่อนไขทำนองเดียวกัน

เงื่อนไข

  • มีค่า PH > 4.6 และมี AW > 0.85
  • เก็บรักษาในภาชนะบรรจุปิดสนิทที่คงรูปหรือไม่คงรูปที่สามารถป้องกันมิให้อากาศภายนอกเข้าไปในภาชนะบรรจุได้
  • เก็บรักษาว้ ณ อุณหภูมิปกติ

 “ต้องปฏิบัติตาม Specific GMP (LACF/Acidified Food GMP)”

         ดังนั้นน้ำส้มบรรจุขวด ถูกจัดว่าเป็นอาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิทค่ะ เนื่องจาก เป็นไปตามเงื่อนไขของ อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท อ้างอิงจาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 349) พ.ศ.2556 

ถ้าเราเข้าไปสืบค้นที่  CLICK จะพบว่า มีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์น้ำส้มเป็นจำนวนมาก 

         แต่เมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมานี้ สำนักข่าวมติชนได้รายงานว่า นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ชี้แจงไว้ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้ผู้ผลิตสามารถทำขายเองได้ และจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมาขออนุญาตกับ อย. แต่ต้องดำเนินการให้ถูกสุขลักษณะ หากเป็นน้ำส้มที่ผลิตบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทแล้วส่งไปขายตามร้านค้าต่าง ๆ จะมีความจำเป็นต้องขออนุญาตจาก อย. เสียก่อน และต้องมีฉลากสินค้า รายละเอียดต่าง ๆ รวมไปถึงต้องมีเลข อย. 13 หลักที่มีการได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว


        จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทางผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยอยู่ใช่ไหมว่า เราสามารถขายออนไลน์ได้อยู่ไหม แล้วกรณีแบบไหนที่จำเป็นต้องจด อย. ?

ทาง IDG มีตัวอย่างมาให้ดูกันค่ะ

CR. www.abroadwithash.com

ถ้านาย A ผลิตและขายให้กับผู้บริโภคเองโดยตรงหน้าบ้าน โดยที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ว่า ผลิตที่ไหนและอย่างไร รวมไปถึง การที่นาย A คั้นน้ำส้มสดขายที่ตลาด ก็สรุปได้ว่า นาย A ไม่จำเป็นต้องจด อย. ค่ะ

cr. carelumina.com

แต่ในกรณีที่ นาย B มีการขายผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ จะเป็นนาย C ที่มีการขายน้ำส้มคั้นโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบขั้นตอนการผลิตได้ ดังนั้น ทั้ง นาย B และ C ต้องขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิตและผลิตภัณฑ์ตามลำดับ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าค่ะ


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com

ภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 54 คืออะไร ?

ภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 54 คืออะไร ?

         ภ.ง.ด. 54 คือแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและจำหน่ายเงินกำไรให้แก่นิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้

ซึ่งนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้ประเภท 40(2) – 40(6) ให้กับนิติบุคคลที่ตั้งตามกฏหมายต่างประเทศจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งกรมสรรพากร โดยการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะแบ่งเป็น 2 กรณีดังนี้  

  1. เงินได้พึงประเมิณ 40(2) – 40(6) หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%  
  2. เงินได้พึงประเมิณ 40(4) เงินปันผล หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%

        หลังจากหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

** ข้อระวัง !!! อย่าลืมดูอนุสัญญาภาษีซ้อน เผื่อมีการลดอัตราที่ต้องหักภาษีลง

          ต่อมา IDG จะพามารู้จักกับเงินได้พึงประเมินประเภท 40 (2) – 40 (6) กันค่ะ

เงินได้ประเภทที่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม โบนัส

เงินได้ประเภทที่ ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น

เงินได้ประเภทที่ 4 ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น

เงินได้ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อ/สัญญาซื้อขายเงินผ่าน

เงินได้ประเภทที่ 6 ได้แก่ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม

ตัวอย่าง

บริษัท CD จำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ได้เรียกเก็บเงินค่าที่ปรึกษาทนายความ (40 (6)) กับบริษัท A จำกัดซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายไทยและประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท

การคำนวณ

บริษัท A จำกัด จ่ายค่าที่ปรึกษาทนายความจำนวน 85,000 บาท (100,000 x 15% = 15,000 บาท)

บริษัท A จำกัด มีหน้าที่หักและนำส่งภาษีเงินนิติบุคคลแทนบริษัท CD จำกัดโดยยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 54 ภายในวันที่ 7 นับตั้งแต่สิ้นเดือนที่จ่ายเงินออกไป


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

ค่าสิทธิ (Royalty Fee )คืออะไร

ค่าสิทธิ (Royalty Fee )คืออะไร

นอกจากจะต้องเสียภาษีเงินได้แล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม

        ค่าสิทธิ (Royalty Fee ) คืออะไร แล้วนอกจากจะต้องเสียภาษีเงินได้แล้ว จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม วันนี้ IDG จะพาคุณไปรู้จักเกี่ยวกับค่าสิทธิกัน !

         ค่าสิทธิ (royalty Fee) คือค่าตอบแทน โดยฝ่ายที่เป็นผู้ได้รับอนุญาตหรือผู้ได้รับสัมปทาน จ่ายให้อีกฝ่ายที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยส่วนใหญ่ (ผู้อนุญาตหรือผู้ให้สัมปทาน) เพื่อเป็นสิทธิ์ในการใช้สินทรัพย์นั้น ๆ

ค่าสิทธิ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) (ซึ่งจะประกอบด้วย ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล)  อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย

ค่าสิทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นั้น หากผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ผู้จ่ายค่าสิทธิมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70  แต่อย่างไรก็ดีหากผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มี อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement) กับประเทศไทย ก็อาจได้รับการลดอัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

            ค่าสิทธินอกจากจะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย หมายถึง ผู้รับค่าสิทธิที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลเพิ่มมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลเพิ่มในอัตรา 7% จากผู้จ่ายค่าสิทธิพร้อมออกใบกำกับภาษีให้ด้วย แต่ถ้าผู้รับค่าสิทธิมิได้เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เมื่อได้รับเงินค่าสิทธิผู้จ่ายในประเทศไทย ผู้จ่ายมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ของค่าสิทธิตามประมวลรัษฎกร มาตรา 83/6

ภาษีที่เกี่ยวกับกับค่าสิทธิ มี 2 แบบคือ

  1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 54)
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30)

ข้อสะกิดใจ

  • หากผู้จ่ายค่าสิทธินั้นได้หักภาษีไว้เกิน ทางผู้รับค่าสิทธิต่างประเทศมีสิทธิขอคืนจำนวนภาษีที่ถูกหักไว้เกินได้โดยยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร แบบ ค.10 ภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นรายการภาษี ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
  • แต่ถ้าหากผู้จ่ายค่าสิทธินั้นได้หักภาษีไว้ขาด ผู้จ่ายค่าสิทธิต้องยื่นแบบภาษีเพิ่มเติมนับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบภาษี และคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มอีกด้วย ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร
  • หากผู้รับค่าสิทธินั้นไม่ยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายค่าสิทธิต้องเป็นผู้รับภาระจ่ายภาษีแทน !!! OMGGGGG


IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ ภ.พ. 36

ซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีอะไรกันนะ ?

          พูดได้เลยว่า ในความเป็นจริงแล้ว ใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการบัญชี ก็คงไม่คุ้นหูกับคำว่า “ภ.พ. 36” อย่างแน่นอน สิ่งนี้มันคืออะไรกันนะ ? แล้วเกี่ยวอะไรกับการซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศด้วยล่ะ ?

             เหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เลย เพราะยังมีอีกหลายคน ที่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เหตุเพราะไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ. 36 นั่นเอง .. ดังนั้น รู้ก่อนได้เปรียบนะคะ

            ภ.พ. 36 ก็คือ แบบที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งผู้ที่จ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการ จะเป็นผู้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% แทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ประกอบกิจการในต่างประเทศนั่นเอง

แแล้วใครมีหน้าที่ในการยื่นแบบ ภ.พ.36 ?

