International Website

วิเคราะห์ตลาดในยุค 4.0
ด้วยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคต

“The main challenge is not open access or open data, but open mindset.”- Anonymous -

ใน IP Vision ตอนที่ 1 ผมได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูล IP ในมุมมองของการวิเคราะห์แนวโน้มนวัตกรรม, คู่แข่ง และโอกาสหรือช่องว่างทางธุรกิจ โดยเฉพาะจากการนำข้อมูลสิทธิบัตรหลายร้อยล้านฉบับจากทั่วโลกมาวิเคราะห์ เพื่อการตรวจสอบอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Freedom-to-Operate Analysis ในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ในประเทศนั้นๆ มีใครที่กำลังถือครองสิทธิที่ใกล้เคียง หรือมีความเหมือนคล้ายกับตราสินค้าหรือเทคโนโลยีที่เราจะนำเข้าไปประกอบธุรกิจหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิด และสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับในตอนที่ 9 นี้ ผมจึงอยากนำเสนอตัวอย่างการวิเคราะห์แบบง่ายๆ ด้วยฐานข้อมูลฟรีของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งตัวอย่างนี้จะเป็นการวิเคราะห์ให้เราได้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดไทย และเพื่อตรวจสอบลักษณะของธุรกิจจากประเทศสิงคโปร์ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวผมได้มีโอกาสนำเสนอต่อธุรกิจที่เป็นสมาชิกของ Singapore Business Federation ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อกลางปี 2017 อีกด้วยครับ

การวิเคราะห์สภาวะการแข่งขันด้วยข้อมูลเครื่องหมายการค้า

Fig. 1 เป็นสถิติที่ได้จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเห็นได้ว่า การยื่นคำขอรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark Applications) ในปี 2010 และ 2016 เปรียบเทียบระหว่างเครื่องหมายการค้าจากผู้ยื่นที่มีสัญชาติไทย (Thai Trademark Applicants) และผู้ยื่นจากต่างประเทศ (Foreign Trademark Applicants) ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้ยื่นสัญชาติไทยมีการยื่นคำขอเพิ่มขึ้น 25% จาก 24,781 เป็น 33,241 และผู้ยื่นจากต่างประเทศที่ 30% จาก 12,875 เป็น 18,372

ในขณะเดียวกัน การรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark Registrations) ในปี 2010 และ 2016 จากกราฟ Fig. 2 ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเจ้าของเครื่องหมายสัญชาติไทย เพิ่มขึ้น 31% จาก 13,268 เป็น 19,320 ส่วนเจ้าของเครื่องหมายชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 48% จาก 8,562 เป็น 16,491 ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ถือสิทธิต่างชาติ สูงกว่า ผู้ถือสิทธิไทยค่อนข้างมาก แม้ว่าปริมาณการยื่นคำขอของผู้ยื่นสัญชาติไทยมีมากกว่าต่างชาติเกือบเท่าตัวก็ตาม

ซึ่งสถิติที่ได้จาก Figs. 1-2 อาจจะให้มุมมองได้ว่า ตลาดไทยนั้นยังคงเป็นที่น่าสนใจของเจ้าของแบรนด์จากต่างประเทศอยู่ จึงมีการเข้ามาจดทะเบียนไว้อย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ให้ความสำคัญและตระหนักถึงเรื่องการปกป้องแบรนด์มากขึ้นอย่างชัดเจน แต่อัตราการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากข้อมูลตาม Fig. 2 ผู้ประกอบการไทยบางรายอาจยังไม่เข้าใจกฎหมายด้านนี้มากนัก ทำให้คำขอที่ยื่นเข้าไปส่วนใหญ่ ไม่สามารถได้รับการจดทะเบียน เช่น เครื่องหมายมีความเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่มีการยื่นจดไปแล้ว, ไม่มีความบ่งเฉพาะเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด หรือ มีการใช้สัญลักษณ์ต้องห้ามเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเครื่องหมายที่ยื่นไป ฯลฯ

