International Website

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดให้กัญชาเป็นสารเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยห้ามมิให้ผู้ใดเสพหรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย หรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย แต่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 มีการประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ในการใช้ประโยชน์จากการวิจัยสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อม และเพื่อเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ซึ่งหลายประเทศก็ได้ให้การยอมรับอย่างแพร่หลายและแก้ไขกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เช่นเดียวกัน

กัญชา จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ (bioactive compounds) มากกว่า 400 ชนิด มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย ซึ่งมีงานวิจัยและข้อมูลสนับสนุนทางด้านวิชาการอย่างชัดเจน เช่น มีการใช้สำหรับอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการปวดที่เกิดจากการมีกระแสประสาทที่ผิดปกติ (neuroleptic pain) หรืออาการปวดที่เกิดจากโรคมะเร็ง (cancer pain) และภาวะกล้ามเนื้อเกร็งเนื่องจากภาวะปลอกประสาทอักเสบ (spasticity due to multiple sclerosis) โดยใช้สาร cannabinoids (CBN) ได้แก่ nabiximol, nabilone, delta-9 tetrahydrocannabinol (THC), cannabidiol (CBD) และ dronabinol การใช้ประโยชน์จากสารเหล่านี้ในต่างประเทศได้มีการพัฒนาและขอจดสิทธิบัตรจำนวนมาก

ภาพรวมของคำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาจากทั่วโลก

 

รูปที่ 1 คำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาจากทั่วโลก ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2020

จากการสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการนำกัญชาและสาร cannabinoids ไปใช้ประโยชน์ ที่ยื่นคำขอระหว่างปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน (สืบค้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020) คำขอถือสิทธิส่วนมากนั้นจะเน้นไปที่การนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และการรักษาโรค เช่น การใช้สาร THC (delta-9 tetrahydrocannabinol) เป็นส่วนประกอบในสูตรยา เพื่อช่วยรักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร รวมถึงมีการขอถือสิทธิในกระบวนการสกัดสาร CBD (cannabidiol) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการลมชัก ซึมเศร้า การอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมถึงไมเกรน การสกัดสารในกลุ่ม CBN (cannabinoid) ที่สำคัญให้บริสุทธิ์ สำหรับสิทธิบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุด (Highest Market-Valued Patents) คือสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ประกาศโฆษณา US20190255011A1 ชื่อการประดิษฐ์ “Inhibition of tumour cell migration” ขอถือสิทธิโดย GW Pharmaceuticals บริษัทผลิตและจำหน่ายยาจากประเทศอังกฤษ เป็นการขอถือสิทธิในสารสกัดจากกัญชาหรือสาร cannabinoid ที่เป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมเพื่อยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็ง

แนวโน้มการขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาในแต่ละปี

 
รูปที่ 2 สิทธิบัตรจากทั่วโลกเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชา ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2020

จากการสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการนำกัญชาและสาร cannabinoids ไปใช้ประโยชน์ ที่ยื่นคำขอระหว่างปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน พบสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาทั้งหมด 9,764 ฉบับ ซึ่งนับเป็น 2,909 patent families หรือ จำนวนครอบครัวสิทธิบัตร กล่าวคือเป็นการนับจำนวนสิทธิบัตรต่อหนึ่งการประดิษฐ์ ไม่มีการนับรวมคำขอจดรับสิทธิบัตรในประเทศที่แตกต่างกันในการประดิษฐ์เดียวกัน (สืบค้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นนั้นเป็นการรวบรวมจากคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับการประกาศโฆษณาแล้วเท่านั้น ทำให้ข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 อาจยังไม่ครบถ้วน ดังที่แสดงในรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 มีอัตราการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนการยื่นคำขอมากที่สุด 1,119 คำขอในปี ค.ศ. 2018 โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม หรือ CAGR (Compound Annual Growth Rate) ระหว่างปี ค.ศ. 2013-2018 อยู่ที่ 26.4% แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเพื่อใช้กัญชาหรือใช้สารที่มีประโยชน์ในกัญชานั้นยังคงมีความสำคัญและได้รับความสนใจจากตลาดโลก

การขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชารายประเทศ

 
รูปที่ 3 ประเทศที่ขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชามากที่สุด 10 อันดับแรก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008-2020

จากรูปที่ 3 พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีการขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.73% รองลงมาคือประเทศจีน และการยื่นจดสิทธิบัตรผ่านระบบ PCT ซึ่งเป็นการยื่นผ่านระบบกลางขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก เพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรในหลายประเทศพร้อมกัน คิดเป็นสัดส่วน 15.57% และ 12.67% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการประยุต์ใช้กัญชามากกว่าประเทศอื่น จากสัดส่วนจำนวนคำขอรับที่มากกว่าทุกประเทศ สำหรับในประเทศไทยนั้น เมื่อกฎหมายได้อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากสารสกัดของกัญชา คาดว่าในอนาคตจะมีการขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในเรื่องดังกล่าว

