แนวโน้ม Internet of Thing ที่ต้องรู้หากไม่อยากตกเทรนด์

สำหรับผู้รู้และคลุกคลีกับระบบ IoT (หรือที่ย่อจากคำว่า Internet of Thing) อยู่แล้วคงพอทราบความหมายและการทำงานของระบบดังกล่าวและอาจข้ามหัวข้อนี้ไป

 แต่สำหรับผู้ไม่รู้ อธิบายอย่างเข้าใจง่ายที่สุด IoT คืออุปกรณ์/สิ่งของเครื่องใช้อะไรก็ตามที่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต

แน่นอนว่า เมื่อสิ่งใด ๆ ก็ตามเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต มีการรับข้อมูล ส่งข้อมูลหรือสามารถทำได้ทั้ง 2 อย่างพร้อม ๆ กัน สิ่งเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า ‘smart device’ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งของที่กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์อย่างโทรศัพท์มือถือ หากเป็นเมื่อก่อนโทรศัพท์มีหน้าที่เพียงแค่โทรเข้า – ออกและส่งข้อความ แต่ปัจจุบันกลับทำได้มากกว่านั้น เมื่อเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตและกลายเป็นสมาร์ทโฟน เช่น การฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งของสมาร์ทโฟน แน่นอนว่า สมาร์ทโฟนของเราไม่ได้จัดเก็บเพลงเป็นล้าน ๆ เพลงในเครื่องเดียว แต่สมาร์ทโฟนของเราได้ทำการส่งข้อมูล (ชื่อเพลงที่เราค้นหา) และได้รับข้อมูล (เพลงที่เราทำการค้นหา) ส่งผลให้เราสามารถหาเพลงที่ชอบ เพลงที่อยากฟังได้ตลอดเวลาเพียงแค่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต

ปี 2019 กระแสของ IoT จะทวีคูณความเข้มข้นและเข้าใกล้การเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันมนุษย์เราทุกคนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน การเดินทาง จนถึงแวดวงอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น IoT ยังพัฒนาขีดความสามารถและประสิทธิภาพตัวเองให้ฉลาดล้ำขึ้นเรื่อย ๆ และคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีอุปกรณ์เครื่องใช้มากกว่า 26 พันล้านชิ้น เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต

และนี่คือ 3 ความเป็นไปได้ของ IoT จากการคาดการณ์โดย Forbes สำหรับ 12 เดือนข้างหน้าหรืออนาคตต่อจากนี้

1. IoT ที่เข้มข้นมากขึ้นในภาคธุรกิจ

จากการสำรวจโดย Forrester พบว่าปี 2019 IoT จะเข้ามาเล่นในภาคธุรกิจมากขึ้น หลายบริษัทเริ่มนำ IoT มาใช้เพื่อจัดสร้างระบบหรือวางแผนกลยุทธ์มากกว่า 85% รวมทั้งยังพบว่าภายในปีนี้ภาคธุรกิจขนาดเล็กจะเริ่มนำระบบ IoT มาใช้เพิ่มมากขึ้นและนำมาสู่การเกิดผลกำไรตามมา

แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับ IoT ไม่ว่าจะภาคธุรกิจขนาดไหนก็ตาม ล้วนเริ่มเล็งเห็นคุณค่าความสำคัญของเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตที่สามารถรายงานผลทุกอย่าง อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถทำงานรวมกับเครื่องจักร/อุปกรณ์อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม Forbes ระบุว่า สำหรับใครที่นำระบบ IoT มาใช้ก่อนจะเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญในทันที

ซูเปอร์มาร์เก็ตดิจิตอล สนุกซื้อ ประหยัดพลังงาน

เปิดประสบการณ์ใหม่กับซูเปอร์มาร์เก็ตดิจิตอล เมื่อ Kroger ซุปเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติสหรัฐอเมริกาที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศจับมือกับบริษัท Microsoft บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก เปลี่ยนโฉมซูเปอร์มาร์เก็ตให้ประหยัดพลังงาน รักษ์โลกและนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้อย่างสูงสุด กล่าวคือ ป้ายกระดาษบาร์โค้ด ที่ติดตรงชั้นวางของ กลายเป็นหน้าจอระบบ EDGE (Enhanced Display for Grocery Environment) แทน พร้อมทั้งแสดงข้อมูลทางโภชนาการหรือโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ อีกทั้งลูกค้ายังสามารถหยิบสินค้าและสแกนบาร์โค้ดผ่านหน้าแอปพลิเคชั่นของทางซูเปอร์มาร์เก็ต หรือใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง

2. อุปกรณ์เครื่องใช้พูดได้มากขึ้น

ระบบสั่งการด้วยเสียงจะช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้ง่ายกว่าเดิม เมื่อสายตาไม่จำเป็นต้องจดจ่ออยู่ที่การพิมพ์สั่งการ มองไปยังเบื้องหน้าเพื่อตรวจสอบและสังเกตการณ์สถานการณ์รอบตัว อีกทั้งการสั่งการด้วยเสียงยังลดอุปสรรคการสื่อสารระหว่างหุ่นยนต์และมนุษย์อีกด้วย

สำหรับปี 2019 อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ จะเริ่มสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเองมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ที่เริ่มหันมาผลิตรถยนต์ที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ขับรวมถึงท้องถนนเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น ระบบสั่งการด้วยเสียงยังเริ่มขยายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่าง ๆ นอกจากนั้น ในอนาคตยังคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาอีกขั้น กล่าวคือ ระบบจดจำเสียงเพื่อให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพและปรับปรุงชีวิตประจำวันของเราทุกคนให้ดีขึ้น

คุณครูลิลี่ สปีกเกอร์สอนภาษาจีนเครื่องแรกของโลก

ลิลี่ ถูกพัฒนาขึ้นจากทีมวิศวกรเสียงและคุณครูสอนภาษาจีน ในรัฐซานฟราซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สามารถทำการสอนได้แบบเดียวกับจ้างติวเตอร์ตัวเป็น ๆ มาสอนที่บ้านครบทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยสามารถโต้ตอบบทสนทนาและแปลภาษาได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงการเรียนการสอนผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ รวมถึงมีระบบตรวจตัวสะกดและแก้ไขคำผิด ทั้งแบบพินอิน (pinyin) และอักษรจีน นอกจากนี้ทางทีมพัฒนา ยังการันตีว่าลิลี่สามารถช่วยเตรียมความพร้อมในการสอบวัดระดับภาษาจีน (Chinese Proficiency Test: HSK) ได้อีกด้วย

3. สัญญาณ 5G เพิ่มขอบเขต IoT เชื่อมต่อทุกสรรพสิ่ง

หลังจากมีกระแสพูดถึง 5G มาสักพัก ในที่สุดก็มีสัญญาณชัดเจนว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะได้ใช้สัญญาณเครือข่าย 5G ในปีนี้อย่างแน่นอน ด้วยศักยภาพและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าระบบ 4G ไม่เพียงแต่เพิ่มความเร็วและมีความถี่สำหรับใช้งานได้มากกว่า แต่ 5G จะช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพให้ IoT เชื่อมต่อทุกสรรพสิ่งได้รวดเร็วและง่ายขึ้นกว่าเดิม

นั่นหมายความว่า แนวคิด Smart City ที่ทั้งเมือง ทุก ๆ สิ่งเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต เช่น เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ หรือระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ โดยมี 5G สนับสนุนจะช่วยส่งเสริมให้แนวคิดดังกล่าวไม่ไกลเกินจริง

สนามบินเฮลซิงกิเปิดใช้หุ่นยนต์ 5G ตัวแรกของโลก

สนามบินเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ เปิดตัวหุ่นยนต์ในสนามบินที่ใช้ระบบ 5G ตัวแรกของโลก โดยพร้อมให้บริการแล้วที่ T2 Terminal พื้นที่สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีวีซ่าเชงเกน ตั้งแต่ธันวาคม 2018 เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้โดยสาร เช่น บอกทิศทาง วิดีโอคอลระหว่างเทอร์มินอล ตรวจสอบความเป็นไปต่าง ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว

โดยหุ่นยนต์ 5G เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ การบินพลเรือนแห่งฟินแลนด์ (Finnish Civil Aviation Administration) บริษัท Finavia บริษัทดิจิตอลสัญชาติสวีเดน Telia และ Nokia technology ผู้ให้บริการระบบเครือข่าย 5G คลื่นความถี่ 28 GHz

ที่มา: https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2019/02/04/5-internet-of-things-trends-everyone-should-know-about/#7edaba114b1f

IDG บริการให้คำปรึกษา เพื่อพัฒนาธุรกิจด้วยแนวโน้มนวัตกรรม TREND & INNOVATION ผ่านการวิเคราะห์และเข้าถึง BIG DATA เพื่อเฟ้นหาช่องว่างทางการตลาดและนวัตกรรม ที่สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างยั่งยืน

ท่านที่สนใจอัพเดทข้อมูลข่าวสารทางด้านเทคโนโลยี, นวัตกรรม หรือการออกแบบใหม่ ๆ ของแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของเราได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

เรียบเรียงโดย:
Consumer Insights Analyst & Content Developer
ฝ่ายพัฒนาธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา

แบ่งปันความรู้นี้Share on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
Pin on Pinterest
Pinterest
0Share on Tumblr
Tumblr
0Share on LinkedIn
Linkedin
Email this to someone
email