  1. ผู้จ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งได้มีการเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือบริการในประเทศไทยชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ จะเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย
  2. ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ได้แก่ การรับโอนสินค้าหรือบริการที่ได้ขายหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงศุล ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือบริการดังกล่าวที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
  3. ผู้ทอดตลาดที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือส่วนราชการซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด

** ผู้จ่ายจะต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ตัวอย่าง

บริษัท กานดา จำกัด จ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google บริษัทก็มีหน้าที่จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน Google ด้วยแบบ ภ.พ. 36 ซึ่งถ้าผู้ประกอบการบางท่านที่ไม่ทราบว่าต้องยื่นนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน Google ด้วย ก็จะโดนปรับต้องเสียภาษีย้อนหลังเมื่อโดนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจสอบ !!

IDG บริการรับทำบัญชีและภาษี ให้คำแนะนำพื้นฐานทางด้านการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและภาษี 

ให้สีช่วยสื่อสารความเป็นแบรนด์ของคุณ

ให้สีช่วยสื่อสารความเป็นแบรนด์ของคุณ

“ สี ” มีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกจากการรับรู้ของมนุษย์อย่างมาก ในทางสถิติ ผู้บริโภค 80% จดจำแบรนด์ได้จากสี สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์คุณได้ผ่านสีที่คุณเลือกใช้ 

เรามาดูกันว่าสีบอกอะไรเราบ้าง? แล้วสีไหนล่ะเป็นสีที่ใช่! สำหรับการสื่อสารธุรกิจของคุณ

สีแดง : กระตุ้นให้เกิดความสนใจ ความตื่นเต้น ความรวดเร็ว ความหลงใหล พลังงาน 

สีแดงจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจให้เช่า อาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว

ในเชิงจิตวิทยาสีแดงยังทำให้เกิดความหิวได้อีกด้วย! 

สีส้ม : กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การผจญภัย ความกระตือรือร้น ความสำเร็จ และความสมดุล 

สีสัมจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่ง การศึกษา กีฬา

แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์อย่าง Harley Davidson ก็เลือกใช้สีส้มเพื่อสะท้อนประสบการณ์ของนักบิดที่ได้รับในแง่ของการผจญภัย ความตื่นเต้น และความมีชีวิตชีวา

สีเหลือง : กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกในแง่บวก ความสุข ความอบอุ่น สนุกสนาน 

สีเหลืองจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อาหาร ขนส่ง

แบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับความสุขอย่าง IKEA ยังเลือกใช้สีเหลืองในการสื่อสาร สังเกตไหมคะว่าเมื่อเราเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านหลังแรก หรือซื้ออุปกรณ์แต่งบ้านสำหรับการรีโนเวทห้องใหม่ เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสุขและน่าจดจำ ทำให้สีเหลืองเป็นสีที่เชื่อมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

สีเขียว : ความสงบ การรักษา สิ่งแวดล้อม ความผ่อนคลาย 

สีเขียวจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจการเงิน เครื่องดื่ม การศึกษา 

เราจะสังเกตได้ว่าแบรนด์ที่เน้นเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเลือกใช้สีเขียวในการช่วยสื่อสารและดึงดูดผู้บริโภคที่มีความใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

สีน้ำเงิน : ความสงบ ความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย

สีน้ำเงินจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจการธนาคาร การศึกษา สุขภาพ เทคโนโลยี 

หากแบรนด์ของคุณอยากให้ลูกค้าไว้ไจ พลาดไม่ได้ที่จะให้สีน้ำเงินช่วยสื่อสาร

สีม่วง : สร้างความน่าค้นหา แสดงถึงพลังอำนาจ กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ ความมั่นใจ ความสง่างาม ความหรูหรา ความทะเยอทะยาน 

สีม่วงจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุริจที่เกี่ยวข้องกับความงาม ศิลปะ โหราศาสตร์

สีชมพู : ความรัก ความอ่อนโยน ไร้เดียงสา ความละเอียดอ่อน และความขี้เล่น 

สีชมพูจึงเหมาะกับธุรกิจ : ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เด็ก ความงาม ขนม 

สีชมพูค่อนข้างให้น้ำหนักในการสื่อสารถึงความเป็นผู้หญิง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แบรนด์ดังอย่าง Victoria’s Secret ที่สาวๆหลายคนชื่นชอบเลือกนำสีชมพูมาใช้ในการสื่อสารและเชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค

ถึงแม้ว่าการรับรู้จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสีมีผลต่ออารมณ์ และ พฤติกรรมการบริโภค สีจึงมีบทบาทสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการรับรู้  เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณให้โดดเด่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีสูตรสำเร็จว่าธุรกิจไหน ต้องใช้สีอะไร เพียงแต่สีเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยสื่อสารแบรนด์ของคุณ 

เรายินดีให้คำแนะนำ เพื่อดึงจุดแข็งของแบรนด์คุณผ่านการออกแบบ 


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการออกแบบโลโก้ และ อัตลักษณ์องค์กร (corporate Identity)

โดยตรงที่ฝ่ายออกแบบของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

02-011-7161 ถึง 6 กรุณากด 202

E-Mail: design@idgthailand.com


บริการตรวจและร่างสัญญา

บริการตรวจและร่างสัญญา ครอบคลุมมากถึง 4 ภาษา !

รายละเอียด

  • บริการตรวจและร่างสัญญาทุกประเภท โดยทนายความผู้เชี่ยวชาญ
  • สามารถร่างสัญญาได้มากถึง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และ ภาษาพม่า
  • ให้คำปรึกษาการตรวจ/ร่างสัญญาทุกประเภทเบื้องต้นฟรี !
  • แก้ไขเพิ่มเติมข้อสัญญาได้ถึง 2 ครั้ง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญตรวจ/ร่างสัญญาด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ

ตัวอย่างประเภทสัญญาที่ให้บริการ

  • สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า
  • สัญญาโอนเครื่องหมายการค้า
  • สัญญาจ้างทำของ
  • สัญญาแฟรนไชส์
  • สัญญาตัวแทนจำหน่าย
  • สัญญาซื้อขาย
  • สัญญาประนีประนอมยอมความ
  • สัญญาร่วมค้า
  • สัญญาเช่า
  • สัญญาอื่น ๆ ทุกประเภท

ค่าบริการร่างสัญญา

ค่าบริการร่างสัญญาเริ่มต้นเพียง

10,000 บาท/ฉบับ


Click Here

*** ค่าบริการจะปรับเปลี่ยนตามปริมาณงานและภาษาที่ใช้ในการร่างสัญญา


IDGTHAILAND มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการตรวจ/ร่างสัญญาที่พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือธุรกิจของท่านให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-011-7161 ext 104 หรือ 106 / Line : @idgthailand

สถานการณ์ล่าสุดในการยื่นจดเครื่องหมายการค้าของประเทศเมียนมา

IDG MYANMAR UPDATES : สถานการณ์ในเมียนมาและแนวทางเพื่อให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่เคยจดทะเบียนในเมียนมาสำหรับผู้ประกอบการ

         แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศเมียนมาจะยังยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุนนานาชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมียนมายังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนและเป็นฐานผู้บริโภคที่สำคัญของสินค้าไทย ทำให้เจ้าของแบรนด์ต่างให้ความสนใจที่จะบุกตลาดเมียนมา อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของแบรนด์มากขึ้น และสอดรับกับที่ก่อนหน้านี้ ทางการเมียนมาได้ออกประกาศที่แสดงถึงความพร้อมและยกระดับด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดวันที่สำคัญ ๆ เพื่อใช้ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ยิ่งเป็นเหมือนการกระตุ้นความสนใจของผู้ประกอบการยิ่งขึ้นไป แต่สุดท้ายเพราะปัญหาภายในประเทศที่ดำเนินอยู่ขณะนี้ กำหนดการต่าง ๆ จึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

        เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการจะขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ของเมียนมาได้ จะต้องเป็นแบรนด์ที่เคยมีการบันทึกความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Registered Declaration of Trademark Ownership) เอาไว้ก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาขอยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Re-filing) ในช่วง Soft Opening ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมา (MIPO) ได้ และให้อายุความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่ 10 ปีเช่นนานาประเทศ

         ในส่วนของเจ้าของแบรนด์ที่ยังไม่เคยได้รับความคุ้มครองมาก่อนเลยในเมียนมา ขณะนี้ ทางการเมียนมาได้มีการประกาศให้สามารถกลับมาใช้ระบบการบันทึกความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือการจดทะเบียนรูปแบบเดิมได้แล้ว หลังจากที่มีการยุติการให้บริการดังกล่าวไปชั่วคราว โดยการจดทะเบียนในรูปแบบเดิม จะเป็นการยื่นต่อสำนักงานทะเบียนในกรุงย่างกุ้ง ก่อนที่จะมีการเปิดอาคารกรมทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ที่กรุงเนปิดอว์ในอนาคต

          กระบวนการจดทะเบียนตามระบบจดทะเบียนรูปแบบเดิม จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 เดือนโดยประมาณ เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะสามารถนำบันทึกความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้วนั้น มายื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Re-filing) ในช่วง Soft Opening นี้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพราะการยื่นบันทึกข้อมูลเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening นี้ จะเป็นการแสดงความจำนงว่าต้องการจะได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในเมียนมาตามกฎหมายฉบับใหม่ และจะทำให้เครื่องหมายการค้าที่บันทึกข้อมูลไว้ ได้รับการพิจารณาจากนายทะเบียนเป็นกลุ่มแรก

          ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วง Soft Opening ไปสู่ช่วง Grand Opening เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับเจ้าของแบรนด์ เพราะเมียนมายึดแนวพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามหลัก ‘First to File’ หรือการสันนิษฐานว่าผู้ที่ยื่นคำขอไว้อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิที่ดีกว่า ดังนั้น ยิ่งมีการยื่นคำขอได้เร็ว ยิ่งมีโอกาสที่จะได้รับจดทะเบียนสูงกว่าการยื่นในภายหลัง ซึ่งหากเจ้าของแบรนด์เลือกที่จะรอการเปิดระบบ Grand Opening เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เครื่องหมายการค้าอาจต้องพบกับอุปสรรคในระหว่างการพิจารณา เพราะช่วง Grand Opening จะเป็นการเปิดให้สาธารณชนยื่นคำขอได้โดยไม่ได้มีข้อจำกัดแล้วว่าจะต้องมีหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้วในเมียนมามาก่อน

          อย่างไรก็ดี การบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening จะไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายของการจดทะเบียนตามกฎหมายฉบับใหม่ เพราะผู้ขอที่ยื่นไว้แล้ว ยังต้องเตรียมการนำส่งแบบฟอร์มตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด และชำระค่าธรรมเนียม เมื่อมีการเข้าสู่ช่วง Grand Opening อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมา ยังไม่ได้มีการกำหนดแบบฟอร์มมาตรฐาน หรือแนวทางการพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตลอดจนอัตราค่าธรรมเนียมมาแต่อย่างใด


CHECKLIST สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในเมียนมา 

  • หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ที่ลงนามแล้ว พร้อมรับรองลายมือชื่อโดยทนายความ และรับรองนิติกรณ์เอกสารโดยกรมการกงสล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย
  • สำเนาหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Declaration of Trademark Ownership) ที่ลงนามแล้ว พร้อมรับรองลายมือชื่อโดยทนายความ
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอจดทะเบียน (ภาษาอังกฤษ)
  • ภาพเครื่องหมายการค้า (ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ นามสกุล .jpg)
  • รายการสินค้า/บริการที่ต้องการจดทะเบียน
  • กรณียื่นในนามนิติบุคคล ใช้ สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ของกรรมการผู้มีอำนาจ *ใช้สำหรับกระบวนการรับรองเอกสาร
  • กรณียื่นในนามบุคคลธรรมดา ใช้ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้ขอจดทะเบียน *ใช้สำหรับกระบวนการรับรองเอกสาร

หมายเหตุ:

*IDG จะเป็นผู้จัดเตรียมแบบฟอร์มเอกสารตาม 1) และ 2) สำหรับให้ลงนาม และเมื่อได้รับข้อมูลตาม Checklist ทั้งหมดแล้ว ท่านจะได้รับเอกสารยืนยันข้อมูลเครื่องหมายการค้า (Confirmation Sheet) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการเริ่มกระบวนการยื่นคำขอ


ขั้นตอนการดำเนินการของ IDG

1. เตรียมเอกสารให้ลงนาม ประทับตราสำคัญ และนำไปรับรองเอกสาร

3 – 10 วัน นับจากวันที่ได้รับการยืนยันและได้รับชำระค่าบริการ

2. นำส่งเอกสารที่รับรองแล้วไปที่ IDG สาขาเมียนมา

7 – 14 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารคืนจากสถานทูตฯ

3. ยื่นคำขอตามระบบจดทะเบียนเดิม ที่สำนักงานทะเบียนกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และนำส่งรายงานการยื่นคำขอให้ทางอีเมล

14 วัน นับจากวันที่เอกสารไปถึง

สำนักงานสาขา

4. ติดตามและรอผลการจดทะเบียน

2 – 4 เดือน

5. รับหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนแล้ว จากสำนักงานทะเบียนฯ และนำส่งรายงานการรับหนังสือฯ ทางอีเมล

7 – 10 วัน นับจากได้รับแจ้งจากสำนักงานทะเบียนฯ

6. ยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนเครื่องหมายการค้าในช่วง Soft Opening และนำส่งรายงายการยื่นบันทึกให้ทางอีเมล

3 – 5 วัน นับจากได้รับหนังสือฯ ที่จดทะเบียนแล้ว

7. ติดตามความคืบหน้าของกรมฯ และรอประกาศกำหนดวันที่สำหรับ Grand Opening แบบฟอร์ม หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ 

เพื่อแจ้งให้ท่านทราบเป็นระยะ

    ค่าบริการของ IDG

พิเศษ ! สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่สนใจจะปกป้องเครื่องหมายการค้าในประเทศเมียนมา

จดทะเบียนตามระบบการจดทะเบียนแบบเดิม เพียง 19,900 บาท จาก 28,000 บาท

พิเศษยิ่งกว่านั้น ! 

รวมค่าบริการในการยื่นบันทึกข้อมูลทะเบียนในช่วง Soft Opening แล้ว

จากปกติ คำขอละ 5,000 บาท

สำหรับเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่เคยจดทะเบียนมาก่อนในเมียนมาเท่านั้น!

ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น

หมายเหตุ:

* IDG จะเป็นผู้จัดเก็บหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าฉบับจริงไว้ ณ สำนักงานสาขา กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการช่วง Soft Opening และ Grand Opening ต่อไป โดยจะนำส่งเป็นสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ให้กับท่านเพื่ออ้างอิงเท่านั้น ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องใช้ฉบับจริงในการอ้างยันสิทธิทางทะเบียนของท่าน แต่หากท่านต้องการจะได้รับเอกสารฉบับจริงด้วย ทางทีมงานจะดำเนินการจัดส่งให้ผ่านผู้รับขน (DHL Corporate) ซึ่งอาจมีค่าใช่จ่ายเพิ่มเติมตามที่ถูกเรียกเก็บจริง

** ค่าบริการข้างต้น รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการยื่นขอจดทะเบียนหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของ ค่ารับรองเอกสาร ค่าเดินทางและตรวจสอบเอกสาร และค่าขนส่งเอกสารจากประเทศไทยไปเมียนมา ทั้งนี้ ยกเว้นเฉพาะ ค่าขนส่งหนังสือฯ ฉบับจริงกลับมายังประเทศไทยเท่านั้น ที่จะเรียกเก็บเพิ่มเติมหากท่านมีความประสงค์จะรับเอกสารฉบับจริง

*** ค่าบริการข้างต้น ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมที่อาจเรียกเก็บในช่วง Grand Opening ซึ่งต้องรอการประกาศจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมียนมาต่อไป


ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงที่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าของเรา โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและแนะนำท่านอย่างเต็มที่ในทุกบริการที่ท่านประสงค์

โทร: 02-011-7161 ถึง 6

ฝ่ายเครื่องหมายการค้า  02-011-7161 Ext

ฝ่ายภายในประเทศ Ext 101,102

ฝ่ายต่างประเทศ Ext 104,105

ฝ่ายกฏหมาย Ext 103

E-Mail: tm@idgthailand.com