ตัวอย่างยาจากสารสกัดกัญชา

 
รูปที่ 4 ยาเอพิดิโอเล็กซ์ (EPIDIOLEX®)

เอพิดิโอเล็กซ์ (EPIDIOLEX®) เป็นยาน้ำ (Oral Solution) ประกอบด้วยสาร CBD 99% และ THC 0.10% ซึ่งสกัดได้จากกัญชา พัฒนาโดยบริษัท GW Pharmaceuticals ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาจากประเทศอังกฤษ ยานี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้ได้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพื่อใช้รักษาอาการของโรคลมชัก (Epilepsy) แบบควบคุมไม่ได้ด้วยยา ซึ่งเป็นโรคลมชักชนิดรุนแรงหายาก (rare, severe childhood-onset epilepsies) 2 กลุ่ม

ได้แก่ (1) Darvet Syndrome (DS) ซึ่งเป็นโนคลมชักที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หายากของสมอง และ (2) Lennox-Gastaut Syndrome (LGS) เป็นโรคลมชักอีกชนิดหนึ่งที่พบได้ยากในวัยเด็ก โดยยาดังกล่าวจะช่วยลดความถี่ของอาการชักให้น้อยลง ผลข้างเคียงในการใช้ยานี้คือ อาการง่วงนอน ลดความอยากอาหาร และอาจเป็นอันตรายต่อตับ สตรีมีครรภ์หรือวางแผนที่จะมีบุตรไม่ควรใช้ยานี้ ซึ่งสิทธิบัตรสากล เลขที่ประกาศโฆษณา WO2017025712A1 ชื่อการประดิษฐ์ “Use of cannabinoids in the treatment of epilepsy” เป็นหนึ่งในสิทธิบัตรหลายฉบับที่นำมาพัฒนาเป็นยา EPIDIOLEX® นี้

ทั้งนี้การนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์หรือเพื่อรักษาโรคต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เนื่องจากอาจส่งผลเสียข้างเคียงในระยะสั้นหรือระยะยาวได้

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดให้กัญชาเป็นสารเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยห้ามมิให้ผู้ใดเสพหรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย หรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย แต่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 มีการประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ในการใช้ประโยชน์จากการวิจัยสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อม และเพื่อเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ซึ่งหลายประเทศก็ได้ให้การยอมรับอย่างแพร่หลายและแก้ไขกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เช่นเดียวกัน

กัญชา จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ (bioactive compounds) มากกว่า 400 ชนิด มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย ซึ่งมีงานวิจัยและข้อมูลสนับสนุนทางด้านวิชาการอย่างชัดเจน เช่น มีการใช้สำหรับอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการปวดที่เกิดจากการมีกระแสประสาทที่ผิดปกติ (neuroleptic pain) หรืออาการปวดที่เกิดจากโรคมะเร็ง (cancer pain) และภาวะกล้ามเนื้อเกร็งเนื่องจากภาวะปลอกประสาทอักเสบ (spasticity due to multiple sclerosis) โดยใช้สาร cannabinoids (CBN) ได้แก่ nabiximol, nabilone, delta-9 tetrahydrocannabinol (THC), cannabidiol (CBD) และ dronabinol การใช้ประโยชน์จากสารเหล่านี้ในต่างประเทศได้มีการพัฒนาและขอจดสิทธิบัตรจำนวนมาก

ภาพรวมของคำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาจากทั่วโลก

 

รูปที่ 1 คำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาจากทั่วโลก ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2020

จากการสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการนำกัญชาและสาร cannabinoids ไปใช้ประโยชน์ ที่ยื่นคำขอระหว่างปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน (สืบค้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020) คำขอถือสิทธิส่วนมากนั้นจะเน้นไปที่การนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และการรักษาโรค เช่น การใช้สาร THC (delta-9 tetrahydrocannabinol) เป็นส่วนประกอบในสูตรยา เพื่อช่วยรักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร รวมถึงมีการขอถือสิทธิในกระบวนการสกัดสาร CBD (cannabidiol) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการลมชัก ซึมเศร้า การอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมถึงไมเกรน การสกัดสารในกลุ่ม CBN (cannabinoid) ที่สำคัญให้บริสุทธิ์ สำหรับสิทธิบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุด (Highest Market-Valued Patents) คือสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ประกาศโฆษณา US20190255011A1 ชื่อการประดิษฐ์ “Inhibition of tumour cell migration” ขอถือสิทธิโดย GW Pharmaceuticals บริษัทผลิตและจำหน่ายยาจากประเทศอังกฤษ เป็นการขอถือสิทธิในสารสกัดจากกัญชาหรือสาร cannabinoid ที่เป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมเพื่อยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็ง