ต่างจากคำขอของผู้ยื่นต่างชาติที่ส่วนใหญ่ สามารถได้รับการจดทะเบียน อาจเพราะผู้ยื่นคำขอชาวต่างชาติเคยยื่นจดในต่างประเทศมาแล้ว และเมื่อเข้ามาในไทยก็จำเป็นต้องยื่นผ่านสำนักกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว จึงช่วยให้เครื่องหมายที่ยื่นผ่านตัวแทนมีโอกาสได้รับการจดทะเบียนมากกว่า

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดนำมาวิเคราะห์ คือ จำพวกของเครื่องหมายการค้า (Trademark Classifications of Goods and Services) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายที่ยื่นเข้าไป ซึ่ง IDG เรามองว่ามีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบประเภทของธุรกิจที่นิยมสร้างแบรนด์ในประเทศ ดังกราฟ Fig. 3 ซึ่งจะเห็นว่า..

  • อันดับ 1 : Service Marks หรือเครื่องหมายบริการ ซึ่งเป็นการสื่อถึงธุรกิจบริการประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการทางธุรกิจ, การเงิน, ที่ปรึกษาต่างๆ รวมถึงร้านค้า, ร้านอาหารต่างๆ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีการขายสินค้าร่วมด้วยก็ได้
  • อันดับ 2 : Chemical Products, Drugs, Cosmetics ซึ่งเป็นกลุ่มด้านผลิตภัณฑ์ทางเคมีที่ใช้กับร่างกาย เช่น ยา, เครื่องสำอาง เป็นต้น
  • อันดับที่ 3-5 : มีจำนวนใกล้เคียงกัน ได้แก่ Food, Beverage, Sweet, Fiber, Thread, Textiles, Clothing, Machinery, Eletrical Appliances, Vehicles และ Weapons

เราจะเห็นว่า สินค้าหรือบริการอะไรที่เป็นที่นิยมในตลาดไทย การแข่งขันเป็นอย่างไรในจำพวกที่เราสนใจ เจ้าของแบรนด์อันดับต้นๆ ของแต่ละจำพวกเป็นใครบ้าง การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เรากลับมาพิจารณาตำแหน่งของเราในตลาด และสามารถนำมาวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน เพื่อวางแผนสำหรับการสร้างแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยเราหาช่องว่างในตลาด เช่น ในกลุ่มของ Musical Instruments, Toys, Sport Equipment ที่ยังคงมีจำนวนการยื่นจดน้อย แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ยังคงน้อยอยู่ เราจะสามารถเข้าไปสร้างแบรนด์แข่งกับผู้เล่นรายอื่นในตลาดดังกล่าวได้หรือไม่? แนวโน้มความต้องการสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นอย่างไรบ้าง?

จาก Fig. 4 จะเห็นว่าผู้ประกอบการสิงคโปร์มีการเข้ามา จดเครื่องหมายการค้า ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มากนัก เนื่องจากจำนวนแบรนด์ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนในไทยมีอยู่เพียงหลักร้อยต่อปีเท่านั้น

Fig. 5 แสดงให้เห็นถึงจำพวกสินค้าหรือบริการ 5 ประเภท ที่เจ้าของแบรนด์สัญชาติสิงคโปร์ นิยมเข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย โดยสามารถจัดอันดับได้ดังนี้

  • อันดับ 1 : Advertising & Business Management = 95 เครื่องหมาย
  • อันดับ 2 : Coffee, Tea, Cocoa, and Artificial Coffee = 86 เครื่องหมาย
  • อันดับ 3 : Services for Providing Food and Drink = 65 เครื่องหมาย
  • อันดับ 4 : Pharmaceutical and Veterinary Preparations = 52 เครื่องหมาย
  • อันดับที่ 5 : Apparatus and Instruments for Scientific Research, Controlling Ships = 48 เครื่องหมาย

ซึ่งผลจากการวิเคราะห์สถิติดังกล่าวนั้น ช่วยให้เราเห็นถึงความสนใจของผู้ประกอบการสิงคโปร์ในตลาดไทย โดยเฉพาะการเข้ามาทำธุรกิจบริการประเภทการโฆษณาและให้คำปรึกษาทางธุรกิจ รวมถึงเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านเครื่องดื่มประเภทชา, กาแฟ และสร้างบริการหรือร้านอาหารในลักษณะแฟรนไชส์ด้วย อีกทั้งนักธุรกิจสิงคโปร์ยังมองตลาดด้านการแพทย์ในไทย ว่ามีแนวโน้มการเติบโตสูง จึงมีการเข้ามาจดเครื่องหมายการค้าจำพวกที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมยาสำหรับมนุษย์และสัตว์ รวมถึงอุปกรณ์ด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

เนื่องจากการวิเคราะห์จำพวกที่มีการยื่นจดเยอะที่สุด จะทำให้เราเห็นถึงสภาวะการแข่งขันในตลาดและความพร้อมของตลาดที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ แต่อาจจะไม่เห็นโอกาสในประเภทของธุรกิจที่มีการแข่งขัน ซึ่งอาจจะมีความต้องการสูง เช่น Fig. 6 ที่แสดงให้เห็นถึงประเภทของธุรกิจที่มีการเข้ามายื่นจดเครื่องหมายการค้า น้อยที่สุด จากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นประเภทธุรกิจที่มีอุปสรรคในการเข้ามาแข่งขันสูงอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับบุหรี่, ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เนื่องจากมีกฎหมายการควบคุมที่เข็มงวด, เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจท้องถิ่น, ต้องลงทุนสูง หรือมีแรงกดดันจากเจ้าตลาดท้องถิ่น ทำให้การเข้ามาแข่งขันนั้นเป็นไปได้ยา

แต่ก็อาจจะมีโอกาสด้านการร่วมมือกับเจ้าตลาดท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ เช่น Licensing, Joint Venture, Sales Rep. หรือการเข้าถึงหน่วยงานควบคุมต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เพราะบางครั้ง หากเราสามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มี Barrier to Entry สูง แต่มีขนาดของตลาดใหญ่จริงๆ ก็ไม่ควรละเลย เพราะถ้าเข้าไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง จะทำให้ธุรกิจเรานั้นยั่งยืน มากกว่าประเภทธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะๆ เพราะเข้ามาแข่งขันได้ง่ายกว่า ทำให้เกิดสินค้าทดแทนเยอะแยะเต็มไปหมด

แต่ Fig. 6 ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็ทำให้เราเห็นถึงสาเหตุที่เจ้าของแบรนด์ต่างชาติเข้ามาจดน้อย อาจเพราะเนื่องจากเป็นประเภทธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม Sunset Industry เช่น Textiles and Textile Goods หรือกลุ่มที่ไม่ค่อยมีการพัฒนานวัตกรรมมากเท่าไหร่ นั่นเอง

จากข้อมูลการนำเสนอข้างต้นนี้ อาจเป็นเพียงตัวอย่างการวิเคราะห์ IP เบื้องต้น ด้วยฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ซึ่งผมหวังอย่างยิ่งว่าจะช่วยสร้างไอเดียให้แก่ผู้ประกอบการหรือนักการตลาด ยุค 4.0 ให้สามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลดังกล่าว ในการวิเคราะห์ต่อ หรืออาจวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลประเภทอื่นๆ เพื่อช่วยหา Consumer Insights ได้อย่างเหมาะสม และสามารถนำไปวางแผนในการสร้างและปกป้องแบรนด์ในต่างประเทศต่อไปครับ โดยในตอนหน้า ผมจะเพิ่มผลการวิเคราะห์ IP ด้วยฐานข้อมูลสิทธิบัตร ซึ่งข้อมูลสิทธิบัตรนั้นมีประโยชน์และช่วยอะไรเราได้บ้าง ติดตามได้ในตอนหน้าครับวีระเวช อรธนาลัย (กาย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

ค้นหา

TAGS

Design Design First-S-Curve-02 IDG Innovation LogoDesign LogoDesign Patent Technology trademark training Trend TRENDS UPDATE กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตร การละเมิดลิขสิทธิ์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารอัตลักษณ์ งานออกแบบ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตรต่างประเทศ จดสิทธิบัตรทั่วโลก ตรวจสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ระบบมาดริด ละเมิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ สร้างนวัตกรรม สัมมนา สิทธิบัตร สิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สืบค้นสิทธิบัตร ออกแบบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์ เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี โลโก้

วิเคราะห์ตลาดในยุค 4.0
ด้วยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคต

“The main challenge is not open access or open data, but open mindset.”- Anonymous -

ใน IP Vision ตอนที่ 1 ผมได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูล IP ในมุมมองของการวิเคราะห์แนวโน้มนวัตกรรม, คู่แข่ง และโอกาสหรือช่องว่างทางธุรกิจ โดยเฉพาะจากการนำข้อมูลสิทธิบัตรหลายร้อยล้านฉบับจากทั่วโลกมาวิเคราะห์ เพื่อการตรวจสอบอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Freedom-to-Operate Analysis ในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ในประเทศนั้นๆ มีใครที่กำลังถือครองสิทธิที่ใกล้เคียง หรือมีความเหมือนคล้ายกับตราสินค้าหรือเทคโนโลยีที่เราจะนำเข้าไปประกอบธุรกิจหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิด และสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับในตอนที่ 9 นี้ ผมจึงอยากนำเสนอตัวอย่างการวิเคราะห์แบบง่ายๆ ด้วยฐานข้อมูลฟรีของกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งตัวอย่างนี้จะเป็นการวิเคราะห์ให้เราได้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดไทย และเพื่อตรวจสอบลักษณะของธุรกิจจากประเทศสิงคโปร์ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวผมได้มีโอกาสนำเสนอต่อธุรกิจที่เป็นสมาชิกของ Singapore Business Federation ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อกลางปี 2017 อีกด้วยครับ

การวิเคราะห์สภาวะการแข่งขันด้วยข้อมูลเครื่องหมายการค้า

Fig. 1 เป็นสถิติที่ได้จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเห็นได้ว่า การยื่นคำขอรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark Applications) ในปี 2010 และ 2016 เปรียบเทียบระหว่างเครื่องหมายการค้าจากผู้ยื่นที่มีสัญชาติไทย (Thai Trademark Applicants) และผู้ยื่นจากต่างประเทศ (Foreign Trademark Applicants) ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้ยื่นสัญชาติไทยมีการยื่นคำขอเพิ่มขึ้น 25% จาก 24,781 เป็น 33,241 และผู้ยื่นจากต่างประเทศที่ 30% จาก 12,875 เป็น 18,372

ในขณะเดียวกัน การรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark Registrations) ในปี 2010 และ 2016 จากกราฟ Fig. 2 ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเจ้าของเครื่องหมายสัญชาติไทย เพิ่มขึ้น 31% จาก 13,268 เป็น 19,320 ส่วนเจ้าของเครื่องหมายชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 48% จาก 8,562 เป็น 16,491 ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ถือสิทธิต่างชาติ สูงกว่า ผู้ถือสิทธิไทยค่อนข้างมาก แม้ว่าปริมาณการยื่นคำขอของผู้ยื่นสัญชาติไทยมีมากกว่าต่างชาติเกือบเท่าตัวก็ตาม

ซึ่งสถิติที่ได้จาก Figs. 1-2 อาจจะให้มุมมองได้ว่า ตลาดไทยนั้นยังคงเป็นที่น่าสนใจของเจ้าของแบรนด์จากต่างประเทศอยู่ จึงมีการเข้ามาจดทะเบียนไว้อย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ให้ความสำคัญและตระหนักถึงเรื่องการปกป้องแบรนด์มากขึ้นอย่างชัดเจน แต่อัตราการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากข้อมูลตาม Fig. 2 ผู้ประกอบการไทยบางรายอาจยังไม่เข้าใจกฎหมายด้านนี้มากนัก ทำให้คำขอที่ยื่นเข้าไปส่วนใหญ่ ไม่สามารถได้รับการจดทะเบียน เช่น เครื่องหมายมีความเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่มีการยื่นจดไปแล้ว, ไม่มีความบ่งเฉพาะเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด หรือ มีการใช้สัญลักษณ์ต้องห้ามเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเครื่องหมายที่ยื่นไป ฯลฯ

ต่างจากคำขอของผู้ยื่นต่างชาติที่ส่วนใหญ่ สามารถได้รับการจดทะเบียน อาจเพราะผู้ยื่นคำขอชาวต่างชาติเคยยื่นจดในต่างประเทศมาแล้ว และเมื่อเข้ามาในไทยก็จำเป็นต้องยื่นผ่านสำนักกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว จึงช่วยให้เครื่องหมายที่ยื่นผ่านตัวแทนมีโอกาสได้รับการจดทะเบียนมากกว่า

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดนำมาวิเคราะห์ คือ จำพวกของเครื่องหมายการค้า (Trademark Classifications of Goods and Services) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายที่ยื่นเข้าไป ซึ่ง IDG เรามองว่ามีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบประเภทของธุรกิจที่นิยมสร้างแบรนด์ในประเทศ ดังกราฟ Fig. 3 ซึ่งจะเห็นว่า..

  • อันดับ 1 : Service Marks หรือเครื่องหมายบริการ ซึ่งเป็นการสื่อถึงธุรกิจบริการประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการทางธุรกิจ, การเงิน, ที่ปรึกษาต่างๆ รวมถึงร้านค้า, ร้านอาหารต่างๆ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีการขายสินค้าร่วมด้วยก็ได้
  • อันดับ 2 : Chemical Products, Drugs, Cosmetics ซึ่งเป็นกลุ่มด้านผลิตภัณฑ์ทางเคมีที่ใช้กับร่างกาย เช่น ยา, เครื่องสำอาง เป็นต้น
  • อันดับที่ 3-5 : มีจำนวนใกล้เคียงกัน ได้แก่ Food, Beverage, Sweet, Fiber, Thread, Textiles, Clothing, Machinery, Eletrical Appliances, Vehicles และ Weapons

เราจะเห็นว่า สินค้าหรือบริการอะไรที่เป็นที่นิยมในตลาดไทย การแข่งขันเป็นอย่างไรในจำพวกที่เราสนใจ เจ้าของแบรนด์อันดับต้นๆ ของแต่ละจำพวกเป็นใครบ้าง การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เรากลับมาพิจารณาตำแหน่งของเราในตลาด และสามารถนำมาวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน เพื่อวางแผนสำหรับการสร้างแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยเราหาช่องว่างในตลาด เช่น ในกลุ่มของ Musical Instruments, Toys, Sport Equipment ที่ยังคงมีจำนวนการยื่นจดน้อย แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ยังคงน้อยอยู่ เราจะสามารถเข้าไปสร้างแบรนด์แข่งกับผู้เล่นรายอื่นในตลาดดังกล่าวได้หรือไม่? แนวโน้มความต้องการสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นอย่างไรบ้าง?

จาก Fig. 4 จะเห็นว่าผู้ประกอบการสิงคโปร์มีการเข้ามา จดเครื่องหมายการค้า ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มากนัก เนื่องจากจำนวนแบรนด์ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนในไทยมีอยู่เพียงหลักร้อยต่อปีเท่านั้น

Fig. 5 แสดงให้เห็นถึงจำพวกสินค้าหรือบริการ 5 ประเภท ที่เจ้าของแบรนด์สัญชาติสิงคโปร์ นิยมเข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย โดยสามารถจัดอันดับได้ดังนี้

  • อันดับ 1 : Advertising & Business Management = 95 เครื่องหมาย
  • อันดับ 2 : Coffee, Tea, Cocoa, and Artificial Coffee = 86 เครื่องหมาย
  • อันดับ 3 : Services for Providing Food and Drink = 65 เครื่องหมาย
  • อันดับ 4 : Pharmaceutical and Veterinary Preparations = 52 เครื่องหมาย
  • อันดับที่ 5 : Apparatus and Instruments for Scientific Research, Controlling Ships = 48 เครื่องหมาย

ซึ่งผลจากการวิเคราะห์สถิติดังกล่าวนั้น ช่วยให้เราเห็นถึงความสนใจของผู้ประกอบการสิงคโปร์ในตลาดไทย โดยเฉพาะการเข้ามาทำธุรกิจบริการประเภทการโฆษณาและให้คำปรึกษาทางธุรกิจ รวมถึงเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านเครื่องดื่มประเภทชา, กาแฟ และสร้างบริการหรือร้านอาหารในลักษณะแฟรนไชส์ด้วย อีกทั้งนักธุรกิจสิงคโปร์ยังมองตลาดด้านการแพทย์ในไทย ว่ามีแนวโน้มการเติบโตสูง จึงมีการเข้ามาจดเครื่องหมายการค้าจำพวกที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมยาสำหรับมนุษย์และสัตว์ รวมถึงอุปกรณ์ด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

เนื่องจากการวิเคราะห์จำพวกที่มีการยื่นจดเยอะที่สุด จะทำให้เราเห็นถึงสภาวะการแข่งขันในตลาดและความพร้อมของตลาดที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ แต่อาจจะไม่เห็นโอกาสในประเภทของธุรกิจที่มีการแข่งขัน ซึ่งอาจจะมีความต้องการสูง เช่น Fig. 6 ที่แสดงให้เห็นถึงประเภทของธุรกิจที่มีการเข้ามายื่นจดเครื่องหมายการค้า น้อยที่สุด จากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นประเภทธุรกิจที่มีอุปสรรคในการเข้ามาแข่งขันสูงอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับบุหรี่, ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เนื่องจากมีกฎหมายการควบคุมที่เข็มงวด, เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจท้องถิ่น, ต้องลงทุนสูง หรือมีแรงกดดันจากเจ้าตลาดท้องถิ่น ทำให้การเข้ามาแข่งขันนั้นเป็นไปได้ยา

แต่ก็อาจจะมีโอกาสด้านการร่วมมือกับเจ้าตลาดท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ เช่น Licensing, Joint Venture, Sales Rep. หรือการเข้าถึงหน่วยงานควบคุมต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เพราะบางครั้ง หากเราสามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มี Barrier to Entry สูง แต่มีขนาดของตลาดใหญ่จริงๆ ก็ไม่ควรละเลย เพราะถ้าเข้าไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง จะทำให้ธุรกิจเรานั้นยั่งยืน มากกว่าประเภทธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะๆ เพราะเข้ามาแข่งขันได้ง่ายกว่า ทำให้เกิดสินค้าทดแทนเยอะแยะเต็มไปหมด

แต่ Fig. 6 ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็ทำให้เราเห็นถึงสาเหตุที่เจ้าของแบรนด์ต่างชาติเข้ามาจดน้อย อาจเพราะเนื่องจากเป็นประเภทธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม Sunset Industry เช่น Textiles and Textile Goods หรือกลุ่มที่ไม่ค่อยมีการพัฒนานวัตกรรมมากเท่าไหร่ นั่นเอง

จากข้อมูลการนำเสนอข้างต้นนี้ อาจเป็นเพียงตัวอย่างการวิเคราะห์ IP เบื้องต้น ด้วยฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ซึ่งผมหวังอย่างยิ่งว่าจะช่วยสร้างไอเดียให้แก่ผู้ประกอบการหรือนักการตลาด ยุค 4.0 ให้สามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลดังกล่าว ในการวิเคราะห์ต่อ หรืออาจวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลประเภทอื่นๆ เพื่อช่วยหา Consumer Insights ได้อย่างเหมาะสม และสามารถนำไปวางแผนในการสร้างและปกป้องแบรนด์ในต่างประเทศต่อไปครับ โดยในตอนหน้า ผมจะเพิ่มผลการวิเคราะห์ IP ด้วยฐานข้อมูลสิทธิบัตร ซึ่งข้อมูลสิทธิบัตรนั้นมีประโยชน์และช่วยอะไรเราได้บ้าง ติดตามได้ในตอนหน้าครับวีระเวช อรธนาลัย (กาย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด

IDG ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก

crossmenuchevron-down
Intellectual Design Group (IDG) Co., Ltd uses cookies to monitor the performance of this website and improve user experience To find out more about cookies, what they are and how we use them, please see our privacy notice, which also provides information on how to delete cookies from your hard drive.
Accept
Privacy Policy