แนวโน้มการขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชาในแต่ละปี

 
รูปที่ 2 สิทธิบัตรจากทั่วโลกเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชา ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2020

จากการสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการนำกัญชาและสาร cannabinoids ไปใช้ประโยชน์ ที่ยื่นคำขอระหว่างปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน พบสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาทั้งหมด 9,764 ฉบับ ซึ่งนับเป็น 2,909 patent families หรือ จำนวนครอบครัวสิทธิบัตร กล่าวคือเป็นการนับจำนวนสิทธิบัตรต่อหนึ่งการประดิษฐ์ ไม่มีการนับรวมคำขอจดรับสิทธิบัตรในประเทศที่แตกต่างกันในการประดิษฐ์เดียวกัน (สืบค้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นนั้นเป็นการรวบรวมจากคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับการประกาศโฆษณาแล้วเท่านั้น ทำให้ข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 อาจยังไม่ครบถ้วน ดังที่แสดงในรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 มีอัตราการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนการยื่นคำขอมากที่สุด 1,119 คำขอในปี ค.ศ. 2018 โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม หรือ CAGR (Compound Annual Growth Rate) ระหว่างปี ค.ศ. 2013-2018 อยู่ที่ 26.4% แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเพื่อใช้กัญชาหรือใช้สารที่มีประโยชน์ในกัญชานั้นยังคงมีความสำคัญและได้รับความสนใจจากตลาดโลก

การขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชารายประเทศ

 
รูปที่ 3 ประเทศที่ขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชามากที่สุด 10 อันดับแรก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008-2020

จากรูปที่ 3 พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีการขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กัญชามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.73% รองลงมาคือประเทศจีน และการยื่นจดสิทธิบัตรผ่านระบบ PCT ซึ่งเป็นการยื่นผ่านระบบกลางขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก เพื่อดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรในหลายประเทศพร้อมกัน คิดเป็นสัดส่วน 15.57% และ 12.67% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการประยุต์ใช้กัญชามากกว่าประเทศอื่น จากสัดส่วนจำนวนคำขอรับที่มากกว่าทุกประเทศ สำหรับในประเทศไทยนั้น เมื่อกฎหมายได้อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากสารสกัดของกัญชา คาดว่าในอนาคตจะมีการขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในเรื่องดังกล่าว

ตัวอย่างยาจากสารสกัดกัญชา

 
รูปที่ 4 ยาเอพิดิโอเล็กซ์ (EPIDIOLEX®)

เอพิดิโอเล็กซ์ (EPIDIOLEX®) เป็นยาน้ำ (Oral Solution) ประกอบด้วยสาร CBD 99% และ THC 0.10% ซึ่งสกัดได้จากกัญชา พัฒนาโดยบริษัท GW Pharmaceuticals ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาจากประเทศอังกฤษ ยานี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้ได้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพื่อใช้รักษาอาการของโรคลมชัก (Epilepsy) แบบควบคุมไม่ได้ด้วยยา ซึ่งเป็นโรคลมชักชนิดรุนแรงหายาก (rare, severe childhood-onset epilepsies) 2 กลุ่ม

ได้แก่ (1) Darvet Syndrome (DS) ซึ่งเป็นโนคลมชักที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หายากของสมอง และ (2) Lennox-Gastaut Syndrome (LGS) เป็นโรคลมชักอีกชนิดหนึ่งที่พบได้ยากในวัยเด็ก โดยยาดังกล่าวจะช่วยลดความถี่ของอาการชักให้น้อยลง ผลข้างเคียงในการใช้ยานี้คือ อาการง่วงนอน ลดความอยากอาหาร และอาจเป็นอันตรายต่อตับ สตรีมีครรภ์หรือวางแผนที่จะมีบุตรไม่ควรใช้ยานี้ ซึ่งสิทธิบัตรสากล เลขที่ประกาศโฆษณา WO2017025712A1 ชื่อการประดิษฐ์ “Use of cannabinoids in the treatment of epilepsy” เป็นหนึ่งในสิทธิบัตรหลายฉบับที่นำมาพัฒนาเป็นยา EPIDIOLEX® นี้

ทั้งนี้การนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์หรือเพื่อรักษาโรคต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เนื่องจากอาจส่งผลเสียข้างเคียงในระยะสั้นหรือระยะยาวได้

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy